Thursday, October 11, 2007

เราต่างมีเสียงเพลงเป็นของตัวเอง

ภาพถ่ายจากhttp://www.pantip.com/cafe/gallery/topic/G3469834/G3469834-14.jpg

เราต่างมีเสียงเพลงเป็นของตัวเอง/วิภพ ล้อมเขต

พระจันทร์เต็มดวงในยามค่ำคืนพยายามเผยตัวให้พ้นจากเมฆฝนหลงฤดู แต่เมฆฝนก็บดบังพระจันทร์จนคล้ายคืนเดือนมืด ไม่นานก็ได้ยินเสียงเม็ดฝนร่วงหล่นกระทบหลังคาเสียงดังเปาะแปะ สลับกับเสียงเพลง Voyou Voyou ของ Keiko Shibano ผมเอื้อมมือไปกดปุ่มเพิ่มเสียงแข่งกับเสียงเม็ดฝนที่เริ่มดังขึ้น แม้ว่าจะปิดไฟเพื่อเตรียมตัวเข้านอนแล้วก็ตาม

จะว่าไปแล้ว เดี๋ยวนี้ผมกลายเป็นคนชอบฟังเพลงระดับงอมแงม แต่การชอบฟังเพลงของผมก็จะเป็นไปเพื่อความรื่นรมย์ส่วนตัวเสียมากกว่า การฟังเพื่อเพิ่มรสนิยมไว้พูดคุยกับกลุ่มคนอีกเผ่าพันธุ์หนึ่ง และพอตื่นเช้าขึ้นมากิจวัตรประจำวันอย่างแรกที่ผมต้องทำเป็นประจำ นั่นก็คือการลุกขึ้นเดินไปเปิดเพลงเป็นอย่างแรก
พอกดปุ่ม play ระบบสุ่มเพลงที่ตั้งไว้ก็จะสุ่มเลือกเพลงแรกของแต่ละเช้า เป็นการสร้างความแปลกใหม่ให้กับชีวิตไปอีกแบบ หลังจากที่ช่วงหนึ่งผมเคยเปิดแต่เพลงดอกไม้ ของ ศุ บุญเลี้ยง ฟังอยู่เป็นประจำทุกเช้า จนหูแว่วได้ยินเสียงเพลงดอกไม้อยู่บ่อยๆ

ทุกครั้งที่เสียงเพลงเริ่มแว่วดังออกมาจากลำโพง ผมใช้เวลาอาบน้ำแต่งตัวออกไปทำงาน จวบจนขั้นตอนสุดท้ายคือการใส่ถุงเท้าเบ็ดเสร็จอยู่ที่ประมาณ 5-6 เพลง แต่ถ้าวันไหนที่เพลงสุดท้ายจากระบบสุ่มเพลงเลือกเพลงได้ถูกใจ หลังจากใส่ถุงเท้าเสร็จผมจะนั่งฟังเพลงนั้นจนจบแล้วค่อยใส่รองเท้า ก่อนจะปิดประตูบ้านเพื่อออกไปทำงานเสมอ

ทันทีที่ขึ้นรถไปทำงานก็จะหยิบหูฟังมาครอบหู แล้วใช้เสียงเพลงเป็นตัวช่วยในการพาตัวเองจมลงไปในอีกโลกหนึ่ง ปล่อยให้ภาพรถติดกลายเป็นภาพชินตา และบ่อยครั้งเสียงเพลงก็มักจะทำให้ผมนึกถึงเรื่องราวของความทรงจำสมัยที่หัดเล่นกีตาร์ใหม่ๆ

ลองนึกดูดีๆ นอกจากคอร์ด C ที่ผมจำได้ว่าเป็นคอร์ดแรกที่หัดเล่นแล้ว ผมก็จำไม่ได้ว่าเพลงอะไรเป็นเพลงแรกที่หัดเล่น และเมื่อค้นพบว่าตัวเองมีพรสวรรค์ด้านดนตรีแค่การตีคอร์ดเท่านั้น ผมก็หันไปหาพรสรรค์ด้านอื่นที่พอจะมีแทนโดยไม่ทิ้งเสียงเพลง นั่นก็คือการเขียนหนังสือพร้อมกับการเปิดเพลงฟังไปพร้อมกัน
สำหรับคนที่ชีวิตเงยหน้าก้มหน้าก็เจอแต่งานแบบผม การได้ฟังเพลงดีๆ ที่ตัวเองชอบ พร้อมกาแฟอุ่นๆ ในแก้วที่มีขนาดพอดีกับรสชาติของกาแฟ ก็พอจะทดแทนการเดินกุมมือคนรักภายใต้ร่มคันเดียวกันยามฝนตกได้ดีระดับหนึ่ง

ผมเชื่อว่าเพลงทุกเพลงมีความหมายและคุณค่าในตัวเอง หากว่าเพลงนั้นไม่ใช่เพลงที่แต่งขึ้นมาเพื่อหวังผลทางการตลาด เพลงบางเพลงคือสิ่งแทนค่าจากจิตใจที่กำลังจะสูญสลาย เช่น เพลง Tear in heaven ของ Eric Claptan ที่เขาแต่งให้ลูกชายที่จากไป เพลงบางเพลงแทนจุดมุ่งหมายของชีวิต เช่น เพลงนกเพลง ของวง อพาตท์เมนคุณป้า ที่เปรียบตัวเองเป็นดั่งนกที่ร้องส่งเสียงเจื้อยแจ้วให้กับคำว่า ‘ชีวิต’ ในขณะที่เพลงบางเพลงของวงดูโอขวัญใจวัยรุ่นไม่ได้มีค่าอะไรมากไปกว่าการดูดเม็ดเงินจากกระเป๋า

ช่วงหนึ่งที่เคยจมอยู่กับความเสียใจ ผมเคยเปิดเพลง Desperado ของ The Eagle ฟังบ่อยมาก จนเพื่อนในออฟฟิศล้อว่าเพลง Desperado นั้นคือเพลงชาติของผม แม้จะไม่รู้ถึงความหมายของเพลงแบบลึกซึ้งอะไรนัก แต่ความเป็นสากลของเสียงเพลงก็พาผมก้าวข้ามกำแพงภาษา พาผมไปสู่อีกโลกหนึ่งที่ห่างไกลจากรอยยิ้มอยู่พักหนึ่งใหญ่ๆ

จริงอยู่ว่าชีวิตคนเราต้องเดินไปข้างหน้า และการทำตัวให้เป็นเข็มนาฬิกาที่โดยธรรมชาติแล้วจะต้องเดินไปข้างหน้าตลอดนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็อย่าลืมว่าเข็มนาฬิกานั้นเดินเป็นวงกลม และมันก็จะหมุนวนมาซ้ำจุดเดิม ถึงแม้ว่ามันจะเดินไปข้างหน้าเสมอก็ตาม ไม่ต่างอะไรกับเรื่องราวบางเรื่องที่พยายามจะลืม เช่นเดียวกันกับเพลงบางเพลงที่มักจะสะกิดให้เราคิดถึงใครคนหนึ่งขึ้นมาเสมอ เพลงที่เราเคยชอบและคิดว่าเป็นเพลงของกันและกัน จึงแปรเปลี่ยนเป็นเพลงที่เรียกน้ำตาในยามที่ความรักต้องลาจากกันไป

ใครจะบอกว่าเพลงไม่มีอิทธิพลต่อความรู้สึกใดๆ เจอประสบการณ์แบบนี้เข้าไปกับตัวเองโดยตรง อาจจะต้องเปลี่ยนความคิดใหม่กันแน่ๆ

ครั้งหนึ่งผมมีโอกาสได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ชื่อ The song reader ของ Lisa Tucker เป็นเรื่องราวของหญิงสาวคนหนึ่งที่สามารถทำนายอนาคตใครต่อใครได้จากเพลงที่คนๆ นั้นชอบฟัง
ถึงจะรู้ว่าเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นมา แต่ก็รู้สึกว่าถ้ามีอาชีพแบบนี้อยู่จริงๆ ก็เริ่มชักอยากจะรู้อนาคตของตัวเอง แม้ว่าเอาเข้าจริงในชีวิตของคนเราจะมีเพลงเข้ามาให้ฟังกันหลากหลายก็ตาม จนไม่ต่างอะไรกับความหลากหลายของอนาคต

เรื่องราวของบทเพลงนั้นมีมากมาย จะว่าไปแล้วถ้าให้พูดกันจนหมดก็คงไม่ได้หลับได้นอน แต่ในทางกลับกันเพลงบางเพลงที่ได้ฟังก็อาจทำให้นอนหลับฝันดี

แต่ก็มีบางเช้าหรือบางค่ำคืนที่ผมไม่ฟังเพลงใดๆ เลย นอกเสียจากเสียงเพลงของความเงียบที่มีความรู้สึกของตัวเองเป็นท่วงทำนอง แล้วปล่อยให้ตัวกับหัวใจ

ต่างแยกย้ายกันไปพเนจร...

Tuesday, October 02, 2007

เราจากกันก็นาน


2/10/07
เราจากกันก็นาน

เราจากกันก็นาน
โดยมีกาลเวลา
เป็นสักขี

เข็มนาฬิกาเป็นผู้คล้อยตาม
เช่นเดียวกับ
พระอาทิตย์และพระจันทร์

ที่สลับหมุนวน
เปลี่ยนกันมาเยี่ยมเยียน

เช่นเดียวกับ
ความทรงจำของฉัน
ที่มีเธอตัดสลับปัจจุบัน
และเว้นอนาคตไว้ด้วยความว่างเปล่า

แน่นอน
ความคิดถึง
ไม่ใช่เรื่องผิด

แน่นอน
ความคิดถึง
ห้ามกันไม่ได้

เหมือนกับที่เธอห้าม
ความสัมพันธ์
จนคำว่า ‘รัก’
เป็นคำว่า ‘รก’

และฉัน
เป็นจำเลย…




Tuesday, September 11, 2007

กำลังใจ


กำลังใจ/วิภพ ล้อมเขต

สายลมเอื่อยเฉื่อยของเช้าวันเสาร์พัดโชยเข้ามาทางหน้าต่าง 2 บานที่มีโมบายดักรอคอยอยู่ ผมนึกถึงถ้อยคำจากปากช่อง

“เป็นไงบ้างละมึง เงียบหายไปนาน เรื่องสั้นที่ส่งมากูยังไม่ได้อ่านให้เลย รอหน่อยละกัน”

“แล้วเขาประกาศผลหรือยัง อ้าว…ช่างแม่งมัน หน้าที่ของเราคือเขียน ไม่ได้คอยเอาใจกรรมการ”

“ไม่เข้าใจ แม่งก็ต้องเข้าใจ ใครมันจะไปอยู่ได้ เงินแค่นั้น มึงต้องแดกข้าวนะ มึงไม่ได้อิ่มทิพย์”

“ไปทำแค่ 2 เดือนก็พอ ทำให้รู้ ทำให้เข้าใจแล้วก็ไม่ต้องไปทำแล้ว เสียเวลาเขียนหนังสือ”

“อายุมึงยังน้อย มึงมีเวลามากกว่าคนอื่น ว่างๆ ก็ส่งเรื่องสั้นไปลงกับเขาบ้าง ให้พี่ๆ เขาหายคิดถึงบ้าง ดีกว่าอยู่เฉยๆ”

“ทีนี้มึงก็เดินเป็นเส้นตรงได้แล้ว อย่าไปเสียเวลาเดินอ้อม”

“ยังไงถ้าว่างมึงก็เข้ามาบ้านบ้างละกัน”

สิ้นเสียงคำพูดที่เป็นเหมือนเข็มทิศชีวิตและกำลังใจ หลังจากวางสายผมล้มตัวลงนอนบนโซฟานั่งเล่นเพื่อคิดอะไรบางอย่าง ผมรู้สึกถึงความผ่อนคลายเหมือนคนที่พบทางออกจากเขาวงกต นึกถึงหลายค่ำคืนที่นั่งมองหน้าจอกระดาษอิเล็กทรอนิกส์ที่ว่างเปล่า แล้วหลับตาลงนอนโดยที่ไม่ได้เรียงร้อยถ้อยคำใดๆ ออกมาอย่างทุกครั้งที่เคยเป็น

ผมเชื่อว่าช่วงเวลาที่แย่ที่สุดของนักเขียน คือช่วงเวลาที่อ่านหนังสือเล่มไหนก็อ่านไม่จบ และที่แย่ไปกว่านั้นคือการเขียนอะไรไม่ออก

เมื่อเขียนได้ก็ต้องคิดได้ เมื่อคิดได้ก็ต้องมีวิธีแก้ไขปัญหา นักเขียนหลายคนเมื่อประสบกับปัญหาแบบนี้จึงมีวิธีแก้ไขปัญหาต่างกันไปคนละแบบ

หลายคนออกเดินทางเพราะเชื่อว่าการเดินทางเป็นสายตาของนักเขียน หลายคนเลือกที่จะนั่งเผชิญหน้ากับอาการเขียนไม่ออกเพื่อเอาชนะ หลายคนเลือกที่จะหันไปทำอาชีพอื่นหรืออาชีพที่ใกล้เคียงเพื่อรอช่วงเวลากลับมาเขียนอะไรได้เหมือนเดิม และหลายคนเลือกที่จะตายจากไปจากถนนนักเขียนแบบเงียบๆ อย่างไม่หวนกลับคืน

หนึ่งในวิธีแก้ปัญหาการเขียนอย่างหนึ่งของเออเนส เฮมิ่งเวย์ คือการหยุดเขียนเมื่อคิดได้ว่าจะเขียนอะไรต่อ และถ้ายังคิดอะไรไม่ออกเขาจะไม่หยุดเขียน เพื่อให้การเขียนนั้นลื่นไหลในการกลับมาเขียนอีกวันหนึ่ง และเฮมิ่งเวย์เชื่อว่า ช่วงเวลาที่นักเขียนจะเขียนหนังสือได้ดีที่สุด คือช่วงเวลาที่นักเขียนกำลังมีความรัก เพราะสำหรับเฮมิ่งเวย์ ความรักเป็นกำลังใจที่ดีที่สุดของการเขียนหนังสือ

ผมไม่รู้ว่าความรักจะมีผลต่อการเขียนหนังสือมากแบบที่เฮมิ่งเวย์เชื่อหรือเปล่า แต่ค่ำคืนหนึ่งบนรถแท็กซี่ระหว่างทางที่กลับบ้าน แสงไฟจากเสาไฟฟ้าที่พาดผ่านลงมาบนหน้ากระจกรถทอดผ่านตัวผมต้นแล้วต้นเล่า ทำให้ผมนึกถึงกำลังใจที่รุ่นพี่นักเขียนสาวคนหนึ่งกำลังต้องการ

“ตอนนี้ถ้าเขียนอะไรอยู่ก็ส่งมาให้พี่อ่านบ้างนะ ตั้งแต่พี่เขาตายไป พี่ก็เขียนอะไรไม่ได้เลย ไม่ใช่ว่าพี่ไม่พยายาม พี่พยายามแล้วแต่พี่เขียนอะไรไม่ได้เลยจริงๆ”

แน่นอนว่าการจากไปแบบไม่หวนคืนของรุ่นพี่นักเขียนหนุ่มคนนั้น คือการสูญเสียครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งของวงการวรรณกรรมไทย ในฐานะนักเขียนแน่นอนว่ารุ่นพี่นักเขียนสาวคงเสียใจไม่แพ้คนอื่นๆ แต่ในฐานะคนรักของกันและกันที่คอยอยู่เคียงข้างให้กำลังใจกันมาตลอด การจากไปแบบไม่หวนคืนของรุ่นพี่นักเขียนหนุ่มคนนั้น จึงย่อมมีความหมายมากกว่าคำว่าเสียใจจนหาถ้อยคำใดๆ มาทดแทนไม่ได้

หลังจากกลับถึงบ้าน ค่ำคืนนั้นผมนั่งลงตรงโต๊ะเขียนหนังสือ มองดูภาพถ่ายที่แปะไว้ตรงโต๊ะหนังสือของคนในอดีตบางคน ที่ส่งข้ามน้ำข้ามทะเลมาครึ่งโลกพร้อมถ้อยคำกำลังใจประโยคหนึ่ง

‘Just doing make every hour happy hour you’re smart.’

ผมนั่งมองภาพถ่ายใบนั้นอยู่นานเท่านาน แม้วันเวลาจะทำให้ภาพถ่ายซีดจางเหมือนเจ้าของภาพถ่ายที่ห่างหายกันไปจนกลายเป็นสายลมที่เคยพัดผ่าน แต่ถ้อยคำกำลังใจประโยคนั้นยังคงคมชัดอยู่เสมอ

ค่ำคืนนั้นผมตัดสินใจรวบรวมงานเขียนของตัวเองที่มีทั้งหมดส่งไปให้รุ่นพี่นักเขียนสาวอ่าน แม้ว่างานเขียนของผมจะช่วยรุ่นพี่นักเขียนสาวไม่ได้มากนัก แต่อย่างน้อยในยามที่ท้อแท้ การให้กำลังใจกันและกันผมถือว่าเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่หาซื้อขายกันไม่ได้

จริงอยู่ว่าไม่มีกำลังใจใดสำคัญเท่ากำลังใจจากตัวเอง แต่มนุษย์ไม่ได้ดำรงชีวิตอยู่บนโลกกลมๆ ใบนี้เพียงลำพัง นอกจากกำลังใจจากตัวเองแล้ว กำลังใจจากคนอื่นจึงมีความสำคัญไม่แพ้กัน

โดยเฉพาะกำลังใจจากคนที่รักเราหรือคนที่เรารัก...

หลังจากนั้น 3 เดือนต่อมา...ผมได้ยินเสียงดีใจของรุ่นพี่นักเขียนสาวที่ดังผ่านมาทางโทรศัพท์ เกี่ยวกับหนังสือเล่มใหม่ของเธอที่กำลังจะออก

เสียงโมบายที่ดักรอสายลมเอื่อยเฉื่อยของเช้าวันเสาร์ส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งๆ ผมลุกขึ้นจากโซฟานั่งเล่นเดินไปที่ชั้นหนังสือในห้องนอน หยิบหนังสือเล่มหนึ่งที่ได้มาจากเจ้าของถ้อยคำจากปากช่องผู้เป็นดั่งครูทางจิตวิญาณ หลังจากที่ผมได้ให้คำมั่นสัญญาอะไรบางอย่าง

“กูมีหนังสือเล่มนี้อยู่ 2 เล่ม เก็บไว้อ่านตอนเขียนอะไรไม่ออก กูให้มึงเล่มหนึ่ง กูเป็นกำลังใจให้บนถนนสายนี้ยังมีที่ว่างเสมอ”

ผมนั่งลงที่โต๊ะหนังสือ วางหนังสือเล่มนั้นลงข้างกาย มองดูถ้อยคำกำลังใจจากภาพถ่ายที่ซีดจาง แล้วค่อยๆ เรียงร้อยถ้อยคำลงบนแป้นคีย์บอร์ด ปรากฏออกมาเป็นทิวแถวถ้อยคำ

บนหน้าจอกระดาษอิเล็กทรอนิกส์ที่ว่างเปล่า…


Tuesday, August 21, 2007

นินทาแม่


นินทาแม่/วิภพ ล้อมเขต

อาจเป็นเพราะเป็นเด็กบ้านนอกตั้งแต่กำเนิด และต้องฝากปากท้องไว้กับชีวิตที่กรุงเทพฯ ทุกครั้งที่มีวันหยุดยาวหรือเทศกาล ผมกับพี่สาวจะซื้อตั๋วรถทัวร์เพื่อกลับบ้านที่ชุมพรมากกว่าไปเที่ยวทุกครั้ง จองทันบ้างไม่ทันบ้างก็ว่ากันไป แต่ทุกครั้งเราสองคนก็มักจะได้กลับบ้านเสมอ

ถึงบางครั้งต้องยืนเบียดกันไปหรือนั่งเก้าอี้พลาสติกจนถึงชุมพรก็ตาม แต่พอถึงบ้านได้เห็นหน้าแม่ ความอ่อนล้าจากการเดินทางก็เหมือนจะระเหยไปกับสายลม

ตั้งแต่จำความได้ครอบครัวของผมมีกันเพียง 3 คน คือ แม่ พี่สาวและตัวผม ส่วนพ่อนั้นอย่าถามผมเลยว่าอยู่ไหน ผมเพียงได้แต่คิดให้ตัวเองดูเป็นลูกที่กตัญญูได้เพียงว่า พ่อคงมีเหตุผลของพ่อ ที่ทิ้งพวกเราไปแบบไม่สนใจจะเหลียวแล แล้วปล่อยให้แม่ต้องทำหน้าที่แทนพ่อ โดยที่พ่อไปทำหน้าที่พ่อที่ดีให้กับคนอื่น

แต่ถึงครอบครัวของเราจะขาดพ่อที่ต้องทำหน้าที่ผู้นำ แต่แม่ก็ไม่เคยอายที่จะก้าวเข้ามาทำหน้าที่แทนพ่อ และทอดทิ้งผมกับพี่สาว ปล่อยให้เราสองคนอดๆ อยากๆ เลยสักครั้งเดียว

แม่เป็นต้นแบบของการเสียสละ เวลานั่งกินข้าวด้วยกัน 3 คนแม่ลูก แม่มักจะตักน้ำแกงมากกว่าเนื้อ และกินข้าวน้อยกว่าผมกับพี่สาว ทั้งๆ ที่แม่เองก็ทำงานหนักมาทั้งวัน เรื่องเรียนก็เหมือนกัน แม่ไม่เคยบังคับว่าจะต้องเรียนอะไร ไม่เคยมานั่งสอนการบ้านจ้ำจี้จ้ำไช ว่าทำไมโจทย์แค่นี้ ลูกถึงคิดไม่ได้

เหตุผลไม่ใช่เพราะแม่เรียนจบแค่ ป.4 แต่เป็นเพราะแม่คิดว่า เรื่องราวนอกห้องเรียนนั้นสำคัญกว่าเรื่องราวของโจทย์บนหน้ากระดาษ ตอนที่เอ็นทรานซ์วินาทีที่ผมบอกแม่ว่า ผมตัดสินใจเลือกเรียนคณะนิเทศศาสตร์ เอกวารสารศาสตร์ เพียงเพราะผมอยากรู้ว่าเขาเข้าสันหนังสือกันอย่างไร แม่ก็บอกผมกลับมาว่า

แล้วอย่าลืมเอาหนังสือที่ลูกทำ หรือไม่ก็งานเขียนของลูกมาให้แม่อ่านบ้างละ...

แต่ถ้าจะถามว่าถ้าต้องให้แม่สอนขึ้นมาแล้วแม่จะสอนอะไร ผมคิดว่าการอ่านหนังสือให้ลูกฟังตั้งแต่ผมกับพี่สาวยังอยู่ในท้องแม่จนถึงช่วงเวลาปัจจุบัน และนิสัยชอบฟังเพลงของแม่ 2 สิ่งนี้คือคำสอนที่เป็นมรดกที่แม่มอบให้ผมกับพี่สาว ที่เราสองคนดูจะรักและหวงมากเป็นพิเศษ

ปี 2545 ผมเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ด้วยเหตุผลของหน้าที่ทางการศึกษา ตามรอยเท้าของพี่สาวที่เข้ามาแสวงหาอนาคตอยู่ก่อนแล้ว จากที่เคยอยู่พร้อมหน้ากัน 3 คนแม่ลูก หลังจากพี่สาวต้องออกจากบ้านเพื่อเติบโต และตามด้วยผมที่ต้องเติบโตด้วยเช่นกัน ทุกเช้าในแต่ละวันของแม่จึงเปลี่ยนไปจากวันเก่าๆ

ผมรู้ว่าเวลาลืมตาตื่นขึ้นมา แม่ไม่รู้จะนั่งกินข้าวกับใคร ยังดีที่มี ‘ถุงเงิน’ อยู่เป็นเพื่อนแม่ ช่วยคลายความเหงาของแม่ได้บ้าง แต่พอวันหนึ่งที่ถุงเงินต้องจากไป เสียงที่สั่นเครือของแม่ที่ส่งผ่านมาทางคลื่นไร้สาย กลับทำให้ผมรับรู้ถึงความเหงาของแม่ที่กำลังจะเพิ่มขึ้นในเช้าวันใหม่ที่แม่ลืมตาตื่น

น้ำตาของผมไหลเมื่อรับรู้ว่าแม่กำลังร้องไห้ แต่แม่ก็ชิงตัดสายโทรศัพท์ เพียงเพราะไม่อยากให้ผมได้ยินเสียงร้องไห้ และคงลืมไปว่าที่จริงแล้ว ตัวเองก็คือผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่มีสิทธิ์ร้องไห้ และในฐานะที่แม่ต้องทำหน้าที่พ่อไปด้วย แม่จึงกลายเป็นคนที่ชอบรักษาฟอร์มของตัวเองอยู่เสมอ

ยิ่งเรื่องอะไรที่ดูจะเสียหน้าให้ลูก แม่ยิ่งรักษาฟอร์มมากเป็นพิเศษ วันเกิดของแม่ปีที่แล้ว ผมเคยลองใจแม่ด้วยการไม่โทรหาแม่เลยเป็นเวลาเกือบ 1 เดือน แล้วนั่งรถกลับบ้านที่ชุมพรเพื่อถือเค้กวันเกิดไปให้แม่

วินาทีที่แม่เห็นผมเดินถือเค้กวันเกิดเข้ามาหา แม่โวยวายตามประสาคนฟอร์มเยอะ ถามผมว่าจะนั่งรถมาทำไมให้เปลืองค่ารถเดี๋ยวก็ต้องกลับแล้ว แต่ตอนที่แม่พูดแม่ได้มองหน้าผม พูดจบแม่ก็เดินหายเข้าไปในครัว แอบยืนเช็ดน้ำตาไม่ให้ผมเห็น

วันเกิดของแม่ปีนี้เวียนมาอีกครั้งเป็นรอบที่ 62 แต่รอยยิ้มของแม่ยังเหมือนเดิมทุกครั้งที่เห็นหน้าผมกับพี่สาว การได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันกับลูกๆ และได้ลุกขึ้นมาเพื่อทำกับข้าวให้ผมกับพี่สาวกินตั้งแต่เช้า จึงนับเป็นของขวัญที่แม่ต้องการและมีความหมายกับแม่มากเป็นพิเศษ และแน่นอนว่าผมกับพี่สาวก็กินกับข้าวฝีมือแม่เหมือนตายอดตายอยากมาเป็นปีๆ

หนึ่งในพรสวรรค์ของแม่ที่นอกจากจะเป็นคนอารมณ์ดีขี้อำแล้ว คือการเป็นคนมือเขียว ที่ปลูกต้นอะไรก็ขึ้น ออกดอกงอกงาม จนกลายเป็นความภาคภูมิใจของแม่อยู่เสมอ จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ ถ้าสวนหย่อมที่แม่จัดจะกลายสภาพเป็นป่ามากกว่าสวนหย่อมเพียงในระยะเวลาไม่กี่เดือน

แม่เป็นคนชอบปลูกต้นไม้ระดับถ้าติดยาคงต้องส่งไปเลิกที่ถ้ำกระบอก ตอนที่ต้นโป๊ยเซียนกำลังเป็นที่นิยม แม่เองก็ไม่พลาดที่จะมีต้นโป๊ยเซียนเป็นร้อยๆ ต้น กระจุกอัดกันอยู่ในพื้นที่สวนหย่อมเล็กๆ ของแม่ จนเซียนโป๊ยเซียนแถวบ้านทั้งหลาย ยังต้องมาขอดูต้นโป๊ยเซียนของแม่อยู่บ่อยๆ แต่ผมกับพี่สาวกลับไม่ได้กลายเป็นคนมือเขียวเหมือนกับแม่ จะปลูกอะไรทีก็ตายมากกว่ารอดเกือบทุกครั้ง

ตอนที่แม่ขึ้นมาหาผมกับพี่สาวที่กรุงเทพฯ แม่ทนไม่ได้ที่บ้านเช่าไม้สีเขียวที่สะพานใหม่ของผมกับพี่สาวไม่มีต้นไม้วางอยู่เลยสักต้นเดียว แม่จึงไปซื้อต้นไม้ชื่อเดียวกับตัวแม่มาไว้ให้ผมกับพี่สาว 1 ต้น จัดการย้ายต้นไม้จากกระถางเล็กไปกระถางใหญ่ แล้ววางไว้ตรงหน้าบ้านให้ผมกับพี่สาวได้คอยรดน้ำ

ความเป็นคนมือเขียวของแม่ ทำให้ผมกับพี่สาวมั่นใจว่า เปอร์เซ็นรอดของต้นไม้ต้นนี้ต้องมีมากกว่าเปอร์เซ็นไม่รอดแน่นอน และทุกครั้งที่รดน้ำไม่ผมหรือพี่สาวก็จะโทรศัพท์ไปหาแม่ทุกครั้ง

พี่สาวของผมบอกว่านี่อาจเป็นกลยุทธ์รักษาฟอร์มของแม่ ที่ช่วยสะกิดให้เราคิดถึงแม่อยู่บ่อยๆ มากกว่าการให้แม่โทรศัพท์มาหาก็เป็นไปได้ แต่ผมกลับกลัวว่าหากรู้สึกคิดถึงแม่ขึ้นมามากๆ ในช่วงเวลาที่ชีวิตเหนื่อยล้าจากการฝากปากท้องและอนาคตไว้กับกรุงเทพฯ น้ำตาของลูกแม่อาจจะไหลเอาง่ายๆ และอาจทำให้แม่รู้สึกเป็นห่วงจนนอนไม่หลับ

ครั้งหนึ่งพี่สาวนักเขียนที่เป็นพี่เลี้ยงชีวิตของผมตลอดชีวิตเคยบอกกับแม่ว่า ผมชอบเขียนอะไรถึงแม่อยู่บ่อยๆ แต่แม่เองคงไม่เคยได้อ่าน

ถูกต้องอย่างที่พี่สาวนักเขียนที่เป็นพี่เลี้ยงชีวิตผมพูดทุกประการ หลายคนอาจสงสัยว่าทำไม ผมบอกให้ก็ได้ว่า เพราะในฐานะที่เป็นลูกของแม่

ผมเองก็ต้องรักษาฟอร์มไว้เช่นเดียวกัน…






Thursday, August 16, 2007

ทฤษฏีของความรัก


ทฤษฏีของความรัก/วิภพ ล้อมเขต
ตีพิมพ์ครั้งแรก/หากรักมาต้องหาที่ให้รักนั่ง สำนักพิมพ์ไม้ยมก ปี 2547

แด่…หญิงสาวแห่งโชคชะตา

ลมหนาวพัดมาครั้งที่เท่าไรผมจำไม่ได้ หน้าต่างสี่เหลี่ยมบานเล็กๆ ในห้อง ยังคงโอบกอดลมหนาวไว้อย่างสม่ำเสมอ ผมนึกถึงคำพูดของไอสไตน์ประโยคหนึ่งที่ผมได้อ่านเมื่อคืน

“แรงดึงดูดของโลกไม่ได้ทำให้คนเราตกหลุมรักกัน”

เช้าวันใหม่ก้าวเท้าเข้ามาหาผมทุกวันอย่างที่เคยเป็น ผมค่อยๆ เอื้อมมือไปปิดสวิตช์โคมไฟและเปิดแผ่น CD ที่เธอมอบให้ในเวลาไล่เลี่ยกัน เช้าๆ อย่างนี้ดอกกุหลาบสีแดงในแจกันทรงขวดเหล้ามือสองยังคงผลิบานอย่างเต่งตึง เพียงพอที่จะทำให้ผมส่งยิ้มให้กับแสงแดดยามเช้าได้อย่างสนิทใจ

โมบายที่แขวนไว้ข้างหน้าต่างส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งเมื่อต้องลม ผมนึกถึงคำพูดของผมที่พูดคุยกับเธอผ่านทางโลกไร้สาย

“นึกแล้วก็ตลกนะ ไม่น่าเชื่อว่าความผิดพลาดของผมจะทำให้เราสองคนได้เจอกัน”

“555 นั่นนะสิ มันเลยทำให้เราสองคนได้รู้จักกันเสียที”

ในโลกของความเป็นจริงนั้น หากไม่ใช่เพราะความผิดพลาด ก็คงเป็นเพราะโชคชะตาที่ทำให้เราสองคนได้รู้จักกัน ผมบังเอิญรู้จักเธอผ่านโปรแกรม MSN ด้วยการที่ผมพิมพ์ชื่อของเพื่อนเข้าไป แต่ผมดันพิมพ์ชื่อของเพื่อนตกไปหนึ่งคำ เลยกลายเป็นเธอเข้ามาอยู่ในลิสต์รายชื่อของเพื่อนผม

“ไอ้ต้น เงียบเลยนะมึง ไม่ยอมทักกู” ผมพิมพ์ทักทายเธอเพราะคิดว่าเป็นเพื่อนของผมที่ปกติมักจะเข้ามาทักผมเสมอ

“เอ่อ! ขอโทษนะคะ ไม่ทราบว่าใครคะ” เธอพิมพ์ตอบกลับมา

“อะไรของมึง จำกูไม่ได้เหรอวะ”

“นี่ไม่ใช่ต้นนะคะ แล้วไม่ทราบว่าคุณคือใครคะ ทักคนผิดหรือเปล่า”

ผมหยุดคิดก่อนจะพิมพ์ตอบกลับไป คงไม่ใช่เรื่องธรรมดาแน่ๆ ที่อยู่ๆ ไอ้ต้นจะพูดจาดีๆ กับผม ผมรีบกดโทรศัพท์หามันทันที

“เฮ้ย! มึงออนไลน์อยู่หรือเปล่าวะ”

“ไม่ได้ออนวะ มีอะไร”

“เหรอวะ ไม่มีอะไร แค่นี้นะมึง”

เมื่อความจริงปรากฏ ผมปล่อยไก่เข้าซะแล้ว ผมเลยพิมพ์ตอบเธอกลับไปเพื่อขอโทษเธอ

“ขอโทษนะครับ ผมทักคนผิด คิดว่าเป็นเพื่อนของผม”

“ไม่เป็นไรคะ ว่าแต่คุณเอาเมล์ฉันมาจากไหนคะ”

“ผมก็คงพิมพ์เมล์เพื่อนผิดเป็นเมล์คุณอีกนั่นแหละครับ”

“555 จริงเหรอคะ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ”

“ครับ ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันครับ”

“ผมชื่อ…ครับ”

“ฉันชื่อ…คะ”

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ผมและเธอจึงเริ่มคุยกันมากขึ้น ทั้งในโลกของMSN และโลกของการสื่อสารไร้สาย จนมาถึงวันหนึ่งที่ผมและเธอได้เจอหน้ากันเป็นครั้งแรก

“วันพฤหัสบดีที่จะถึงนี้คุณว่างมั๊ย” เธอถามผมในเช้าวันหนึ่ง

“ก็น่าจะว่างนะ ทำไมเหรอ”

“ฉันอยากชวนคุณมางานรับปริญญาของฉันที่มหา’ลัย คุณพอจะมีเวลาว่างมาได้มั๊ย”

“เดี๋ยวนะผมขอดูตารางสอบก่อน o.k. วันนั้นผมว่างไม่มีสอบ ผมจะไปงานรับปริญญาคุณก็แล้วกัน”

“คุณมาได้จริงๆ นะ” เธอถามผมย้ำอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ

“ได้สิ ทำไมจะไม่ได้ละ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด บัณฑิตใหม่ได้รับของขวัญจากผมแน่” ผมบอกย้ำกับเธอเพื่อให้เธอสบายใจก่อนจะวางสาย

บนรถตู้สายกรุงเทพ-ชลบุรีกับเงิน 100 บาทที่เหลืออยู่ บนความยาวนานของเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย 2 ชั่วโมงเต็มๆ แล้วที่ผมยังคงนั่งอยู่บนเบาะรถตู้ตัวหลังสุด ผมไม่เคยไปมหา’ลัยที่เธอรับปริญญา และกว่าผมจะได้เจอเธอก็เหลือเวลาไม่ถึง 30 นาที ที่รถตู้คันสุดท้ายจะพาผมกลับถึงบ้านที่กรุงเทพ

“ขอโทษนะครับ หอประชุมไปทางไหน” ทางนี้เหรอครับ ขอบคุณมากครับ”

เส้นทางที่ไม่คุ้นเคย ทำให้ผมต้องถามเอาจากคนแปลกหน้ามากมายที่เดินผ่านไปมา ในชั่วโมงของความเร่งรีบ บนเงื่อนไขของเวลา เงิน 100 บาทในกระเป๋ากางเกง ที่บีบรัดผมมากขึ้นทุกวินาที แต่ไหนๆ ก็ตั้งใจมาแล้ว อย่างน้อยผมจะต้องพบเธอให้ได้

“คุณอยู่ตรงไหนแล้ว” เธอถามผมผ่านทางโลกของการสื่อสารไร้สาย ยิ่งทำให้ผมรู้สึกอยากพบเธอมากขึ้น

“ผมอยู่ตรงหน้ากองอำนวยการหลังรถพยาบาล คุรอยู่ตรงไหน”

ผู้คนมากมายและบัณฑิตยังคงเดินผ่านไปมาวุ่นวายตามหาคนที่ตัวเองต้องการพบซึ่งกันและกัน ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่ในขณะที่กำลังมองหา รถพยาบาลที่จอดอยู่ข้างๆ ผม ก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไปเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ เหลือเพียงภาพบัณฑิตสาวยืนคุยโทรศัพท์ สีหน้ากังวลคล้ายรอใครสักคน ปรากฏเข้ามาแทนที่

ทันที่ที่บัณฑิตสาวคนนั้นหันกลับมา ถ้อยคำทางโลกไร้สายกับริมฝีปากของเธอขยับเป็นท่วงทำนองเดียวกัน

“เจอแล้ว คุณอยู่ตรงนี้เองคุณนักเขียน”

ใช่! ผมและเธอต่างยืนหันหลังให้กันและกัน ต่างคนต่างเฝ้ามองไปข้างหน้า จนเมื่อหันหลังกลับมามองถึงได้รู้ว่า เราสองคนต่างยืนหันหลังให้กันคนละด้านของรถพยาบาลที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไป

“สวัสดีครับ” ผมยิ้มและทักทายเธอ

“สวัสดีคะ คุณมาถึงนานหรือยัง” เธอยิ้มและทักทายผมบ้างจนผมอายที่จะพูดกับเธอ ยิ่งเมื่อได้เห็นเธอใกล้ๆ ผมคิดว่าเธอสวยมาก มากพอที่จะทำให้ผมหลงรักฤดูหนาวปีนี้ได้มากกว่าเดิม และรอยยิ้มของเธอก็ทำให้ผมลืมเรื่องรถตู้คันสุดท้ายที่จะพาผมกลับบ้านที่กรุงเทพไปเสียสนิทใจ

“ก็มาถึงได้สักพักแล้วละ พอดีผมเดินหลงๆ อยู่แถวนี้ นี่รูปผมวาดเอง กระดาษห่อรูปดูไม่เรียบร้อยหน่อยนะ ส่วนนี่หนังสือทำมือของผม ของขวัญที่ผมบอกว่าจะเอามาให้คุณ ยินดีด้วยนะครับ” ผมหยิบของขวัญและส่งยิ้มให้เธออีกครั้ง

“ขอบคุณคะ ถ่ายรูปด้วยกันก่อนนะคะ”

เสียงชัตเตอร์ลั่นขึ้นมา 3 ครั้งเพื่อบันทึกภาพและช่วงเวลาของค่ำคืนที่ผมและเธอได้พบกันครั้งแรกลงบนม้วนฟิล์ม

“คุณไม่รีบกลับใช่มั๊ยคะ ฉันอยากให้คุรอยู่ทานข้าวด้วยกันก่อนนะคะ”

“ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณมากครับ พอดีผมมีงานที่ต้องทำค้างไว้ ผมคงต้องขอโทษด้วยที่ไม่ได้อยู่ทานข้าวกับครอบครัวของคุณ” ผมปฏิเสธเธอไป ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วผมอยากอยู่ทานข้าวกับครอบครัวของเธอมาก แต่เงิน 100 บาทที่อยู่ในกระเป๋าก็ทำให้ผมรู้สึกเจียมเนื้อเจียมตัว

น่าเสียดายจังที่คุณไม่ได้อยู่ทานข้าวด้วยกัน ไว้ฉันเข้าไปกรุงเทพเมื่อไรจะขอเลี้ยงข้าวคุณสักมื้อนะคะ”

“555 คุณไม่ต้องลำบากหรอก แต่ตอนนี้ผมคงต้องกลับแล้ว รถตู้คันสุดท้ายคงรอผมอยู่”

ผลกล่าวลาเธอ ก่อนที่จะยกมือไหว้พ่อกับแม่ของเธอ และยกมือไหว้เพื่อลาท่านทั้งสองอีกครั้ง แล้วผมก็วิ่งหายเข้าไปในฝูงชนที่แปลกหน้าบนเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย

“กรุงเทพครับกรุงเทพ เหลืออีกคนเดียวจะออกแล้วครับ” เสียงคนขับรถตะโกนเรียกผู้โดยสารในช่วงเวลาที่ผมวิ่งไปถึงแบบพอดิบพอดี

ผมควักเงิน 100 บาทในกระเป๋าออกมาจ่ายเป็นค่าโดยสาร ลมหนาวพัดมาวูบเดียวแล้วจากไปโดยไม่รู้ตัว ในช่วงเวลาที่ผมค่อยๆ เอนกายลงพิงเบาะรถตู้พลางถอนหายใจ

“เฮ้อ! ในที่สุดผมก็ได้เจอเธอซะที”

รถตู้ชลบุรี-กรุงเทพคันสุดท้ายที่กำลังมุ่งหน้าสู่กรุงเทพ ค่อยๆ เคลื่อนตัวพาผมไกลจากที่ๆ ผมและเธอได้พบหน้าและพูดคุยกันนอกโลกการสื่อสารไร้สายเป็นครั้งแรก

ผมเพียงแต่นั่งอมยิ้มให้กับลักยิ้มบุ๋มของเธอทั้งสองข้างเรื่องราวและเรื่องราวที่เพิ่งผ่านไป ในใจรู้สึกคล้ายๆ เหมือนผมเคยพบและรู้จักเธอมาก่อน แต่ผมจำไม่ได้ว่าเมื่อไรที่ไหนเท่านั้นเอง

คืนนั้นผมกลับถึงบ้าน 5 ทุ่มครึ่ง สรุปแล้วผมใช้เวลานั่งรถไป-กลับ 4 ชั่วโมง เพื่อเจอหน้าและพูดคุยกับเธอเพียง 5 นาที และมันก็เป็น 5 นาทีที่พอจะทำให้เธอก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผมมากขึ้น

แผ่น CD ที่เธอส่งมาให้ผมเป็นของขวัญวันปีใหม่ยังคงหมุนวนรอบตัวเองเป็นท่วงทำนองที่ผมคุ้นเคย ผมหยิบรูปที่ถ่ายคู่กับเธอที่เธอส่งมาให้ผมพร้อมกับ CD ขึ้นมาดู อ่านกระดาษแผ่นเล็กๆ ที่เธอแนบมาเขียนถึงผมว่า

“ส่งรูปมาให้แล้วนะ หน้าตาคุณนักเขียนแบบรีบร้อนมากๆ อ่ะนะ 555 แล้วก็ส่งรูปที่คนในรูปสวยๆ มาให้ดูเผื่อคิดถึง เอาเป็นว่า ยินดีที่ได้รู้จักอีกครั้งละกันคะ”

ผมค่อยๆ เอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์ ความคิดถึงผลักดันให้ผมอยากได้ยินเสียงเธอในเช้าวันใหม่ที่ลืมตาตื่น หมายเลขของเธอถูกทบทวนคำสั่งลงเครื่องอีกครั้ง

“086-151-01xx”

“ฮาโหล สวัสดี คุยได้มั๊ยครับ”

“ฮาโหล สวัสดี ได้คุยได้ ว่าไงคะ”

“คุณขับรถอยู่หรือเปล่า” ผมถามเธออีกครั้งเพื่อความแน่ใจ”

“เปล่าคะ กำลังจะออนไลน์ คุณจะออนไลน์หรือเปล่า”

“o.k. งั้นแค่นี้นะ” ผมตัดบทพูดกับเธอ

“อ้าว! คุณจะไปไหน” เธอถามผมเมื่อเห็นว่าผมจะวางสาย

“ไปเจอคุณใน MSN ไง”

บนหน้าต่างสนทนานของ MSN เธอใช้ชื่อว่า ‘เชื่อไหมโชคชะตา’

ผมพิมพ์ตอบเธอกลับไปว่า

“เชื่อสิ”

ลมหนาวพัดมาครั้งที่เท่าไรผมจำไม่ได้ หน้าต่างสี่เหลี่ยมบานเล็กๆ ในห้อง ยังคงโอบกอดลมหนาวไว้อย่างสม่ำเสมอ ผมนึกถึงคำพูดของไอสไตน์ประโยคหนึ่งที่ผมได้อ่านเมื่อคืน

“แรงดึงดูดของโลกไม่ได้ทำให้คนเราตกหลุมรักกัน…”

Tuesday, August 07, 2007

ที่นี่...ทะเลน้อย






ทะเลน้อยยามเช้า

ชีวิตของบางคนเริ่มตินที่นี่

ลุงเจ้าของเรือ



ก๊วนใหม่

ออกเดินทาง...







แมลงปอปีกสวย...



ทำงาน...



บัวตูม บัวบาน...

ทะเลน้อยของจริงจะต้องมีทุ่งดอกบัวอย่างที่เห็นนี่แหละ...
ปล.มาเยือนทะเลน้อยทีไร คิดถึงพี่กนกพงศ์กับพี่พูขึ้นมาทุกที...

Monday, July 23, 2007

Toffee Bar บาร์ในห้องนอน

Toffee Bar บาร์ในห้องนอน…วิภพ ล้อมเขต

นอกเหนือจากการมีจักรยานโบราณมือแปดรุ่นแม่บ้านญี่ปุ่นปั่นไปซื้อของ ยี่ห้อ MIYATA แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ผมเป็นเจ้าของอย่างถูกต้องคือ บาร์เล็กๆ ในห้องนอนของตัวเองที่ผมตั้งชื่อตามชื่อหมาของผมว่า

‘Toffee Bar’

บาร์เล็กๆ ในห้องนอนของผมเปิดให้บริการหลังพระอาทิตย์ตกดินเป็นต้นไป ถ้าคุณเป็นคนช่างสังเกต คุณก็จะเห็นนาฬิกาแขวนผนังในห้องนอนของผมที่เดินไม่เคยตรงเวลา และบางครั้งก็หยุดเดินเอาดื้อๆ

ทุกครั้งเวลาผมปิดไฟในห้องนอนนาฬิกาลูกหมูดิจิตอลของผมจะส่องแสงสลับกัน 6 สี เพลงYesterdays ของ Mile Davids ที่เป็นสัญญาณแห่งการเริ่มต้นในแต่ละค่ำคืนของบาร์ก็จะเริ่มดังขึ้น หลังจากนั้นจะเป็นเพลงที่ไม่ได้ถูกกำหนดไว้ และจะปิดบาร์ด้วยเพลง Autumn Leaves ที่เป็นการดวลกันของเทพเจ้าแห่งทรัมเป็ตและเทพเจ้าแห่งแซ็กโซโฟน Mile Davids กับ John Coltrane เสมอ

บาร์เล็กๆ ในห้องนอนของผมทำขึ้นมาจากชั้นวางทีวีเก่าๆ โชคดีที่ชั้นล่างยังมีประตูกระจกที่ยังใช้การได้อยู่ บางเวลานอกจากจะเป็นที่เก็บ cd แล้ว จึงกลายเป็นที่เก็บบรรดาอุปกรณ์ในการชงเหล้าทั้งหลายด้วยไปโดยปริยาย ด้านขวาของบาร์เป็นโต๊ะที่ผมใช้เขียนหนังสือ ส่วนทางด้านซ้ายเป็นที่นอนเตียงเดี่ยวขนาด 3.5x5 ฟุต และนอกเหนือไปกว่านั้นคือ บาร์ของผมตั้งอยู่ริมหน้าต่างที่มีธงชาติอเมริกาเป็นผ้าม่านบังแดดในตอนกลางวัน ส่วนตอนกลางคืนเวลาที่บาร์เปิด ผมจะรวบธงชาติอเมริกาเข้าหากันเพื่อเปิดทางให้มองเห็นพระจันทร์ขึ้นได้แบบเต็มที่

สิ่งหนึ่งที่ผมตั้งใจมากเป็นพิเศษคือจำนวนของที่นั่งตรงบาร์ที่กำหนดไว้แค่ 2 ที่นั่ง และแน่นอนว่าถ้าที่นั่ง 2 ที่นั่งนี้คือที่สำหรับคู่รักคู่หนึ่งจะเยี่ยมยอดมากเลยทีเดียว แต่อะไรก็ไม่ได้สวยหรูอย่างที่คิด โชคร้ายที่ผมเพิ่งแยกทางกับคนรัก ที่นั่งทั้ง 2 ที่ในบาร์ของผมจึงไม่มีโอกาสต้อนรับคนรักของผมอย่างที่ตั้งใจไว้ และด้วยความตั้งใจอย่างสุดซึ้ง นอกจาก 2 ที่นั่งนี้จะไม่ใช่ที่นั่งของผมกับเธอแล้ว บาร์ของผมก็ไม่ได้ต้อนรับใครอื่นมากเป็นพิเศษนัก ทุกๆ วันนอกจากผมแล้วก็มีเพียงท็อฟฟี่หมาของผม ที่ผมยืมชื่อมาตั้งเป็นชื่อบาร์มาใช้บริการเท่านั้นเอง แล้วถ้าพูดถึงเครื่องดื่ม บางคืนผมเปิด Spakling wine J.C.Le ROUK จาก South Africa บางคืนเป็น คนร้อยคนเป่าปี่ หรือไม่ก็เบียร์ รวมไปถึงเหล้าขาวที่บาร์ของผมและตัวผมเองก็ไม่ได้ปฏิเสธหรือรังเกียจอะไรนัก

คุณอาจจะสงสัยว่าทำไมบาร์ของผมรับได้แค่ 2 ที่นั่ง ผมบอกให้ก็ได้ว่า เป็นเพราะข้อจำกัดในเรื่องสัดส่วนของบาร์ที่พอดีกับขนาดของหน้าต่าง ถ้าคุณมาเป็นคนที่ 3 ที่นั่งที่คุณจะได้นั่งจะเป็นที่ๆ คุณไม่สามารถมองเห็นพระจันทร์เวลาขึ้น จากหน้าต่างที่มีธงอเมริกาเป็นผ้าม่านเท่านั้นเอง

นอกเหนือจากนี้เวลาผมปิดไฟในห้องนอน คืนไหนพระจันทร์เต็มดวงก็จะมีแสงของพระจันทร์ฉายเข้ามาทางหน้าต่างที่บาร์ของผมตั้งอยู่แบบพอดิบพอดี แล้วถ้าเกิดคุณได้นั่งเป็นคนที่ 3 คุณจะไม่รู้สึกเสียดายเชียวเหรอ

อย่างที่เกริ่นมาในขั้นต้น คุณคงจะพอเดาได้ว่าบาร์เล็กๆ ในห้องนอนของผมเปิดเพลงแจ๊ส และเมื่อบาร์เปิด ทุกๆ คืนผมจะนั่งดื่มอะไรไปพลาง ฟังเสียงเทเนอร์แซ็กของ John Coltrane หรือไม่ก็ทรัมเป็ตของ Mile Davis เป็นกับแกล้มมากกว่าถั่วลิสงหรือปลาหมึกแห้งบด 3 ตัว 20 บาท บางครั้งก็มีเสียงเปียโนของ Bill Evans มาแจม และถ้าคืนไหนผมเมาขึ้นมา แค่เบี่ยงตัวไปทางซ้ายนิดเดียว ผมก็จะหล่นตุ๊บลงบนที่นอนเตียงเดี่ยวขนาด 3.5x5 ฟุต แบบพอดิบพอดี ประหยัดค่าแท็กซี่ในการกลับบ้านได้เยอะพอสมควร และแน่นอนว่าเงินที่ไม่ได้จ่ายเป็นค่าแท็กซี่นั้น ผมจะเอาไปซื้อบรรดาเครื่องดื่มทั้งหลายมาตุนไว้ที่ตู้เย็นในครัวที่บ้านของผม

หลายคนอาจจะสงสัยขึ้นมาอีกว่า ปัดโถ่! ทำไมจะต้องเป็นเพลงแจ๊สด้วยวะ ทำเป็นไฮโซไปได้

ด้วยความเคารพ เปล่า! ผมไม่ได้ทำตัวไฮโซกลางวันผมก็กินข้าวแกงจานละ 25 บาท นั่งรถเมล์ไปทำงาน ติดแหงกอยู่ใต้สะพานเกษตร แต่บางช่วงจังหวะของชีวิต ผมเชื่อว่าเราทุกคนจะเรียนรู้ที่จะมีแนวดนตรีที่ชอบฟังเป็นของตัวเอง และผมเองก็เลือกแจ๊สเป็นแนวดนตรีที่ชอบ แม้ว่าก่อนหน้านี้ตอนที่ผมอายุ 19 ปี ผมจะเกลียดเพลงแจ๊สเข้าไส้ ถึงขนาดที่เคยสาบานต่อหน้ารุ่นพี่นักเขียนคนหนึ่งที่ชอบฟังเพลงแจ๊สเป็นชีวิตจิตใจว่า ชาตินี้ชีวิตนี้ผมคงไม่มีทางฟังแจ๊สแน่นอน

“วันหนึ่งเอ็งอายุมากขึ้นเดี๋ยวก็ฟัง เชื่อพี่สิ”

แล้ววันหนึ่งผมก็ผิดคำสาบาน รวมทั้งเริ่มขวนขวายหาเพลงแจ๊สมาฟังจนได้ และอัลบั้มเพลงแจ๊สอัลบั้มแรกที่ผมมีในครอบครองก็คือ Kind Of Blue ของ Mile Davis ที่ผมฝากโบบี้เพื่อนชาวนิวยอร์คเกอร์ซื้อมาจากอเมริกาในราคา 11 เหรียญ ตามมาด้วยอัลบั้ม Miles In Tokyo (Miles Davis Live In Concert) ราคา 10 เหรียญ อีกหนึ่งอัลบั้ม

แน่นอนว่าอายุอย่างผมคงไม่ทันยุคเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่ขึ้นชื่อด้านความคมชัดมากที่สุดของเสียง และด้วยกำลังทรัพย์ที่ผมมี บวกกับความจำเป็นบางอย่าง สิ่งเดียวที่ผมทำได้จึงเป็นการป้อนแผ่น cd เข้าไปในแลปท็อบของผมหรือไม่ก็เปิดเอาจากไฟล์ mp3 ต่อสายเข้ากับลำโพงดีๆ สักตัว เพื่อให้ได้ยินเสียงเดินเบสชัดขึ้นกว่าลำโพงกระป๋องที่เคยใช้ และถ้าคุณไม่เรื่องมากถึงขั้นหูเทพเกินไป แน่นอนว่าตลอดเวลาที่บาร์ในห้องนอนของผมเปิดทำการ เสียงจากลำโพงทั้งสองตัวของผมจะไม่เดินไปเตะหูของคุณให้รู้สึกรำคาญใจเลยทีเดียว และถ้าหากว่าคุณเป็นคอแจ๊ส ระดับเข้าเส้นเลือดใหญ่ที่ไหลตรงเข้าไปหล่อเลี้ยงหัวใจ ขอจงอย่าคาดหวังในเพลงที่บาร์ของผมเปิด เพราะผมไม่ได้เปิดบาร์นี้ขึ้นมาเพื่อเอาใจหรือดูดเอาเงินจากกระเป๋าใคร ผมเพียงแค่ต้องการหลีกหนีการนั่งฟังเพลงที่ผมชอบท่ามกลางฝูงชนที่ผมไม่รู้จักเท่านั้นเอง

สิ่งหนึ่งที่คนขี้ร้อนทั้งหลายควรจะรับทราบไว้ คือบาร์ของผมไม่มีเครื่องปรับอากาศ มีเพียงหน้าต่างสี่บานที่เป็นช่องทางเดินของลมกับพัดลมอีกหนึ่งตัวเท่านั้น และผมก็คิดว่าแค่นี้คงเพียงพอที่จะไม่ทำให้คุณรู้สึกร้อนอบอ้าวตลอดเวลาที่นั่งฟังเพลงกึ๊บอะไรไปพลางอยู่ในบาร์ของผม

ตลอดเวลาที่เปิดบาร์มา ผมค้นพบว่าการนั่งฟังเพลงไปพลาง ช่วยให้อารมณ์ในการเขียนหนังสือของผมนั้นลื่นไหลพอๆ กับช่วงเวลาที่ผมกึ๊บอะไรลงไปในลำคอ จึงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจ ถ้าอยู่ๆ ผมเกิดคิดบทกวี พล็อตเรื่องสั้นหรือนิยายขึ้นมาได้ใหม่ๆ ในช่วงเวลาที่ผมนั่งกึ๊บอะไรแบบได้ที่ในบาร์ของผมเอง และทุกค่ำคืนที่บาร์เปิด ผมก็ไม่ได้เมาหัวราน้ำเสมอ เพราะผมต้องตื่นมาให้อาหารท็อฟฟี่ในตอนหกโมงเช้า และไปตอกบัตรเข้าทำงานให้ทันแปดโมงครึ่ง

แต่คุณไม่ต้องห่วงถ้าเกิดวันใดวันหนึ่ง คุณรู้สึกอยากจะมาใช้บริการบาร์แจ๊สในห้องนอนของผมขึ้นมา บางสิ่งบางอย่างในตัวผมจะทำการตรวจสอบคุณสมบัติของคุณเอง ว่าคุณเหมาะสมที่จะเข้ามาใช้บริการในบาร์ของผมหรือเปล่า และข้อห้ามหนึ่งที่คุณควรจะท่องให้ขึ้นใจคือ

เมื่อคุณกึ๊บอะไรลงคอพร้อมทั้งได้ฟังเพลงจากบาร์ในห้องนอนของผมแล้ว กรุณาอย่าพล่ามถึงความรักในอดีตที่แสนขมขื่นของคุณ เพราะมันอาจทำให้ผมคิดถึงผู้หญิงคนๆ หนึ่งขึ้นมาที่ชอบพูดว่า ผมมันก็แค่ไอ้ขี้เมา เวลาที่แม่ของเธอถามถึงผม

แต่ถึงทั้งนี้ทั้งนั้น ปัจจุบัน Toffee Bar บาร์แจ๊สเล็กๆ ในห้องนอนของผมก็ยังเปิดให้บริการมาถึงทุกวันนี้ แม้บางสิ่งบางอย่างภายนอกจะเปลี่ยนไปบ้าง

แต่ภายในไม่เคยเปลี่ยนแปลง...

Monday, July 16, 2007

โต๊ะข้างหน้าต่าง


โต๊ะข้างหน้าต่าง/วิภพ ล้อมเขต


จำได้ว่าสมัยเรียนหนังสือ ทุกครั้งที่เปิดเทอม ผมมักจะไปโรงเรียนเช้ากว่าปกติ เพื่อจองโต๊ะตัวที่ตั้งอยู่ริมหน้าต่าง ทันบ้างไม่ทันบ้าง แต่ค่อนชีวิตของการเรียน ผมก็ได้นั่งเรียนติดริมหน้าต่างมากกว่านั่งติดกำแพงห้องเรียนเสมอ

พอโตขึ้นมานิสัยการนั่งติดหน้าต่างเลยกลายเป็นนิสัยประจำตัวไปโดยปริยาย และทุกครั้งที่ต้องการพักสายตา ผมมักจะมองภาพชีวิตภายนอกผ่านช่องหน้าต่างที่ผมนั่งอยู่

ตอนที่ตัดสินใจเช่าบ้านไม้สีเขียวกับพี่สาว แทนหอพักที่มีหน้าต่างแค่บานเดียว น้ำหนักในการตัดสินใจของเราสองคนมาจากจำนวนหน้าต่างที่สำรวจดูแล้วมีมากถึง 10 บาน ว่าเหมาะแก่การเป็นช่องทางอ้าแขนรับลมและแสงแดดได้ดีระดับหนึ่ง และเมื่อเราสองคนตัดสินใจเช่าบ้านไม้สีเขียว หลังจากจัดระเบียบข้าวของส่วนรวมเป็นที่เรียบร้อย พอถึงเวลาต้องจัดระเบียบข้าวของส่วนตัว โต๊ะเขียนหนังสือ รวมไปถึงบาร์เล็กๆ ที่ทำจากชั้นวางทีวีเก่าๆ ของผมจึงวางอยู่ข้างหน้าต่างอย่างไม่ต้องสงสัย

บ้านเช่าไม้สีเขียวของผมที่สะพานใหม่นั้น วันไหนอากาศดีๆ ก็จะมีลมเย็นๆ โชยมาพัดโมบายที่แขวนไว้ริมหน้าต่าง ส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งคล้ายเสียงทักทายกันของสายลมกับโมบาย มองดูก้อนเมฆที่เปลี่ยนรูปทรงไปต่างๆ นานา หรือนั่งมองดูใบไม้ที่พัดไหว ถ้าไม่คิดอะไรมากไปกับชีวิต บางทีเราอาจจะหาความสุขง่ายๆ ได้จากตรงนี้

ตกตอนกลางคืน ถ้าค่ำคืนไหนพระจันทร์เต็มดวงขึ้นมา บาร์เล็กๆ ริมหน้าต่างที่อยู่ในห้องนอนของผมก็จะมองเห็นพระจันทร์ได้แบบพอดิบพอดี ได้กึ๊บอะไรพอกึ่มๆ พร้อมเพลงดีๆ สักเพลง ทุกข์มาจากไหนก็คงต้องวางลง แล้วลืมกันไปชั่วขณะ

แต่ถ้าวันไหนฝนตก ปิดหน้าต่างกันไม่ทันขึ้นมา ก็ได้เปียกฝนทั้งๆ ที่นั่งอยู่ในบ้าน แปลกดีไปอีกแบบ

เขียนมาถึงตรงนี้แล้ว ชักพาลนึกไปถึงโต๊ะที่ทำงานของออฟฟิศเก่าที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำเองนั้น ก็ตั้งอยู่ตรงริมหน้าต่างเช่นกัน แถมพอตกยามบ่ายที่พระอาทิตย์เริ่มตกดิน ก็จะได้ยินเสียงพี่สาวนักเขียนบอกว่า

“ทนหน่อยไอ้น้อง” หรือไม่ก็

“ถ้าเอ็งรู้สึกร้อนก็ดึงม่านลงมาปิดได้แล้วนะพี่ว่า”

แม้ผ้าม่านที่ดึงลงมาปิดหน้าต่างที่มีอยู่บานเดียวในออฟฟิศจะทำให้มองไม่เห็นอะไรข้างนอก แต่การมีหน้าต่างอยู่ใกล้ๆ ก็เป็นเรื่องดีมากกว่าการเงยหน้าขึ้นมาหลังจากการทำงาน แล้วเจอะเจอแต่กำแพงเพียงอย่างเดียวเป็นไหนๆ
พอถึงคราวต้องย้ายที่สิงสถิตใหม่ ก็ช่างเป็นเรื่องบังเอิญเหลือเกินที่โต๊ะที่เขาจัดไว้ให้นั่งทำงาน ตั้งอยู่ริมหน้าต่างพอดิบพอดี

ลองนึกย้อนดูดีๆ ถึงได้รู้สึกว่า ช่วงเวลา 4-5 ปีที่ผ่านมา ตัวเองใช้เวลาอยู่ริมหน้าต่างมากกว่าจอทีวีก็ดูจะไม่ผิดอะไรนัก

บ่อยครั้งและมากมายที่งานเขียนของผม ถูกเขียนขึ้นบนโต๊ะริมหน้าต่าง และเช่นเดียวกันกับงานเขียนชิ้นนี้เองก็เขียนขึ้นบนโต๊ะริมหน้าต่างเช่นกัน

ครั้งหนึ่งเพื่อนคนหนึ่งเคยบอกว่า นอกจากคนที่ชอบสายฝนแล้ว ใครที่ชอบนั่งริมหน้าต่างจะเป็นคนขี้เหงา ไม่มากไม่น้อยไปกว่าคนที่ชอบสายฝน

อันนี้ผมเองก็ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า บางทีถ้าได้เจอคนที่ชอบนั่งริมหน้าต่างเหมือนๆ กัน

ผมจะลองถามเขาดู...

Wednesday, July 11, 2007

รักจริงๆ นะ รักแค่ไหน

รักจริงๆ นะ รักแค่ไหน/เรื่อง/วิภพ ล้อมเขต

นอกจากคำถามที่ได้ยินบ่อยจนเริ่มชินหูว่า ‘เป็นอย่างไรบ้าง ดีขึ้นหรือยัง’ อีกหนึ่งคำถามที่ถูกถามมาติดๆ คือ ‘พี่มีรุ่นน้องคนหนึ่งน่ารัก นิสัยดี สนใจไหม’ หรือไม่ก็

‘เฮ้ย! ผมมีเพื่อนน่ารักๆ เยอะ นิสัยดี อยากรู้จักไหมพี่’

ทุกครั้งที่ได้ยินคำถามแบบนี้ ใจหนึ่งก็ดีใจที่มีคนคอยเป็นห่วง แต่อีกใจหนึ่งก็รู้สึกต่อต้านความสัมพันธ์ใหม่ๆ อยู่ตลอด จนกลายเป็นคำพูดติดปากอยู่เสมอว่า

“ขอบใจ แต่ปล่อยให้เขาไปเจออะไรที่ดีกว่าเถอะ”

แน่นอนว่าถ้าไม่ถูกมองว่าหยิ่งก็มักจะถูกถามกลับมาว่า เป็นอะไร อย่าเพิ่งท้อสิ ไม่แน่คนนี้อาจจะทำให้อะไรๆ ดีขึ้นมาก็ได้นะ แต่จนแล้วจนรอด หลังจากได้เบอร์โทรศัพท์ของคนที่จะกลายเป็นความสัมพันธ์ใหม่ๆ มา ผมก็มักจะเป็นฝ่ายที่หยุดสานสัมพันธ์เองแทบทั้งสิ้น

ใช่ว่าการไม่ให้โอกาสตัวเองอีกครั้งเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดี แต่บางช่วงจังหวะของชีวิต คนเราก็เรียนรู้ที่จะหยุดพัก หนักบ้าง เบาบ้างก็ว่ากันไป ตามจังหวะชีวิตของใครของมัน นอกจากการยอมรับความจริงแบบฉับพลัน การเรียนรู้ที่จะอยู่ด้วยตัวเองจึงกลายเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เดินเข้ามาในชีวิต

หลังจากตัดขาดกับความทรงจำและอดีตบางอย่าง เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ผมมีโอกาสไปเจอเพื่อนเก่าคนหนึ่งสมัยเรียนมหาวิทยาลัยด้วยกัน แน่นอนจากน้ำเสียงที่ไม่ค่อยสู้ดีนักตอนเพื่อนโทรมาหา เมื่อเจอหน้ากันนอกจากจะไม่ได้ยินเสียงหัวเราะแล้ว เรื่องที่เพื่อนจะปรับทุกข์ด้วยจึงมีไม่น้อยอย่างที่คิด

ระหว่างเดินไปกินข้าวบนทางเท้าของถนนสายที่มีรถเมล์วิ่งผ่านไปผ่านมาอยู่ไม่ขาด เมื่อทำใจได้ที่จะระบาย สุดท้ายเพื่อนก็เอ่ยออกมา

“กูรักน้องเขาจริงๆ นะมึง”

“แล้วรักจริงๆ ของมึงนะรักแค่ไหน” ผมถามกลับแบบไม่ได้ตั้งใจกวน

“ก็น้องอยากได้อะไร อยากให้ทำอะไร กูทำให้หมดแบบเต็มใจ”

“แล้วไงต่อสำหรับความรักจริงๆ ของมึง”

“กูเป็นห่วงน้องเขา แคร์ความรู้สึกเขามาก มึงคิดดูนะ กูรอน้องเขามา 1 ปีแล้ว อะไรๆ ก็ยังไม่พัฒนาขึ้นเลย”

“แล้วมึงบอกความรู้สึกน้องเขาไปหรือยังละ”

เพื่อนเงียบไปพักหนึ่ง เราสองคนยังคงเดินต่อ ก่อนจะหยุดรอข้ามถนน แล้วเพื่อนก็พูดขึ้นมาว่า

“บอกแล้ว น้องเขารู้แล้วว่ากูรู้สึกยังไง”

“แล้วน้องเขาว่าไงละ”

“น้องเขาบอกเขาก็ยังไม่มีใคร และตอนนี้ก็ยังไม่มีกูเช่นกัน กูไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วน้องเขาฝังใจอยู่กับใครหรือเปล่า”

คำตอบของเพื่อน ทำเอาผมหยุดเดินระหว่างข้ามถนน จนเพื่อนต้องหันมาถามว่า

“เป็นไรวะ เดี๋ยวรถก็ชนตายห่าหรอก”

นอกจากยิ้มเหมือนเด็กแกล้งกลบเกลื่อนความผิด แล้วส่ายหัวบอกเพื่อนว่าไม่มีอะไร ก็รีบถามเพื่อนกลับไปให้เป็นฝ่ายตั้งรับ

“แล้วมึงจะทำไง”

เพื่อนนิ่งคิดระหว่างเดินต่อไปอีกหลายก้าว แล้วตอบกลับมาว่า

“กูอยากลองให้โอกาสตัวเองอีกครั้งหนึ่ง ถ้าอะไรไม่ดีขึ้นก็คงต้องยอมรับ”

จริงอยู่ที่ว่าคำตอบของความจริงบางอย่าง บางครั้งก็เดินมาพร้อมกับการยอมรับที่เราหลีกเลี่ยงหรือปฏิเสธไม่ได้ โดยเฉพาะกับความจริงบางอย่างที่ทำให้เราต้องเจ็บปวด

‘เป็นอย่างไรบ้าง ดีขึ้นหรือยัง'


'พี่มีรุ่นน้องคนหนึ่งน่ารัก นิสัยดี สนใจไหม’

‘เฮ้ย! ผมมีเพื่อนน่ารักๆ เยอะ นิสัยดี อยากรู้จักไหมพี่’

สามประโยคนี้มักจะโผล่เข้ามาในสมองสลับกับความทรงจำดีๆ จากหญิงสาวของผมที่เพิ่งกลายเป็นอดีตไปไม่นาน พร้อมๆ กับการเรียนรู้ที่จะพัก ในช่วงที่จังหวะชีวิตดูจะสับสนมากเกินไปบนถนนของความรู้สึก

ลองให้โอกาสตัวเองอีกครั้งหนึ่ง ถ้าไม่ดีขึ้นก็ต้องยอมรับ



รถเมล์ยังคงวิ่งผ่านไปมาอยู่ไม่ขาด ระหว่างเดินเพื่อไปหาเพื่อนและแฟนของเพื่อนอีกคนหนึ่งที่รออยู่ ใจหนึ่งก็อยากจะถามคำถามหนึ่งกับเพื่อน แต่อีกใจหนึ่งก็กลัวเพื่อนสับสนและคิดมากไปกว่าเดิม ว่าระหว่างที่ยังรัก ถ้าถูกคนที่รักขอร้องให้เดินออกไปจากชีวิต

เพื่อนจะทำอย่างไร...


Monday, July 02, 2007

อย่าลืมรักษาสุขภาพ ดูแลตัวเองดีๆ ละ


อย่าลืมรักษาสุขภาพ ดูแลตัวเองดีๆ ละ/วิภพ ล้อมเขต

เม็ดฝนหลายเม็ดที่ล่วงหล่นลงมาบนพื้น เริงระบำเหมือนไฟกระพริบ ในช่วงเวลาที่นกกระจอกตัวหนึ่งยืนหลบฝนอยู่ใต้ซอกเล็กๆ ของหลังคาบ้าน

ช่วงเวลาหลายวันที่ผ่านมา อากาศที่แปรปรวนทำให้ไม่สามารถคาดเดาได้ว่า วันนี้ฝนจะตกหรือแดดจะร้อนจ้า ส่งผลให้สุขภาพของใครหลายๆ คน ทรุดลงเหมือนใบไม้ที่ล่วงหล่นจากลำต้น และในฐานะคนที่ชอบฤดูฝนคนหนึ่ง รวมไปถึงละเลยการออกกำลังกาย ผมเองก็เป็นหนึ่งในใบไม้ที่ล่วงหล่นจากลำต้นเหมือนกัน

ตอนแรก เข้าใจว่าเป็นเพียงอาการเริ่มต้นของไข้หวัดธรรมดา ปล่อยไว้สักพักก็คงหาย แต่หลังจากอาการไข้หวัดได้โบกมือหายไป อาการไอในช่วงเวลากลางคืนเพราะอากาศที่เย็นขึ้นจนทำให้ไอถี่มากขึ้นเป็นพิเศษ แปรเปลี่ยนลุกลามมาเป็นไอตอนกลางวัน และไอตลอดวันถึงขนาดกับบังคับตัวเองไม่ให้ไอไม่ได้ จึงทำให้มั่นใจว่า โรคประจำตัวที่ห่างเหินไปนาน ได้กลับมาเยี่ยมเยียนกันอีกครั้งหนึ่ง และ 3 วันที่ผ่านมาหลังจากที่นอนไอทั้งคืนจนแทบจะไม่ได้นอน สุดท้ายผมก็ยอมเดินเข้าร้านขายยา ซื้อยาให้กับตัวเอง

ก่อนหน้านี้ผมไอจนอ้วก ไอแบบหยุดไม่ได้ ถึงขนาดที่ว่า ไอมากกว่าหายใจ จนแทบจะหายใจไม่ทัน รอดมาได้ก็เพราะน้ำอุ่น กับถุงพลาสติกที่อยู่เป็นเพื่อนเคียงข้างยามนอน และหนักเข้าก็ถึงขั้นไอจนกะบังลมอักเสบ จำได้ว่าสุดท้ายชีวิตในเมืองทำให้ผมต้องทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ นั่นคือการพาตัวเองไปโรงพยาบาลคนเดียวเพียงลำพัง และหลังจากวินิจฉัยอาการอยู่พักหนึ่งใหญ่ๆ ของหมอ ผมถึงรู้ว่าตัวเองเป็น ‘โรคทางเดินหายใจอักเสบ’ แต่เหตุการณ์และอาการเจ็บป่วยนี้ก็ห่างหายจากชีวิตผมไปได้ 3 ปีแล้ว เวียนวนกลับมาเจอกันอีกครั้งในวันที่ร่างกายของผมอ่อนแอลงอย่างน่าตกใจ

ครั้งหนึ่งเพื่อนคนหนึ่งเคยพูดว่า เวลาที่ร่างกายป่วย ถ้าเป็นไปได้ขออย่าให้ใจป่วย ถามถึงสาเหตุของความคิดก็ได้คำตอบกลับมาว่า เป็นเพราะใจนั้นสามารถรักษาร่างกายได้ แต่ร่างกายกลับไม่สามารถรักษาใจ พอโดนเข้ากับตัวเองในช่วงเวลาที่ใจกับร่างกายป่วยลงพร้อมๆ กัน ถึงได้เข้าใจความหมายของเพื่อนชัดเจนขึ้น
หลังจากอธิบายอาการ และตอบข้อซักถามจากเภสัชสาว ผมได้ยาแก้อักเสบกับยาลดอาการไอ มานอนอุ่นใจอยู่ในกระเป๋ากางเกงอย่างละ 12 เม็ด เบ็ดเสร็จแล้วรวมทั้งสิ้น 24 เม็ด พร้อมกับข้อกำชับที่ว่า ผมควรทานหลังอาหารวันละ 3 เวลา ติดต่อกันเป็นเวลา 4 วัน จึงเท่ากับว่า ใน 1 วันจะมียาเม็ดเล็กๆ เข้าไปซ่อมแซมร่างกายผมวันละ 6 เม็ดด้วยกัน และถ้ายังไม่ดีขึ้น อาจจะต้องให้ยาที่แรงกว่านี้ แล้วก็เป็นอย่างที่เภสัชสาวคิด หลังจากกินยาไปได้ 2 วัน ผมก็ได้รับยาตัวใหม่เพิ่มเข้ามาเพื่อขยายหลอดลม และผลข้างเคียงของยาตัวนี้คืออาการ ‘สั่น’ คืนนั้นทั้งคืนนอกจากนอนไอแล้ว ผมเลยนอนสั่นด้วยอีกอาการ

เช้าวันต่อมาประกอบกับเป็นวันหยุด ผมไม่ได้ออกไปทำงาน รวมถึงออกไปข้างนอกหรือที่ไหน และเป็นเพราะว่าต้องกินยา ตื่นขึ้นมาเลยปิ้งขนมปังกินกับกาแฟรองท้องเพื่อลดอาการข้างเคียงของยาที่อาจไปกัดกระเพาะ หลังจากเปิดเพลงที่ชอบฟังในตอนเช้า นั่งเคลียงานเก่าๆ ที่ยังค้าง พอกินยาได้สักพักหนึ่งก็รู้สึกง่วง คิดว่าคงไม่ดีแน่ๆ ถ้าต้องหลับหน้าคอมฯ เลยไปนอนพักเอาแรงบนโซฟาสักแปบหนึ่ง แต่ความอ่อนเพลียของร่างกายที่ไม่ได้นอนแบบเต็มที่มาหลายวันบวกกับฤทธิ์ยา กลับทำให้ผมหลับไปหลายชั่วโมงแบบไม่รู้สึกตัว มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ได้ยินเสียงเม็ดฝนหล่นเคาะหลังคา ซึ่งเป็นช่วงเวลาในตอนเย็นแล้ว
พอต้องตื่นขึ้นมาแบบกะทันหัน เพราะต้องรีบวิ่งไปปิดหน้าต่างกันฝนที่จะสาดเข้ามาในห้องนอน ประกอบกับการไม่ได้กินอะไรเลย ร่างกายที่เจ็บป่วยอยู่แล้ว จึงทำให้ผมเป็นลมแบบกะทันหันขึ้นมาทันที

เริ่มจากอาการมึนหัว คลื่นไส้ แล้วภาพทุกอย่างก็พล่าเลือน และเหงื่อที่แตกพลักออกมาจนชุ่มเสื้อ สุดท้ายหลังจากนอนมึนอยู่กับที่เพียงลำพังพักหนึ่งใหญ่ๆ นอกจากน้ำเปล่าที่กินแก้วแล้วแก้วเล่าให้ร่างกายได้รู้สึกดีขึ้น เมื่อคิดได้ว่าต้องหาอะไรให้ร่างกายได้มีพลังงานสักอย่างมาต่อสู้กับอาการเป็นลม ผมจึงค่อยๆ ลุกขึ้นไปหยิบร่มสีขาวเดินฝ่าสายฝนออกไปหาซื้ออะไรมากินก่อนจะต้องกินยาอีกรอบหนึ่ง

เม็ดฝนหลายเม็ดที่ล่วงหล่นลงมาบนพื้น เริงระบำเหมือนไฟกระพริบ อีกส่วนหนึ่งหล่นลงเคาะร่มสีขาว เสียงดังเปาะแปะ ในช่วงเวลาที่นกกระจอกตัวเดิมยังยืนหลบฝนอยู่ใต้ซอกเล็กๆ หลังคาบ้านเหมือนเดิม

ผมคิดถึงคนในอดีตบางคนที่เคยเป็นห่วงสุขภาพของกันและกันกับคำพูดที่คุ้นเคย “อย่าลืมรักษาสุขภาพ ดูแลตัวเองดีๆ ละ” ที่ตอนนี้ต่างเดินไปบนคนละเส้นทาง และไม่รู้ว่าป่านนี้เธอจะเป็นอย่างไรบ้าง

ระหว่างเดินก้าวต่อก้าวนึกถึงเพลง ‘วันที่ฉันป่วย’ ของวงอาร์มแชร์ขึ้นมาจับใจ
คงจะจริงอย่างที่เธอเคยพูดในตอนที่ผมป่วยแล้วเธอยังอยู่เคียงข้าง

ขนาดตัวเองยังจะเอาตัวไม่รอด
แล้วนับประสาอะไรจะไปดูแลใครสักคน …

Wednesday, June 13, 2007

เรื่องของแมว


ทุกครั้งที่เจ้าแมวเหมียวกระโดดขึ้นมาบนโต๊ะ ไม่นานเกินรอผมจะต้องจับมันลงไปข้างล่างเพราะความซนและความขี้อ้อนของมันที่ทำให้ผมทำอะไรได้ไม่สะดวกนัก
อย่าเข้าใจผิดว่าผมเลี้ยงแมว เพราะตั้งแต่จำความได้ สัตว์ประเภทเดียวที่อยู่คู่กับตระกูลล้อมเขตมาอย่างยาวนานมีเพียง 'หมา' เท่านั้น ส่วนเจ้าแมวตัวนี้เป็นลูกแมวจรจัดที่อยู่หลังร้านของพี่สาว และเป็นแมวตัวเดียวในบรรดาหมู่แมวจรจัดหลังร้านทั้งหลายที่ไม่วิ่งวงแตกเมื่อเห็นคน หนำซ้ำยังเดินเข้ามาหาและออเซาะให้ได้เห็นใจ
เสียงร้องเหมียวๆ เหมือนเรียกร้องความสนใจ พอหันไปถามว่า 'อะไร' ก็หยุดร้องเสียพักหนึ่ง เหมือนกับเจ้าเหมียวมันต้องการแสดงถึงการมีตัวตนของมันอยู่ ประมาณว่า 'หันมามองฉันบ้างสิ ฉันอยู่ตรงนี้' และพอมันกระโดดขึ้นมาคลอเคลียก็อดไม่ได้ที่จะจับมันลงไปไว้ข้างล่างเช่นเคย แรกๆ ก็รู้สึกดีที่มีใครมาเห็นคุณค่าให้ความสำคัญกับความรู้สึกของเราแม้จะเป็นแค่เเมวก็เถอะ แต่นานเข้า ถี่ขึ้นก็เกิดความรำคาญ จับมันโยนออกไปบ้าง ทำทุกวิธีไม่ให้มันเข้ามาสร้างความรำคาญ จนสุดท้ายเจ้าเหมียวเหมือนจำยอมและรู้ถึงคุณค่าของตัวเอง เลยค่อยๆ หายไป ไม่มาให้เห็นอีก รู้สึกตัวว่าจะไม่ได้เจออีกแล้วก็ตอนที่ชะเง้อหาเจ้าเหมียวเวลาอยู่คนเดียว และมีเพียงความว่างเปล่าเดินมานั่งเป็นเพื่อน
ผมไม่รู้ว่าเจ้าเหมียวหายไปไหน แม้เจ้าเหมียวจะไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต แต่การหายไปก็สะกิดใจให้นึกถึงคนในอดีตคนหนึ่งขึ้นมาเหมือนกัน
บ่อยครั้งที่คนเราเฉยเมยและไม่เห็นค่าของสิ่งที่มีอยู่ จวบจนวันหนึ่งต้องสูญเสียมันไป
เรากลับเรียกร้องและโหยหาสิ่งนั้นกลับมา
จากเคยมีอยู่กลายเป็นไม่มี ทุกอย่างอาจเป็นไปตามเงื่อนไขของเวลาที่เดินอยู่บนความรู้สึก
เราไม่เคยนึกมองย้อนกลับว่า ถ้าเราเป็นคนที่ถูกทิ้งขว้าง ใจเราจะเป็นอย่างไร
คนเรามักจะมักง่ายกับความรู้สึกของคนที่เราไม่ได้รัก
และทุ่มเททั้งชีวิตให้กับคนที่เรารัก
ใจเขาใจเรา คติโบราณว่าไว้แบบนี้
หรือต้องรอรู้สึกตัวอีกทีเมื่อสายเกินไป
จนเรียกคืนอะไรกลับมาไม่ได้
เหมือนกับที่ไม่รู้ว่า...เจ้าเหมียวหายไปไหน

Monday, April 02, 2007

อารมณ์กาแฟ


อารมณ์กาแฟ-วิภพ ล้อมเขต

ยามเช้าเอื่อยเฉื่อยหมุนวนกลับมา ในช่วงเวลาที่ไออุ่นจากแก้วกาแฟค่อยๆ ลอยหายไปในอากาศ ครั้งหนึ่งรุ่นพี่นักเขียนหนุ่มไฟแรงคนหนึ่งเคยบอกไว้ว่า เสน่ห์ของอาชีพนักเขียนที่เขาปฏิเสธไม่เคยได้ คือช่วงเวลาที่นั่งเขียนหนังสือพร้อมกับการจิบกาแฟสักแก้วหนึ่ง

รุ่นพี่นักเขียนเสริมต่อว่า ช่วงเวลาที่นักเขียนจิบกาแฟตอนเขียนหนังสือนั้น จะไม่ต่างอะไรกับนักเปียโนที่กำลังไต่ระดับความสุขไปบนตัวโน๊ต กาแฟดี อารมณ์ดีย่อมนำพามาซึ่งงานเขียนที่ดีโดยมีกาแฟและตัวตนเป็นแรงผลักดันนิ้วมือให้เรียงร้อยถ้อยคำผ่านทิวแถวตัวอักษรไปบนถนนอารมณ์ที่ทอดยาว ฟังรุ่นพี่พูดแล้วนึกภาพตามก็รู้สึกว่าจริงของพี่เขา อาชีพนักเขียนนั้นเท่ไม่ใช่เล่น

พูดถึงกาแฟแล้วตั้งแต่จำความได้ กาแฟที่ผมรู้จักคือกาแฟใส่นมที่แม่ชอบชงกินกับปาท่องโก๋ในตอนเช้า ผมไม่รู้ว่ากาแฟแบ่งออกเป็นกี่ชนิด ไม่รู้ว่าควรใช้น้ำร้อนอุณหภูมิเท่าไรในการชง รู้เพียงอย่างเดียวว่านอกจากการเป็นห่วงใครสักคนแล้ว กาแฟก็สามารถทำให้มนุษย์นอนไม่หลับได้เช่นกัน

ผมไม่ใช่คอกาแฟตัวยงถึงขนาดที่รู้ชนิด และวิธีดื่มกาแฟอย่างครบรส แต่ก็มีโอกาสใช้บริการกาแฟในยามเช้าตอนเขียนหนังสือบ้างเป็นบางเวลา อาจไม่ใช่ทุกครั้งที่ต้องจิบเวลาเขียนหนังสือ แต่เมื่อไรที่ต้องการนวดอารมณ์ให้คลายความอ่อนล้า กาแฟมักจะเป็นเครื่องดื่มแรกๆ ที่ผมนึกถึงก่อนเสมอ

กาแฟในยามเช้าบวกไอร้อนที่ต้องค่อยๆ ใช้ปากเป่า อาจช่วยทำให้เรารู้จักเบรกอารมณ์ที่เกินพอดีได้ระดับหนึ่ง ระหว่างทางของกาแฟกับริมฝีปากจึงมีมากกว่ารสชาติของกาแฟและความหอม เช่นเดียวกันกับกาแฟสักแก้วกับคนที่เรารักก็อาจเป็นที่แอบอิงอารมณ์ยามอ่อนไหว เหมือนกับเรื่องราวของโยโกะกับฮาจิเมะ สองตัวละครเอกจากหนังเรื่อง Café Lumiere

วันเวลาผ่านไป ผมกลายเป็นคนตามหาแก้วกาแฟอย่างจริงจังมากกว่ากลายเป็นนักดื่มกาแฟตัวยง หลังจากที่แก้วกาแฟลูกเดิมที่เคยใช้ชงกาแฟทุกเช้า ถูกเจ้าของเดิมเรียกคืนกลับไปใช้งาน เพราะนอกจากอุณหภูมิของน้ำและเรื่องของสายพันธุ์แล้ว กาแฟยังต้องอยู่ในแก้วที่มีขนาดพอดี การมีแก้วกาแฟดีๆ สักแก้วหนึ่ง ความเสี่ยงในเรื่องของกาแฟไม่อร่อยเลยลดเปอร์เซ็นต์ลงได้เยอะเหมือนกัน

ทุกครั้งที่สงสัยหรืออยากรู้อะไรเกี่ยวกับกาแฟผมจะเปิดหนังสืออ่านตลอด แรกเริ่มเดิมทีกาแฟเป็นพืชพื้นเมืองของประเทศเอธิโอเปีย มีเพียง 4 สายพันธุ์ คือ Arabica, Robusta, Excelsa และ Liberica หลังจากนั้นกาแฟก็เริ่มขยายไปในประเทศเขตร้อน จวบจนปัจจุบันประเทศบราซิลนั้นเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องกาแฟมากที่สุด ในชั่วระยะเวลาไม่นานกาแฟจึงกลายเป็นพืชที่มนุษย์ให้ความสนใจมากเป็นพิเศษ

ผลวิจัยทางการแพทย์ระบุว่ากลิ่นของกาแฟนั้นสามารถช่วยคลายเครียดได้ และนอกจากจะใช้ดื่มแล้ว กาแฟยังสามารถบำบัดโรคภัยไข้เจ็บบางชนิด และยังสามารถนำไปทำอะไรได้อีกตั้งมากมาย ตราบเท่าที่สมองของมนุษย์จะคิดได้

ช่วงเวลาหนึ่งที่ยังไม่กลายเป็นคนแปลกหน้าของกันและกัน ผมเคยยกหูโทรศัพท์ข้ามน้ำข้ามทะเลครึ่งโลกไปถามคนในอดีตบางคนว่าชอบดื่มกาแฟอะไร เธอบอกว่าเธอชื่นชอบลาเต้เป็นชีวิตจิตใจ แล้วถามผมต่อว่ามีอะไร เป็นอะไรมากหรือเปล่า

เปล่าไม่มีอะไร แค่อยากรู้เฉยๆ คือคำตอบในตอนนั้นที่ผมบอกกับเธอแบบขอไปที

ค่ำคืนนั้นบทสนทนาของเราสองคนจบลงด้วยคำว่า แค่นี้ละกัน ไม่มีอะไร มีเพียงเสียงตัดสายของเธอเข้ามาแทนที่ ในช่วงเวลาที่ไออุ่นจากแก้วกาแฟบนโต๊ะหนังสือของผมลอยหายไปในอากาศ พร้อมกับคำบางคำที่ค้างคาอยู่ในความรู้สึก

คงจะจริงอย่างที่ว่า เราอาจเอากาแฟไปทำอะไรได้อีกตั้งมากมาย ตราบเท่าที่สมองของมนุษย์จะคิดได้ ไม่เว้นแม้กระทั่งข้ออ้างในยามว่าง

เมื่อคิดถึงใครสักคน…

Monday, March 26, 2007

คอนโด

คอนโด-วิภพ ล้อมเขต

ทันทีที่ประตูรถไฟฟ้า BTS เปิดออก ขบวนมนุษย์เงินเดือนก็กรูกันออกจากตู้โบกี้ จุดหมายแรกของทุกๆ เช้าอยู่ที่ช่องทางออกชั้นล่างเป็นอันดับแรกของชีวิตการทำงาน แม้จะรู้ว่าถึงจะรีบขนาดไหนท้ายที่สุดก็ต้องยืนรอคิวอยู่ดีก็ตาม แต่ไม่วายทุกคนก็ยังแย่งกันเป็นที่หนึ่งเสมอ

ชีวิตในกรุงเทพมีอะไรให้ต่อสู้กันมากมายแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนที่เป็นที่หนึ่งจะสบายกว่าที่สองสาม สี่ ห้า หก ฯลฯ ผมเป็นหนึ่งในขบวนมนุษย์เงินเดือนที่กรูออกมาจากตู้โบกี้ แต่มักจะเลือกแวะร้านหนังสือ ฟาสเตอร์บุ๊คบนรถไฟฟ้าเป็นจุดหมายแรกของทุกๆ เช้าก่อนเสมอ ผมมักจะยืนดูหนังสือหรือไม่ก็อ่านดวงชะตาของตัวเองจากหนังสือที่บรรดาเพื่อนผู้หญิงฟันธงว่าแม่นนักแม่นหนา ทั้งๆ ที่รู้ว่าคำทำนายที่เขียนไว้ไม่ได้แม่นหรือเป็นดวงชะตาของเราแต่เพียงผู้เดียว แต่การได้รู้อนาคตจากความไม่แน่นอนบ้างก่อนทำงาน ก็ช่วยให้ชีวิตมีรสชาติดีขึ้นระดับหนึ่ง และถ้าวันไหนหนังสือในดวงใจออกก็จะซื้อติดมือกลับไปอ่านที่บ้าน ก่อนจะเดินไปเสียบบัตรรถไฟฟ้าที่ประตูทางออกเพื่อเดินไปทำงานที่ออฟฟิศ

ออฟฟิศที่ผมทำงานอาศัยใบบุญหาอาหารให้ปากท้อง จัดว่าอยู่ในย่านที่พอจะเรียกเต็มปากเต็มคำได้ว่าในเมือง (วัดเอาจากบรรดาห้างสรรพสินค้าชั้นนำที่รายล้อมและรถไฟฟ้า BTS) ทุกครั้งที่เดินออกจากประตูรถไฟฟ้าตรงสถานีที่อยู่ใกล้ๆ กับออฟฟิศที่ทำงานอยู่ จึงมักจะมีคนมายืนแจกโบชัวร์อยู่หน้าทางออกเสมอ
บางวันเป็นโบชัวร์ประกันชีวิต บ้างเป็นโปรโมชั่นมือถือ หรือไม่ก็คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค ก็ว่ากันไปตามแต่กลุ่มเป้าหมายที่ต้องการฯลฯ แต่ทุกอย่างล้วนเป็นสิ่งเอื้ออำนวยความสะดวกของชีวิตคนในกรุงเทพแทบทั้งสิ้น และที่ดูจะได้รับความสนใจมากที่สุดในชั่วโมงนี้คงหนีไม่พ้นคอนโด

เพื่อนคนหนึ่งเคยบอกว่า ชีวิตคนกรุงเทพนั้นตอนนี้ไม่ต้องการอะไรมากกว่าความสะดวกสบายและการหลีกหนีรถติด ยิ่งวัยทำงานวัยสร้างตัวแล้วด้วยละก็ การมีคอนโดสักหลังอยู่ในย่านเมืองนั้นคือสวรรค์น้อยๆ เลยทีเดียว และแน่นอนว่าในฐานะของขาประจำรถไฟฟ้า BTS ผู้ร่วมสังเกตการณ์ความเปลี่ยนแปลงจากสองข้างทางเส้นทางเดินรถไฟฟ้า สิ่งหนึ่งนอกจากสังคมเมืองที่ผมเห็นว่าเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัดจากสองข้างทาง คือคอนโดที่เริ่มมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ขนาบไปทั้งสองข้าง

มุมมองใหม่ ความสุขพร้อมอยู่ในทุกองศา พร้อมสรรพด้วยสระว่ายน้ำ ฟิตเนส สวนสุขภาพลอยฟ้า ลานวิ่งจ๊อกกิ้ง และสวนดอกไม้นานาพันธุ์ สิ่งเหล่านี้คือคำโปรยบนโบชัวร์คอนโด สวรรค์ของคนในเมืองที่นักธุรกิจหัวใสพยายามปลอบปะโลมให้กลายเป็นปัจจัยสำคัญของการดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพ จนทำให้เกิดกรณีศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวกับคอนโด นักวิจัยคอนโดคนหนึ่งพูดถึงคอนโดในรายการโทรทัศน์ช่องหนึ่งว่า ความต้องการที่จะมีบ้านเป็นของตัวเองสักหลังของคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพดิ่งวูบลงอย่าน่ากลัว และผันเปลี่ยนมาเป็นคอนโดสักหลังที่อยู่ในย่านเมือง

ส่วนสาเหตุที่ตลาดคอนโดและความต้องการคอนโดมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นั้น เนื่องมาจากบ้านเดี่ยวหรือบ้านจัดสรรมีราคาแพงขึ้นจนแทบจะกลายเป็นเรื่องลำบากของคนระดับชั้นกลางที่อยากจะมีบ้านเป็นของตัวเอง เพราะราคาบ้านที่พอจะซื้อได้มักจะไปสร้างกันอยู่แถวชานเมืองเสียส่วนใหญ่ และถ้าตัดสินใจซื้อบ้านอยู่ชานเมืองก็ต้องซื้อรถ พอซื้อรถก็ต้องมีรายจ่ายเรื่องน้ำมันเข้ามา ประกอบกับราคาคอนโดที่ไม่ต่างกันเท่าไรกับราคาบ้าน และพื้นที่ที่อยู่ใกล้เมืองมากกว่า เงินที่จะเอาไปผ่อนรถผ่อนบ้านและจ่ายค่าน้ำมันนั้นก็เอามาผ่อนคอนโดดีกว่าเห็นๆ จนมาถึงช่วงสุดท้ายของรายการที่นักวิจัยสรุปสาเหตุสำคัญที่ฟังแล้วก็ต้องเห็นด้วยคล้อยตามว่า สิ่งสำคัญไปกว่านั้นคือไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไร ทำเลที่อยู่ใกล้เมืองก็ไม่ทำให้ราคาขายของคอนโดตกลง

ผมมีเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งเป็นคนต่างจังหวัดที่เข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพเพราะเหตุผลทางด้านการศึกษาบ้านของเพื่อนทำธุรกิจส่งออกเกี่ยวกับผลไม้ คนในครอบครัวส่วนใหญ่จึงต้องช่วยธุรกิจครอบครัวอยู่ที่บ้านต่างจังหวัด แต่พอสิ้นสุดหน้าที่ทางการศึกษา เพื่อนคนนี้เลือกที่จะทำงานที่บ้านแต่ตัวยังอยู่ในกรุงเทพ และมีรถยนต์ที่ที่บ้านซื้อไว้ให้ใช้สอยยามต้องเดินทาง เธอเลือกที่จะซื้อคอนโดแห่งหนึ่งที่อยู่ในย่านเมืองและอยู่ติดรถไฟฟ้า รวมไปถึงสถานที่ท่องราตรีที่ระดับเด็กแว๊นคงได้แต่ยืนมองอยู่หน้าประตู

มุมมองใหม่ ความสุขพร้อมอยู่ในทุกองศา พร้อมสรรพด้วยสระว่ายน้ำ ฟิตเนส สวนสุขภาพลอยฟ้า ลานวิ่งจ๊อกกิ้ง และสวนดอกไม้นานาพันธุ์ สิ่งเหล่านี้คือองค์ประกอบชีวิตที่รายล้อมรอบตัวเธอ แต่วันดีคืนดีเธอก็มักจะขับรถไปตระเวนหาซื้อข้าวเหนียวหมูปิ้งกินอยู่เสมอ เสียค่าน้ำมันแค่ไหนไม่รู้ ขอแค่ให้ได้หมูปิ้ง 5 ไม้ กับข้าวเหนียว 1 ห่อติดมือกลับมาก็ถือว่าคุ้ม เธอบอกผมว่านอกจากจะนั่งคุยกับคนรักที่อยู่ต่างประเทศที่เธอยังไม่เคยเจอตัวจริงผ่านโปรแกรมแชทแล้ว นี่คือการผ่อนคลายจากการทำงานของเธออย่างหนึ่งหลังจากนั่งหลังขดหลังแข็งทำบัญชีรายรับรายจ่ายให้กับที่บ้านอยู่ในคอนโด

ในฐานะมนุษย์เงินเดือนตัวน้อยๆ คนหนึ่ง พินิจวิเคราะห์เงินเดือนของตัวเองบนสมมติฐานที่เข้าข้างตัวเองสุดๆ ดูแล้วก็แทบจะไม่มีความเป็นไปได้ ที่จะมีสวรรค์น้อยๆ อยู่ในเมืองอย่างเพื่อนคนนี้ แค่คิดว่าพรุ่งนี้ตื่นมาจะนั่งรถไฟฟ้าไปจองคอนโดสักหลังก็คล้ายกับการยืนอยู่ชั้นล่างแล้วตะโกนบอกรักหญิงสาวที่ตัวเองรักที่ยืนอยู่บนชั้น 27 และแน่นอนว่าความรักนั้นคงถูกลมพัดปลิวฟุ้งหายไปก่อนจะถึงเธอ

ลำพังค่ารถเมล์ยังจะลำบาก โบชัวร์คอนโดที่เคยเก็บไว้ตรงไหนก็เลยยังวางอยู่ตรงนั้นไม่เคยขยับ ก่อนจะเดินออกมาปิดประตูห้องเช่า ปั่นไอ้ดอกไม้ออกไปหน้าปากซอย

ซื้อข้าวเหนียวหมูปิ้งมากิน…

Tuesday, March 13, 2007

บันทึกจังหวะชีวิต



วันนี้เป็นอีกหนึ่งวันที่ชีวิตตอนกลางคืนของผมเหมือนฉายหนังม้วนเก่า

เริ่มจากปิดคอมฯ ที่ออฟฟิศแล้วเดินผ่านซอยคาวบอยมาขึ้นรถไฟฟ้า พอถึงช่องขายตั๋วโดยสารก็แลกเหรียญ 40 บาท จุดหมายคือสถานีปลายทางหมอชิต เมื่อเอามือรับบัตรที่เครื่องขายบัตรอัตโนมัติหลังจากที่หย่อนเหรียญไปจนครบ 4 เหรียญแล้ว ก็พาตัวเองไปให้บันไดเลื่อนพาเดินขึ้นไปรอรถไฟฟ้าที่ชั้นสองของชานชะลา (ที่ไม่เคยจะได้นั่งแถมต้องเบียดกันตอนเดินเข้าไปในโบกี้อีกต่างหาก) ถ้าไม่ได้นั่งจริงๆ เข้าไปถึงก็จะเดินไปยืนที่ประจำตรงริมหน้าต่างประตูตลอด ไม่ว่าจะขบวนไหนๆ ผมก็มักจะยืนอยู่แถวริมหน้าต่างประตูเสมอ นานๆ ถึงจะหันไปดูจอโทรทัศน์ในตู้โบกี้ และพอถึงหมอชิต ผมก็มักจะเป็นคนท้ายๆ ที่เดินออกจากตู้โบกี้
ภาพที่เห็นจนชินตาจึงเป็นภาพฝูงชนแย่งกันออกจากตู้โดยสารหรือไม่ก็การลุกขึ้นไปยืนอออยู่หน้าประตูตั้งแต่รถไฟฟ้ายังไม่จอด พอประตูเปิดผู้โดยสารก็เบียดเสียดกันออกไปเหลือไว้เพียงความว่างเปล่า จนพี่ยามเดินเข้ามาตรวจตราความเรียบร้อยนั่นแหละ ผมถึงค่อยก้าวเดินออกจากโบกี้

พูดถึงการฆ่าเวลาระหว่างเดินทางในกรุงเทพ เมื่อก่อนผมเคยอาศัยวิธีควักมือถือโทรหาใครสักคน แต่ยิ่งโตขึ้นกลับยิ่งรู้สึกว่าอยากอยู่คนเดียว และใช้เวลาทำในสิ่งที่อยากทำมากขึ้นทุกวัน เพราะเร็วๆ นี้ผมกำลังจะแต่งงาน และเมียของผมก็ท้องได้สามเดือนแล้ว

ใช่! ผมกำลังจะมีลูก ผมกำลังจะหมดสิ้นแล้วซึ่งอิสรภาพ ผมไม่มีทางเลือกและต้องเดินเข้าวงจรของหัวหน้าครอบครัว อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่สามารถเดินทางเพียงลำพัง ไม่มีเวลานอนอ่านหนังสือดีๆ สักเล่ม หรือไปดูงานศิลปะตามแกลเลอรี่ต่างๆ ได้อีก เพราะในฐานะของชายอกสามศอกผมไม่ควรปล่อยให้คนในครอบครัวต้องพบกับความลำบากและเผชิญกับการถูกทอดทิ้ง แต่ความจริงแล้วไม่ใช่

ผมเป็นโสด ไม่มีเมีย ไม่มีลูก ไม่มีแฟน และผมก็มีอิสรภาพมากมาย แต่กลับเลือกขังตัวเองเงียบๆ อยู่กับอดีตบางอย่าง บางอย่างที่พอจะทำให้ผมรีบผลักความรู้สึกนั้นออกไป หากว่าเธอคนนั้นก้าวล้ำเส้นวงที่ผมเรียกว่า เพื่อน

พอลงจากสถานีหมอชิต ผมจะต้องเดินไปขึ้นรถตู้ต่อกลับบ้านอีกที ถ้าใครเคยผ่านไปแถวย่านจตุจักรจนไปถึงย่านเกษตรคงจะรู้ดีว่า นรกที่เกิดจากรถติดนั้นเป็นยังไง และทรมานแค่ไหน ผมเกลียดการนั่งติดแหงกอยู่บนรถตู้นานนับชั่วโมงโดยที่ล้อรถตู้ไม่ได้ขยับไปไหนไกล ผมเกลียดช่วงเวลานี้ที่สุดของกรุงเทพ แม้ว่าจะเตรียมแผนรับมือมาด้วยการพกหนังสือมาอ่าน แต่พี่คนขับก็มักจะมีใจรักประเทศชาติร่วมรณรงค์ประหยัดไฟขึ้นมากะทันหันปิดไฟในรถทุกที ได้แต่อาศัยไฟจากเสาไฟฟ้าที่รถวิ่งผ่านในการอ่านอยู่เสมอ หรือไม่ก็ต้องอาศัยวิธีหลับในรถตู้ฆ่าเวลา ก่อนที่จะสะดุ้งตื่นขึ้นมาทุกครั้งที่จะถึงจุดหมายปลายทางย่านสะพานใหม่

ทันทีที่ลงจากรถตู้ ความสุขเล็กๆ น้อยๆ ที่มักจะสร้างขึ้นมาเองเสมอคือ หาซื้อน้ำผลไม้อะไรก็ได้สักขวด (ที่พักนี้กินแต่น้ำลูกสำรองจนแม่เตือนว่าไม่ค่อยสะอาดจึงเลิกกิน) แล้วก็เดินข้ามสะพานลอยที่คนแก่เห็นแล้วต้องน้ำตาไหลกันทุกคนไปอีกฝั่งหนึ่ง ไหนๆ ก็ต้องขึ้นสะพานลอยชันๆ อยู่แล้วเลยอาศัยบันได 19 ขั้นของสะพานลอย เป็นที่ออกกำลังกายด้วยการวิ่งขึ้นไป แต่เจ้ากรรมนายเวรที่ชื่อโน๊ตบุ๊คที่แบกอยู่กลางหลัง กลับทำให้โลกกลมใบนี้มีแรงดึงดูดเพิ่มขึ้น จนต้องไปยืนขาสั่นอยู่บนสะพานลอยด้วยความเหนื่อยเสมอ

ลงจากสะพานลอยก็จะผ่านร้านวีดีโอ ด้วยนิสัยที่ไม่ใช่คอหนัง ถ้าไม่เต็มที่จริงๆ ก็จะไม่ย่างกายเข้าไปเลยสักนิดเดียว ยิ่งไม่มีหนังที่อยากดูมากเป็นพิเศษร้านวีดีโอก็ไม่ต่างอะไรจากทางผ่าน และวันไหนเกิดคิดถึงมาวิน(ลูกบุญธรรมที่อยู่เดนมาร์กขึ้นมาจับใจ) ผมก็จะเดินไปร้านเน็ตทันที ได้คุยบ้างได้เจอบ้างก็แล้วแต่ตามโชคชะตาและการอนุญาตของแม่เขา

คืนไหนได้คุยได้เจอลูกชาย คืนนั้นจะกลับเข้าบ้านด้วยอารมณ์ดีเป็นพิเศษ แต่พักหลังๆ ก็ได้คุยน้อยลง ทำได้เพียงนั่งมองหน้ามาวินแล้วยิ้มให้ด้วยความคิดถึง แรกเริ่มเดิมทีที่รู้จักกัน ผมไม่เคยคิดว่าจะรู้สึกผูกพันกับมาวินมากเป็นพิเศษ ยิ่งมาวินเรียก “ป๊า” และสะกิดบอกแม่เขาที่เห็นหน้าผมว่า “แม่ นั่นป๊านี่” ผมกลับยิ่งรักมาวินมากขึ้นเป็นพิเศษ หรือไม่ก็อาจเป็นเพราะความสูญเสียบางอย่างที่มาวินต้องเผชิญเหมือนกับผมก็เป็นได้ที่ทำให้ผมรู้สึกแบบนี้ มาวินทำให้ผมได้รู้ว่าถ้าผมมีลูกขึ้นมาจริงๆ ผมจะรักเขามากแค่ไหน และที่เป็นเช่นนี้อาจเพราะผมไม่เคยมีโอกาสสัมผัสและได้รับความรู้สึกจากคำว่า พ่อกับลูก

หลังจากคุยกับมาวิน จุดหมายสุดท้ายคือการกลับบ้านทุกครั้ง พร้อมๆ กับไก่ทอดกระเทียมพริกไทยสูตรเด็ดหน้าปากซอยพร้อมข้าวเหนียวที่ผมจะซื้อเอาไว้ตุนยามค่ำคืนระหว่างนั่งเขียนหนังสือเสมอ

ซื้อไก่เสร็จวันไหนไม่ได้เอาไอ้ดอกไม้มาผมก็จะนั่งมอเตอร์ไซด์รับจ้างเข้าบ้าน แต่ถ้าวันไหนเอาไอ้ดอกไม้มาก็จะเดินเข้าไปในซอยหาไอ้ดอกไม้ที่ร้านรับฝากรถ บางครั้งป้าเจ้าของร้านมักจะร้องทุกข์แทนดอกไม้อยู่เสมอว่าถ้าเป็นคนหรือเป็นแฟน ดอกไม้คงน้อยใจและทิ้งผมไปแล้วแน่ๆ เหตุเพราะบางครั้งผมเอาดอกไม้มาจอดไว้ที่ร้านของป้า 2-3 วัน ที่เป็นแบบนี้ไม่ใช่ว่าผมลืม แต่บางครั้งกว่าจะกลับมาถึงบ้านก็ห้าทุ่มกว่าๆ เข้าไปแล้ว และร้านป้าก็ปิดตั้งแต่ห้าทุ่ม

ทุกครั้งที่ป้าแกร้องทุกข์แทนไอ้ดอกไม้ ผมจะบอกแกไปเสมอว่า ไม่ทิ้งหรอกป้า อยู่กันจนแก่นั่นแหละ รักจะตาย ตำรวจมาขอซื้อยังไม่ขายเลย แล้วก็ปั่นไอ้ดอกไม้กลับบ้าน พร้อมเบียร์สองขวดยี่ห้อใหม่ที่ยังไม่เคยชิม

ผมชอบช่วงเวลาที่ปั่นไอ้ดอกไม้กลับบ้าน โดยมีลมเย็นๆ ยามค่ำคืนที่โชยมานั่งซ้อนท้าย ยิ่งค่ำคืนไหนที่พระจันทร์เต็มดวงก็จะชอบจินตนาการว่าตัวเองกำลังปั่นไอ้ดอกไม้เดินทางไปเรื่อยๆ จนเสียงแตรรถยนต์ที่บีบไล่ดังขึ้นก็จะหลุดออกมาจากภวังค์นั้นแล้วหลบเข้าข้างทางสุดๆ

พอถึงบ้านและเอาไอ้ดอกไม้เข้านอนก็ไขกุญแจเข้าบ้าน (ที่บางวันก็ลืมจนต้องปีนเข้าบ้าน) เปิดประตูได้ก็ยิ้มให้รูปของพี่สาวที่ยืนอยู่อีกโลกหนึ่ง วางเป้ที่สะพายอยู่บนหลังไว้บนโซฟา ถอดถุงเท้าที่ซื้อมายกโหลจากสำเพ็ง ปลดนาฬิกาที่ข้อมือซ้าย ถอดสร้อยหลวงปู่สงฆ์กับกรมหลวงที่แม่ให้ไว้แขวนติดตัวมาตั้งเด็กๆ ยามที่อยู่ห่างสายตา ปลดสร้อยข้อมือหนังที่ใส่ทุกวันของรุ่นน้องคนหนึ่งที่ซื้อให้วางไว้ใกล้นาฬิกา หยิบกระเป๋าตังค์ออกมาจากกางเกงโดยไม่คิดจะเปิดดูว่าเหลือตังค์เท่าไรอยู่ในกระเป๋า เพราะกลัวว่าถ้ามันน้อยเกินไปเดี๋ยวจะทุกข์ขึ้นมาอีก และพอถอดเสื้อได้ก็นั่งลงนิ่งๆ ตรงโซฟามองดูโทรทัศน์ที่ยังไม่ได้ถูกเปิดอยู่นานเท่านาน เห็นเพียงเงาสะท้อนของตัวเองอยู่ในจอแก้ว

ผมอาศัยช่วงเวลานี้นั่งอยู่นิ่งๆ พูดคุยกับตัวเองอยู่เสมอ หลังจากที่วันนี้ทั้งวันต้องเผชิญอะไรมามากมาย South of the border, west of the sun ของ มูราคามิ ที่อยู่ในเป้ยังคงนอนแน่นิ่งอยู่ที่เดิม ไม่มีวี่แววที่จะถูกหยิบขึ้นมาอ่าน หากมีเพียงแต่เรื่องราวของคนในอดีตบางคนที่ยังวิ่งวนอยู่ในความทรงจำ
หยิบผ้าเช็ดตัวได้ก็อาบน้ำ พออาบเสร็จก็กุลีกุจอเดินขึ้นไปบนห้องนอน กองหนังสือข้างที่นอนยังก่ายกองอยู่เหมือนเดิม คืนไหนนอนดิ้นแล้วไปชนเข้า กองหนังสือก็จะทลายลงมาให้ได้รู้สึกตัวตื่นกันกลางค่ำกลางคืนตลอด แต่ก่อนจะล้มตัวลงนอนก็จะต้องหยิบโน๊ตบุ๊คออกมาวางบนโต๊ะที่ตั้งอยู่ตรงริมหน้าต่าง เปิดเครื่องขึ้นมาอีกครั้ง และทันทีที่เสียงเปียโนจากไฟล์เพลงดังขึ้น นิ้วทั้ง 10 ก็ค่อยๆ ร่ายระบำไปบนเวทีของแป้นพิมพ์

“ฝึกให้เป็นนิสัย แม้ไม่มีปากกาก็ให้ใช้ตาเขียนลงไปบนสมอง” คือถ้อยคำที่ ชาติ กอบจิตติ สอนผม จนเวลาเที่ยงคืนล่วงเลยผ่าน ในช่วงเวลาที่เบียร์ทั้งสองขวดหลอมรวมกับร่างกายกลายเป็นขวดที่ว่างเปล่า ผมลุกจากโต๊ะเขียนหนังสือมานั่งบนที่นอนมองดูพระจันทร์ตรงหน้าต่าง เปิดไฟจากโคมไฟกระดาษสีม่วง แล้วค่อยๆ เอนตัวลงนอนในช่วงเวลาที่สมองมีแต่เรื่องอะไรมากมายให้ได้ขบคิด
ก่อนที่จะอาศัยช่องว่างของความว้าวุ่นหนีโลกใบนี้ไปอีกค่ำคืน…

Wednesday, February 14, 2007

เรื่องของนกกระจอกกับความทรงจำบางอย่าง

บ่ายวันหนึ่งของวันศุกร์ที่เงียบเชียบ ทันทีที่เปิดประตูเข้าบ้าน นกกระจอกตัวหนึ่งก็บินเฉี่ยวหัวไปเกาะอยู่บนตู้เสื้อผ้า พอเดินเข้าไปดูใกล้ๆ เจ้านกกระจอกตัวเดิมก็บินไปบินมาอีกรอบแล้ววกบินขึ้นไปบนชั้นสอง

เหตุการณ์แบบนี้เคยเกิดขึ้นครั้งหนึ่งเมื่อห้าวันที่แล้ว ตอนนั้นผมไม่ได้ใส่ใจกับนกตัวที่บินเข้ามามากนักเพราะคิดว่าเดี๋ยวมันก็คงบินออกไปเองเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมาและนกตัวนั้นก็เงียบหายไป วันนี้พอเปิดประตูเจอนกบินอยู่ในบ้าน ผมจึงไม่รู้สึกตกใจมากนัก พอคิดได้ว่ามันคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่จะมีนกมาบินอยู่ในบ้านจึงตัดสินใจเดินเข้าไปดูตามช่องลมในครัว ประกอบกับเศษฟางที่ตกอยู่ข้างๆ หน้าต่างบานประจำที่ใช้ปีนเข้าบ้านเวลาลืมกุญแจ ถึงได้รู้ว่าบนช่องลมที่เคยมีแต่หยากไย่ ตอนนี้ได้มีรังนกเล็กๆ ของเจ้านกกระจอกแอบอิงอยู่

ถ้าจะนับเวลากันแบบจริงจังปีนี้ก็ก้าวสู่ปีที่ 6 แล้วที่ผมใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพ ยิ่งอยู่กรุงเทพนานวันเข้า การกลับบ้านมาแล้วเปิดประตูเพื่อพบเจอความว่างเปล่าที่นั่งรออยู่ กับกลายเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นทุกวันจนเหมือนภาพชินตาภาพหนึ่ง และถ้าจะมีใครสักคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้นมาว่า ชีวิตนี้ผมไม่ชอบอะไรบ้าง แน่นอนว่าการเปิดประตูบ้านมาแล้วไม่เจอใคร จะเป็นคำตอบแรกๆ ที่ผมพูดขึ้นมาเสมอ

ผมไม่ชอบการอยู่หอ พอๆ กับไม่ชอบเวลาที่มีใครถามว่าทำไมผมถึงไม่เคยไปเชียงใหม่ จนเพื่อนบางคนล้อว่าสองสิ่งนี้คืออุดมการณ์ของตัวผมกันเลยทีเดียว พอลองหาคำตอบจากตัวเองเข้าจริงๆ ถึงได้รู้ว่า ผมมีความสุขกับการนอนนิ่งๆ อ่านหนังสือ ฟังเพลงอยู่ในบ้าน นั่งดูนกที่บินมาเกาะหลังคาบ้านข้างๆ ได้ทั้งวัน มากกว่าการไปเดินตามห้างสรรพสินค้าในวันเสาร์อาทิตย์เหมือนคนอื่นๆ แต่ก็มีเงื่อนไขนิดหนึ่งว่า ถ้าในบ้านจะมีใครอยู่เป็นเพื่อนด้วยก็จะเป็นเรื่องที่น่ายินดีเลยทีเดียว

พอต้องมาใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงเทพ พี่สาวที่ล่วงหน้ามาใช้ชีวิตอยู่ก่อนนั้นไม่เคยมีปัญหาเรื่องการอยู่หอ จะมีก็ผมเพียงคนเดียวที่รู้สึกอึดอัดเสมอ และนานวันเข้าข้าวของของใช้ของเราสองคนก็มากเสียจนห้องๆ หนึ่งอย่างหอพักจะเก็บไว้ได้ วันหนึ่งเราสองคนจึงตัดสินใจออกมาเช่าบ้านไม้หลังเล็กๆ หลังหนึ่งที่ล้อมรอบด้วยต้นไม้และบรรดาฝูงนก ย่านสะพานใหม่เป็นที่ซุกหัวนอนจวบจนมาถึงปัจจุบัน

บ้านไม้ที่เราสองคนเช่าอยู่เป็นบ้านหลังเล็กๆ สองชั้นสีเขียว ครึ่งบนเป็นไม้ครึ่งล่างเป็นปูน มีห้องนอนอยู่สองห้อง ห้องครัวแล้วก็ห้องน้ำ แล้วก็บันไดขึ้นชั้นสองที่ชันมากจนสามารถตกเอาได้ง่ายๆ และแน่นอนว่าผมก็เคยตกมาแล้ว

สมัยเรียนมหาลัยจำได้ว่า มีอยู่ช่วงหนึ่งที่พอถึงเวลากลับบ้านทีไร ผมมักจะหาเรื่องยื้อเวลากลับบ้านเอาไว้ให้นานที่สุดเสมอ เพื่อนคนไหนที่อยู่ดึกได้ผมก็จะอยู่กับเพื่อนคนนั้น หรือไม่ก็ไปนั่งเล่นที่หอเพื่อน เตะบอลบ้าง เล่นเกมบ้าง พยายามหาอะไรทำถ่วงเวลากลับบ้านไว้ตลอด และพอพี่สาวกลับถึงบ้านนั่นแหละถึงจะกลับ แต่ก็ยังโชคดีอยู่บ้างที่บางวันก็มีนกบินอยู่ในบ้านไม่ให้รู้สึกเดียวดายเพียงลำพังเวลาที่เปิดประตูมาพบเจอความว่างเปล่าอย่างเช่นวันนี้
หลังจากบินหายขึ้นไปบนชั้นสอง เจ้านกกระจอกตัวเดิมก็เลือกที่จะบินเข้าไปในห้องของผม คาดคะเนดูแล้วคงเป็นเพราะจำนวนหน้าต่างทั้งสองด้านของห้องที่มีมุ้งลวดกั้น จนดูลวงตาว่าสามารถบินออกไปข้างนอกได้ และทันทีที่เดินเข้าไปในห้อง ภาพนกกระจอกบินชนมุ้งลวดซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่เห็นจึงไม่ใช่เรื่องแปลก ผมเลยเดินเข้าไปเปิดมุ้งลวดให้เจ้านกกระจอกบินออกไป แต่เจ้านกกระจอกก็บินไปหลบหลังชั้นหนังสือ

คิดเอาเองเล่นๆ ว่ามันคงตกใจ คิดว่าผมจะจับมันแน่ๆ เลยเดินออกมาจากห้องไปยืนดูรังของมันเพราะชักเริ่มสงสัยแล้วว่า ในรังจะมีลูกๆ ของมันอยู่หรือเปล่า ลองเงี่ยหูฟังดีๆ ก็ไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย

เวลาผ่านไปประมาณ 10 นาที ผมเดินขึ้นไปดูบนห้องอีกครั้งก็ไม่เห็นเจ้านกกระจอกอยู่ที่ชั้นหนังสือ คิดว่าป่านนี้มันคงบินไปไหนต่อไหนแล้วก็ได้ แต่พอลองมองดูดีๆ ที่ไหนได้มันกลับบินไปเกาะอยู่อีกด้านหนึ่งของมุ้งลวดแทน หันมองหน้าต่างอีกบานที่ยังไม่ได้เปิดมุ้งลวดก็เห็นรังนกที่ซื้อมาจากอัมพวาแขวนอยู่

ผมซื้อรังนกรังนี้มาแขวนไว้ให้นกที่บินไปบินมาแถวบ้านอาศัยอยู่ ตั้งใจว่าพอตื่นเช้าขึ้นมานั่งเขียนหนังสือ จิบชาร้อนๆ สักแก้วก็จะได้เห็นพ่อนกกับแม่นกบินมาป้อนอาหารลูกนกถึงหลังห้อง แต่รังนกที่ซื้อมา กลับนิ่งสงบ จะขยับตัวบ้างก็เพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ ที่สายลมพัดผ่านมา ไม่ต่างอะไรกับบ้านที่ซื้อไว้แต่ไม่มีคนอยู่

ครั้งหนึ่งรุ่นพี่คนหนึ่งเคยเล่าให้ฟังว่า นกตัวเมียบางชนิดจะเลือกคู่จากการสร้างรังของนกตัวผู้ ยิ่งตัวผู้สร้างรังได้สวย นกตัวเมียก็ยิ่งจะพิจารณาเป็นพิเศษ ฟังไปคล้ายๆ หลักการพิจารณาผู้ชายของผู้หญิงหลายๆ คนมิใช่น้อยที่นิยมชมชอบผู้ชายที่เอาเงินมาซื้อบ้านก่อนซื้อรถ บางทีรังนกสำเร็จรูปที่ผมซื้อมาแขวนไว้จึงอาจไม่ใช่เรื่องประทับใจของนกตัวเมียแถวบ้านก็เป็นได้

หลังจากยืนดูพฤติกรรมของเจ้านกกระจอกตัวเดิมอยู่นานจนฟันธงแล้วว่า ถ้าไม่ไล่หรือทำการกดดันอะไรสักอย่าง เจ้านกกระจอกก็ยังคงแอบอยู่หลังชั้นหนังสือแน่ๆ และถ้าเปิดมุ้งลวดไว้นานกว่านี้ บรรดาแขกไม่ได้รับเชิญอย่างยุงก็พาจะแห่กันมาเยี่ยมและคืนนี้คงจัดปาร์ตี้กันอย่างสำราญ ผมเลยเดินเข้าไปที่ชั้นหนังสือเพื่อทำการกดดันเจ้านกกระจอกทันที ใครจะว่าผมใจร้ายก็ยังไม่สำคัญเท่าการถูกยุงหามตอนนอน
ทันทีที่เดินไปขยับหนังสือเอามือปัดๆ เจ้านกกระจอกรีบบินออกมาจากชั้นหนังสือ บินวนไปวนมารอบห้อง พอหลุดออกจากห้องได้ก็บินไปชนกระจกตรงหน้าต่างทางลงบันไดแบบเต็มๆ ร่วงลงมายืนมึนอยู่กับที่พักหนึ่ง ถ้าในบ้านมีแมวอยู่ วินาทีต่อมา ผมรับรองได้เลยว่า เจ้านกกระจอกจะไม่ได้ขยับปีกบินอีกแน่ๆ ผมเลยคิดว่าจะอาศัยช่วงเวลาที่มึนๆ เอามือจับเจ้านกกระจอกไปปล่อยนอกบ้าน แต่ความกลัวเรื่องไข้หวัดนกก็ขึ้นสมองขึ้นมาทันทีจนต้องหยุดคิด เลยยืนรอให้เจ้านกกระจอกหายมึนเสียก่อน

พอหายมึนเจ้านกกระจอกก็บินกลับเข้าไปในห้องผมอีกครั้งหนึ่ง แต่มันน่าหวาดเสียวตรงที่ว่า คราวนี้มันบินไปเกาะอยู่บนรูปคู่ของผมกับคนในอดีตบางคนผมรักมากเป็นพิเศษ แม้ปัจจุบันเธออาจจะกลืนผมหายไปกับกาลเวลาแล้วก็ตาม แต่ที่บอกว่าน่าหวาดเสียวก็เพราะว่าถ้ามันตกใจขึ้นมา ตอนที่มันบินหนีอีกครั้งแรงถีบตัวจากความตกใจก็อาจทำให้รูปหล่นลงมาแตกเอาได้ง่ายๆ

ผมมีรูปที่ถ่ายคู่เธออยู่ใบเดียว ยิ่งคิดถึงช่วงเวลาที่รูปหล่นลงมาแตกจึงไม่ใช่เรื่องที่น่าตลกนัก ผมเลยเดินออกมาจากห้องอีกครั้ง ได้ผล ถึงเจ้านกกระจอกจะยังไม่บินออกไปทางหน้าต่างแต่มันก็ค่อยๆ กระโดดเบาๆ ลงมาจากรูป บินไปซ่อนตัวอยู่ในกองหนังสือแทน
ผมตัดสินใจรื้อกองหนังสืออีกครั้งแม้จะรู้ว่าหลังจากรื้อแล้วคงต้องนั่งเก็บเองคนเดียวอีกพักหนึ่ง เจ้านกกระจอกซอกแซกไปตามช่องว่างของหนังสือที่วางพาดกันแต่ละเล่ม ลองนึกสภาพผู้ชายคนหนึ่งไม่มีแฟนทำงานหาเช้ากินค่ำ กลับมาบ้านไม่เจอใคร แล้วยังต้องมาไล่จับนกในบ้านจนเหงื่อแตกท่วมตัว ชั่วโมงนี้ใครจะว่าผมบ้าที่พูดอยู่กับนกคนเดียว ผมก็ไม่สนใจทั้งนั้น

“ตกลงจะเอาไงเนี่ยจะออกไม่ออก เหนื่อยแล้วนะ เดี๋ยวจับขังกรงเลย ดีมั๊ย” ผมเริ่มสวมบทโหดพลางนึกถึงคำพูดของแม่ตอนเด็กๆ ที่ชอบพูดกับผมเวลาเจอสัตว์เสมอว่า
“อย่าไปทำมันลูก สงสารมัน”

ผมค่อยๆ หยิบหนังสือออกที่ละเล่ม พอเอามือยกหนังสือเล่มที่เห็นและมั่นใจว่ามันเข้าไปหลบอยู่ก็ต้องสะดุ้งตกใจ ร้องเฮ้ย ! ออกมาอย่างไม่รู้ตัว เมื่อเห็นนกกระจอกนอนตายหงายท้องแน่นิ่งอยู่กับที่ นึกในใจ นี่มันจะโง่ขนาดวิ่งหนีเข้าไปชนผนังบ้านจนตายเลยเหรอ หรือว่ามันจะกระจอกสมชื่อจริงๆ
หลังจากยืนชันสูตรศพเจ้านกกระจอกอยู่พักหนึ่ง ผมตัดสินใจหยิบร่างไร้วิญาณนั้นขึ้นมา พอพลิกดูอีกด้านหนึ่งของตัวนกก็เห็นซากหนอนที่แห้งตายคาตัวนก ถึงได้รู้ว่านกตัวนี้คงตายมาได้สักพักหนึ่งใหญ่ๆ หลายวันก่อนหน้านี้ที่ได้กลิ่นเหม็นตุๆ ในห้องแล้วนึกว่าเป็นกลิ่นหนูตายจึงเป็นเรื่องที่คิดผิดไปถนัด
ผมนึกถึงช่วงเวลาที่สะพายกระเป๋าใส่ความหวังของแม่เดินออกมาจากบ้าน โดยไม่รู้ว่าหนทางข้างหน้าจะเป็นจะตายยังไง เมื่อไปเดินป่าแล้วหลงอยู่ในป่า 2 วัน แต่โชคดีที่สุดท้ายก็รอดกลับออกมาได้

ผมเอาซากนกกระจอกตัวที่ตายไปทิ้ง กลับมามองหาเจ้านกกระจอกอีกตัวที่หลบอยู่ในกองหนังสือก็ยิ่งมั่นใจว่า ถ้าไม่เอามันออกมาจากกองหนังสือ อีกไม่เกิน 3-4 วัน คงได้กลิ่นเหม็นอีกแน่ๆ แต่ยิ่งรื้อเท่าไรก็ยิ่งหาไม่เจอ เหงื่อที่ชุ่มเหงื่อเพราะอากาศที่ร้อนก็เริ่มเพิ่มมากขึ้น

ผมหาเจ้านกกระจอกจนเกือบจะถอดใจสวมวิญาณซาตานอีกครั้ง คิดในใจปล่อยให้เจ้านกกระจอกหลงอยู่ในกองหนังสือแล้วเป็นศพไปเลย หลังจากนั้น 2-3 วัน ค่อยมาหาซากศพอีกทีเลยดีมั๊ย แต่พอนึกถึงรังนกเล็กๆ ของเจ้านกกระจอกที่อยู่ตรงช่องลมก็ตัดสินใจหาตัวเจ้านกกระจอกต่อ

หากต้องออกจากบ้านมาแล้วหลงอยู่ในโลกภายนอกจวบจนตัวตายไปโดยไม่ได้หวนคืนกลับบ้าน มันคงเป็นความเศร้าอย่างหนึ่งที่โหดร้ายสำหรับคนที่รอคอยมากเลยทีเดียว หลังจากพยายามหาทุกซอกทุกมุม ในที่สุดก็เจอเจ้านกกระจอกยืนหลบอยู่ในมุมๆ หนึ่งโดยเอาหน้าซุกปีกของตัวเองไว้ แต่พอมันเห็นว่าทางข้างหน้าเปิดกว้างมันก็บินเข้าไปอยู่ในตัวกีตาร์โปร่งที่วางอยู่ใกล้ๆ ทันที

ผมถอนหายใจออกมาเพราะคิดว่าคงเหนื่อยน้อยลง เดินไปหยิบกีตาร์โปร่งออกไปวางบนหลังคาข้างบ้านใกล้ๆ กับหน้าต่างบานที่เปิดมุ้งลวดไว้ แต่เจ้านกกระจอกก็ยังหลบนิ่งอยู่ในตัวกีตาร์โปร่ง จะล้วงมือเข้าไปจับก็ใช่ที่ เผลอๆ จะโดนจิกเอาอีก หลังจากปิดมุ้งลวดก็ยืนมองเจ้านกกระจอกที่หลบอยู่ในกีตาร์โปร่ง คิดถึงเพลง Home ของ Michael Buble ที่เพื่อนคนหนึ่งเคยส่งมาให้ฟังจนน้ำตาซึมอยู่บ่อยๆ ยามคิดถึงบ้านที่ต่างจังหวัด

หยิบโทรศัพท์มาโทรหาแม่ เล่าเรื่องนกกระจอกที่บินอยู่ในบ้านให้แม่ฟัง คำแรกที่แม่ถามคือคำว่า “ช่วยนกได้หรือยังลูก แล้วเมื่อไรจะกลับบ้าน” ชะเง้อมองดูกีตาร์โปร่งที่วางอยู่บนหลังคา ยังไม่ทันจะได้ตอบคำถามแม่ ก็เห็นเจ้านกกระจอกกระโดดขึ้นมาเกาะบนตัวกีตาร์โปร่ง พอหันมองซ้ายมองขวาจนหายงง ก็โผบินออกไปไกล โดยไม่รู้ว่าเมื่อไรจะบินกลับรัง …

Saturday, November 04, 2006

แม่ และถุงเงิน

แม่ และถุงเงิน-วิภพ ล้อมเขต

เพื่อนคนหนึ่งโทรมาถามผมว่ารู้จักหมาพันธุ์สปิชไหม มันอยากจะซื้อให้แฟนเพราะแฟนอยากได้ ผมบอกมันว่า รู้จักและก็รู้จักดีมากว่าหน้าตาหมาพันธุ์สปิชเป็นอย่างไร

ย้อนกลับไป 5 ปี ข่าวรถทัวร์กรุงเทพ-ชุมพรพลิกคว่ำ ทำให้ผมรู้สึกไม่สบายใจ

เข็มนาฬิกายังคงทำหน้าที่ของมันในช่วงเวลาเดียวกันกับที่ผมรอแม่กลับมา แม่ไปกรุงเทพเมื่อสามวันที่แล้ว และบอกว่าอีกสามวันจะกลับ ถ้ายังไม่หลับรอเปิดประตูให้แม่ด้วย ผมรับปากแม่ถึงแม้แม่จะไม่บอกผมก็รอแม่อยู่ดี เพราะเรามีกันอยู่แค่สามคนถ้านับรวมพี่สาวที่ไปอยู่กรุงเทพ และนั่นก็คือเหตุผลหลักๆ ที่แม่ไปกรุงเทพคราวนี้

"ช้าจังเลย" ผมพูดกับตัวเองออกมาด้วยความเป็นห่วงแม่ที่เลยเวลากลับบ้านมานานพอสมควร

แต่สักพักความเงียบในค่ำคืนนี้ก็ทำให้ได้ยินเสียงฝีเท้าของใครสักคนหนึ่งที่กำลังเดินเข้ามา ผมจึงรีบเดินไปเปิดประตูเพราะคิดว่าเป็นแม่ แต่กับกลายเป็นเพื่อนของแม่ที่มาดูว่าแม่กลับมาหรือยัง

"ถ้าแม่มาก็บอกว่าน้ามาหาแล้วกัน" เพื่อนของแม่เดินกลับไปแล้วแต่ความกังวลของผมยังคงอยู่

ความเงียบยังคงอยู่พร้อมๆ กับการรอคอย แต่ทุกอย่างก็คลี่คลายเมื่อมีใครสักคนหนึ่งมาเคาะประตู

แม่! ผมอุทานในใจ แล้ววิ่งไปเปิดประตู

"ว่าไง แม่ว่าแล้วว่าลูกยังไม่นอน"
แม่กลับมาในสภาพมือข้างหนึ่งถือกระเป๋าใบใหญ่ และมืออีกข้างหนึ่งอุ้มลังใบเล็กๆ
"รถทัวร์คว่ำนี่แม่ ลูกก็นึกว่าเป็นอะไรไปหรือเปล่า"
"ใช่ รถติดมากเลย แม่เลยมาถึงบ้านช้า แต่โชคดีนะไม่ใช่คันที่แม่นั่งมา"

แต่สิ่งที่ทำให้ผมดีใจพอๆ กับการได้เจอแม่คือเสียงลูกหมาที่ปีนขอบกล่องที่แม่อุ้มขึ้นมามองผมและเห่า แม่บอกว่าแม่แปลกใจมากเพราะตลอดทางที่กลับมาไม่ได้ยินเสียงเห่าสักนิดเดียว แต่ตอนนี้มันทั้งเห่าและกระดิกหาง และตะกุยลังเพื่อที่จะปีนออกมา

ผมอุ้มมันขึ้นมาพร้อมรอยยิ้ม
"ไหนแม่บอกจะไม่เลี้ยงหมาแล้วไง"

ครั้งหนึ่งแม่เคยพูดกับผมไว้เป็นข้อตกลงว่านอกจาก(ไอ้)ดี้แล้ว บ้านเราจะไม่เลี้ยงหมาอีก แต่คราวนี้กับเหมือนคำสัญญานั้นถูกยกเลิกไปอย่างง่ายดาย คืนนั้นทั้งคืนผมไม่ได้นอนเพราะลุกหมาตัวนั้นจะคอยงับหูผมทุกครั้งที่ผมหลับตาแล้วนอนนิ่งๆ แต่สุดท้ายมันคงซนจนเหนื่อยเลยค่อยๆ เดินมาซุกตัวลงนอนข้างๆ ผมแล้วหลับไป ลุกหมาตัวเล็กๆ บางครั้งก็ไม่ต่างอะไรกับเด็กตัวเล็กๆ คนหนึ่ง

ตอนเช้าแม่บอกผมว่าแม่จะตั้งชื่อให้มันว่าถุงเงินพร้อมๆ กับถามผมว่าคิดหรือยังว่าจะตั้งชื่อว่าอะไร
"ถุงเงินก็ได้นะแม่ เวลาเรียกจะได้เหมือนเรียกเงินเข้าบ้าน" ผมพูดติดตลกไปพร้อมๆ กับเสียงหัวเราะของแม่ แล้วหันไปเรียกถุงเงิน
"ถุงเงิน" ถุงเงินกระดิกหาง ลุกขึ้นจากที่นอนอยู่วิ่งเข้ามาหาผมเหมือนจะรู้ตัวว่าตัวเองชื่อนี้

ถุงเงินเป็นหมาพันธุ์สปิช เพศเมีย ตัวเล็กๆ ใจดีเป็นที่หนึ่ง ผมเคยเห็นถุงเงินเอาขาเขี่ยแมลงสาบที่นอนหงายท้องให้พลิกตัวกลับมาได้แล้วไม่ได้ไล่ตะครุบเหมือนหมาตัวอื่นๆ หรือไม่เวลาที่ถุงเงินทำอะไรผิดแล้วผมเงื้อมือจะตี ถุงเงินก็จะนอนหงายท้องทำท่าเหมือนยอมแพ้ตลอด แม้จะใช้ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง แต่ผมก็มักจะใจอ่อนตีไม่ลงเสมอ

ตั้งแต่ถุงเงินมาอยู่ที่บ้านกับพวกเรา ตลอดเวลาถุงเงินเปรียบเสมือนเงาตามตัวผมเสมอ เวลาผมไปไหนมาไหนถ้าไม่ไกลบ้านนักถุงเงินเป็นจะต้องเดินตามผมเสมอ วันไหนถ้าไม่เห็นถุงเงินก็จะเป็นอันรู้กันว่าวันนั้นผมหนีถุงเงินมาเพราะกลัวถุงเงินจะถูกรถชน ไม่ใช่ว่าเพราะรำคาญถุงเงิน แต่น้อยครั้งเหลือเกินที่ผมจะหนีถุงเงินได้และทุกครั้งต้องจบด้วยการอุ้มถุงเงินเดินอยู่ข้างถนนเสมอ เพราะถุงเงินจะใช้วิธีดมกลิ่นแล้วตามหาผมเจอในที่สุด แม้บางครั้งจะต้องแลกกับการถูกดุ แต่ถุงเงินก็จะมีวิธีหลบเลี่ยงด้วยการเดินไปแอบอยู่ข้างหลังแม่เสมอ ยกเว้นก็เวลาที่ผมไปโรงเรียน ถุงเงินจะไม่เดินตามแต่กลับนอนรออยู่หน้าบ้านเพื่อที่จะกระดิกหางแล้ววิ่งมาหาเวลาผมกลับมา

วันเวลายังคงทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเที่ยงตรง ถุงเงินตัวโตขึ้นแต่ก็ไม่ใช่หมาที่ตัวใหญ่อะไรมากนัก และกลายเป็นส่วนหนึ่งของผมกับแม่ไปอย่างกลมกลืน ทุกครั้งที่แม่ไปตลาด แม่จะชอบซื้อไก่ทอดมาสับให้ถุงเงินกินเสมอ ถุงเงินกินอะไรดีๆ เกินกว่าหมาตัวหนึ่งจะได้กินตลอด

เมื่อชีวิตของเด็กมัธยมสิ้นสุด และเหตุผลทางการศึกษาที่ทำให้ผมต้องเข้ามาเรียนที่กรุงเทพทำให้ผมต้องย้ายไปอยู่กับพี่สาว เหลือเพียงถุงเงินที่อยู่เป็นเพื่อนแม่ที่บ้าน
"ไปเรียนเถอะลูก มีถุงเงินอยู่แม่ไม่เหงาหรอก ใช่มั๊ยถุงเงิน" ถุงเงินกระดิกหาง แต่ก็ดูไม่ร่าเริงเหมือนครั้งก่อนๆ ผมยังจำคำพูดของแม่ และถุงเงินในวันนั้นได้เสมอ
วันที่ผมต้องไปขึ้นรถเพื่อเข้ากรุงเทพ ผมเดินสะพายกระเป๋าที่หอบเอาความหวังของแม่ติดหลังไปด้วย ถุงเงินเดินตามผมมาห่างๆ แม้ก่อนออกจากบ้านผมจะบอกถุงเงินว่าให้เฝ้าบ้านและอยู่เป็นเพื่อนแม่ก็ตาม แต่ครั้งนี้ดูเหมือนถุงเงินจะไม่ฟังในสิ่งที่ผมพูด

"ไปไม่ได้นะ กลับเข้าบ้านไปอยู่เป็นเพื่อนแม่เลย ไปไม่นานนะเดี๋ยวก็กลับ" ผมเอามือลูบถุงเงินที่เงยหน้ามามองด้วยสายตาเศร้าๆ กระดิกหาง เหมือนมันรู้ว่าครั้งนี้ผมจะไปนานกว่าทุกๆ ครั้งที่ผ่านมา ถุงเงินเดินไปนอนหมอบใต้โซฟาหน้าบ้าน ในขณะที่ผมพยายามไม่หันมามองถุงเงิน แล้วยกมือไหว้แม่เพื่อไปขึ้นรถ

ตลอดเวลาที่ใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงเทพ แสงสี เสียง ห้างสรรพสินค้า ความเจริญ เพื่อน ชีวิตที่ไม่มีการตีกรอบ ทำให้ผมลืมเรื่องถุงเงินไปเสียสนิทใจ แต่ทุกครั้งเวลาโทรไปหาแม่ พอแม่บอกว่า ถุงเงินมันนอนรอผมอยู่ที่เดิมผมก็จะเกิดความรู้สึกอยากกลับบ้านเสมอ แต่ความรู้สึกกลับบ้านก็กลายเป็นเรื่องเดิมๆ ที่เกิดขึ้นจนผมไม่รู้สึกอะไร จนเมื่อแม่โทรมาผมถึงรู้สึกว่า วันหยุดสามวันที่ผ่านมา ผมน่าจะกลับบ้านมากกว่าไปเที่ยวทะเลกับเพื่อนๆ

แม่บอกผมว่า ถุงเงินตายแล้ว ผมฟังแม่พูดแล้วก็อึ้ง เพราะแม่ร้องไห้ออกมาเมื่อพูดถึงถุงเงิน รู้สึกตัวชาไปทั้งตัว แล้วแม่ก็วางสายโทรศัพท์ไปเพราะเสียงร้องไห้ที่แม่คงไม่อยากให้ผมได้ยิน

ผมรีบโทรกลับไปหาแม่ ถามแม่ว่าเกิดอะไรขึ้นกับถุงเงิน แม่ยังคงยืนยันคำพูดเดิมว่าถุงเงินตายแล้ว เพราะถูกรถทับตายตรงหน้าบ้าน ตรงที่ๆ ถุงเงินชอบมานอนรอผมเวลาผมไปโรงเรียน

แม่เล่าให้ผมฟังทั้งน้ำตาว่า ตั้งแต่ผมไปเรียนที่กรุงเทพ ถุงเงินชอบมานอนรอผมที่หน้าบ้านเสมอ พอเห็นว่าผมไม่กลับมาจริงๆ ก็จะเดินเข้าไปนอนในบ้านเป็นอย่างนี้ทุกวัน จนแม่ต้องคอยหาขนมหรือไก่ทอดมาล่อ ผมรู้ว่าแม่เสียใจมาก เพราะนอกจากถุงเงินแล้วที่บ้านก็ไม่มีใคร มีเพียงแม่คนเดียวตามลำพัง

แม่บอกว่าตอนที่ถุงเงินโดนรถทับ แม่ได้ยินเสียงคนข้างบ้านตะโกนโวยวายบอกว่าถุงเงินโดนรถทับ ตอนนั้นแม่อยู่ในครัวจึงรีบวิ่งมาที่หน้าบ้าน แม่บอกว่าถุงเงินมันคลานเข้ามาหาแม่เพราะรถทับไปบนตัวทำให้เดินไม่ได้ และมีเลือดออกมาก แม่รีบอุ้มถุงเงินขึ้นมากอด พร้อมๆ กับที่ถุงเงินกระดิกหางและร้องด้วยความเจ็บปวด แล้วก็สิ้นใจคาอ้อมกอดของแม่

หากย้อนวันเวลากลับไปได้ ผมอยากใช้วันหยุดทั้งสามวันนั้นกลับบ้านไปหาถุงเงิน แต่ทุกอย่างก็ดูจะสายเกินไป ผมร้องไห้ออกมาเมื่อแม่พูดว่า แม่จะไม่เลี้ยงหมาตัวไหนอีกแล้ว ผมรู้ว่าแม่ไม่ได้หมายความถึงการเป็นภาระ แต่แม่หมายความถึงการไม่อยากสูญเสียสิ่งที่ตัวเองรักไปอีก เพราะแม่รักหมามาก มากพอที่ไม่เคยคิดจะคิดว่ามันเป็นแค่หมาตัวหนึ่ง

ผมยังจำตอนที่เวลาถุงเงินทำอะไรผิดแล้วผมเงื้อมือจะตี ถุงเงินก็จะนอนหงายท้องทำท่าเหมือนยอมแพ้ได้เสมอ ยังจำภาพที่พาถุงเงินไปหาหมอ เพราะมันเห่าขอนมเปรี้ยวที่ผมกินอยู่ จนถุงเงินท้องเสียเมื่อผมให้กินนมเปรี้ยว ยังจำภาพที่ถุงเงินนั่งรอผมอยู่หน้าบ้านเวลาผมไปโรงเรียน และกระดิกหางวิ่งเข้ามาหาเมื่อผมกลับมาถึงบ้าน

ผมยังจำประโยคสุดท้ายที่พูดกับถุงเงินก่อนจะขึ้นรถไปกรุงเทพ และยังจำเสียงเห่าของลูกหมาตัวเล็กๆ ตัวหนึ่งที่แม่อุ้มมาในคืนนั้นได้เสมอ…แม้ว่าภาพนั้นจะกลายเป็นความทรงจำที่ไร้ลมหายใจ

Tuesday, October 31, 2006

ลอนดอนกับความรักของใคร(สักคน)

บ่ายวันศุกร์เป็นช่วงเวลา และวันที่ผมชอบมากที่สุด ปกติแล้วถ้าไม่นั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน ผมก็จะเปิดเพลงฟังแล้วฮัมตามไปเบาๆ อยู่เสมอ แต่บ่ายวันศุกร์วันนี้ต่างจากทุกๆ ครั้งที่ผ่านมา เพราะตอนนี้ผมกำลังนั่งรอกาแฟคาปูชิโนร้อนๆ รวมถึงเพื่อนของผมคนหนึ่งที่ชื่อโจ อันเป็นสาเหตุให้บ่ายวันศุกร์ของผมเปลี่ยนไป และเหตุผลที่ทำให้ผมไม่สามารถปฏิเสธได้ก็คือ พรุ่งนี้โจจะไปลอนดอน อย่างที่เคยบอกผมไว้เมื่อสามปีที่แล้วหลังจากเรียนจบใหม่ๆ

ผมนึกถึงค่ำคืนหนึ่งหลังวงเหล้าเลิก โจตบบ่าผมเบาๆ แล้วบอกว่า ผมเป็นหนึ่งในจำนวนน้อยคนที่มันสามารถระบายได้ทุกเรื่อง(แต่ผมเห็นมันระบายเป็นอยู่เรื่องเดียวคือ ความรัก) และวันนี้ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องความรักอีกเช่นกัน

พนักงานร้านกาแฟค่อยๆ วางแก้วกาแฟคาปูชิโนร้อนลงบนโต๊ะ เช่นเดียวกันกับช่วงเวลาที่โจเปิดประตูร้านเข้ามาแล้วเดินมาที่โต๊ะที่ผมนั่งรออยู่ก่อนแล้ว โจหยิบเมนูที่วางรออยู่บนโต๊ะมากางดู ไม่เกินสองนาทีพนักงานก็จดคำว่า ลาเต้ ลงไป

ผมวางแก้วกาแฟคาปูชิโนร้อนของผมลงข้างๆ หนังสือลอนดอนกับความลับในรอยจูบที่โจซื้อมาฝากด้วยเหตุผลที่ว่าชื่อของหนังสือเล่มนี้จะไม่ทำให้ผมลืมว่ามีเพื่อนคนหนึ่งอยู่ที่ลอนดอน ซึ่งก็คือโจในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า

"กูหวังว่ามึงยังคงไม่ได้อ่านนะ และมันคงทำให้มึงคิดถึงกูบ้าง" ครั้งหนึ่งโจเคยบอกกับผมว่าไม่อยากซื้อหนังสือให้ผมเพราะกลัวผมอ่านแล้ว และครั้งนี้ก็คงเช่นกัน แต่เพื่อไม่ให้โจไม่เสียฟอร์ม ผมจึงไม่ตอบอะไรนอกจากยิ้มแทนคำขอบคุณ เพราะผมเคยอ่านแล้วนั่นเอง

ลอนดอนกับความลับในรอยจูบ เรื่องราวของผู้ชายคนหนึ่งที่ปฏิเสธความรักแล้วหนีความรักไปยังอีกสถานที่หนึ่ง และตอนหลังเขาเพิ่งจะเข้าใจว่า เขาไม่เคยหนีความรักพ้นเพราะความรักอยู่รอบตัวเขาตลอดเวลา

ระหว่างพูดคุยเรื่องราวบางเรื่องที่ห่างหายกันไปนานจนไม่รู้จะคุยอะไรกันต่อ โจก็ทำลายความเงียบตรงนั้นลงด้วยการเปิดประโยคคำถามกับผมว่า
"มึงเคยปฏิเสธความรักจากใครมั๊ยวะ"

ผมลองนึกย้อนดูถึงการปฏิเสธความรักที่ผมมีโอกาสน้อยมากที่จะทำเช่นนั้นกับใครสักคนหนึ่งที่มาสารภาพรักกับผม อาจจะไม่ใช่คนหล่อเหลาเอาการ หรือรวยระดับใช้เงินเป็นกระดาษ ตามคุณสมบัติที่พอจะปฏิเสธความรักจากใครสักคนได้ก็ตาม แต่หลังจากนึกย้อนดูดีๆ แล้ว ครั้งหนึ่งในชีวิตผมก็เคยปฏิเสธความรักจากรุ่นน้องคนหนึ่งเหมือนกัน

โจบอกผมว่าผู้หญิงที่โจคบอยู่ในตอนนี้มาบอกว่า รัก แต่เมื่อได้ฟังสิ่งที่ผู้หญิงพูดมาทั้งหมดแล้ว โจก็ปฏิเสธความรักจากผู้หญิงคนนั้นไปทันที อาจจะดูใจร้าย และไม่ใช่ว่าไม่รัก แต่โจก็ให้เหตุผลกับหญิงสาวคนนั้นเฉกเช่นเดียวกับที่ใครหลายๆ คนชอบพูดกันว่า
"เราไม่อยากให้ใคร รอคอยเรา"
"แต่กูก็ยังไม่รู้เลยว่า ไปอยู่ที่นู่นกูจะทำงานอย่างเดียวโดยที่ไม่มีเรื่องความรักเข้ามาได้รึเปล่า" โจเปรยออกมาถึงความคาดหวังในตัวเอง
"แล้วมึงทำไงละในเมื่อผู้หญิงเขาบอกว่า เขาจะรอมึงไม่ว่านานแค่ไหน" ผมถามโจจนโจนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง
"ไม่รู้สิแต่ถ้าเขารักกูจริงเขาคงรอกูได้ แต่ถ้ารอไม่ได้เขาจะมีใครใหม่กูก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่พอกูปฏิเสธเขาไป จนถึงวันนี้เขาก็ยังไม่โทรมาหากูอีกเลย" และนั่นคือความกังวลใจอย่างแรกที่โจมี

เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างแจ่มชัดในความเศร้า โดยเฉพาะเรื่องราวของอดีต คนเรามักตัดสินใจเก็บเสื้อผ้าลงกระเป๋าด้วยความกังวลใจ แล้วเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมรอบข้างใหม่ทั้งหมดเพียงเพื่อความหวังที่จะทำให้ลืม ใครคนนั้นลงให้ได้บ้างสักนิดก็ยังดี โดยที่ไม่รู้ว่าเรื่องราวของใครคนนั้นที่น่าจะเลือนหายไปกำลังจะชัดเจนขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

โจถอนหายใจยาวๆ ออกมาพร้อมกับมองดูเวลาที่หน้าปัดนาฬิกา เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นเสือผู้หญิงอย่างโจต้องถอนหายใจเพราะเรื่องผู้หญิง ผมถามโจว่าที่นัดผมมาวันนี้นี่เป็นเพราะเรื่องนี้ใช่ม๊ย โจยิ้มที่มุมปากก่อนจะคนช้อนกาแฟวนไปทางขวาแล้วบอกว่า ไม่รู้วะ แต่พอได้พูดได้ระบายกับมึงกูก็รู้สึกสบายใจขึ้นเย่อะ หรืออาจจะเป็นเพราะรู้สึกว่าเขาคือคนที่รักกูจริงๆ ก็ได้มั้ง เลยทำให้กูเป็นอย่างนี้ ระหว่างความรัก และโชคชะตา สองสิ่งนี้ไม่มีใครบอกได้ว่าความรักหรือโชคชะตาที่เล่นตลกได้แนบเนียนมากกว่ากัน…

นั่นคือเรื่องราวที่ผมกับโจเคยพูดคุยกันในร้านกาแฟเล็กๆ ร้านนี้เมื่อ 4 ปีที่แล้ว

โจเพิ่งกลับมาถึงเมืองไทยเมื่อวาน แล้วนัดผมมาที่ร้านกาแฟร้านเดิมอีกครั้งหนึ่งทันที ผมกลายเป็นผู้ฟังไม่สิ ต้องเรียกว่าที่ระบายเหมือนเช่นเคย เรื่องราวของชีวิต ประสบการณ์ในต่างแดน ต่างเชื้อชาติ ต่างภาษา ถูกโจถ่ายทอดออกมาเหมือนละครฉากหนึ่ง ยกเว้นเพียงเรื่องเดียวที่แทบจะไม่ได้ออกจากปากของโจคือเรื่องผู้หญิง และเมื่อผมเอ่ยปากถาม โจก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งแล้วเล่าเรื่องของผู้หญิงที่มาบอกรักโจเมื่อ 4 ปีที่แล้วให้ฟังว่าที่ กลับมาเมืองไทยครั้งนี้ก็เพราะเธอ

ตั้งแต่ไปอยู่ที่ลอนดอนนอกจากงานแล้วสิ่งเดียวที่ตามหลอกหลอนโจอยู่ตลอดเวลาคือคำว่า รัก จากผู้หญิงคนนั้น จนคืนหนึ่งโจก็บอกกับตัวเองว่า แท้จริงแล้วตัวเองก็รักหญิงสาวคนนั้นเหมือนกัน และวันหนึ่งหากโจกลับมาเมืองไทยแล้วเธอยังรอโจอยู่ โจจะคลุกเข่าขอเธอแต่งงานทันที

ผมนั่งฟังโจเล่าด้วยอาการที่ตื่นเต้นผิดกับโจที่นิ่งเฉยไม่แสดงอาการใดๆ ออกมา นอกจากแววตาที่เงียบเหงา น้ำตาที่เอ่อล้นออกมาจากสองตาอาจทำให้โจมองเห็นผมอย่างพร่าเลือน โจบอกว่าก่อนที่โจจะกลับมาได้สองอาทิตย์หญิงสาวคนที่มาบอกรักโจประสบอุบัติเหตุและเสียชีวิตลง จนทำให้กลายเป็นการลาจากกันชั่วนิรันดร์ ของโจกับเธอ ทั้งๆ ที่พรุ่งนี้โจจะไปบอกเธอว่า โจรักเธอ พร้อมทั้งความตั้งใจที่จะขอเธอแต่งงาน

อาจจะดูเหมือนช้าจนสายเกินไป แม้เธอจะไม่ได้ยินสิ่งที่โจพูด และตอบรับรักโจอย่างที่โจต้องการ แต่ผมก็เชื่อว่าเธอคงรับรู้ในความรู้สึกที่โจมีต่อเธอ ผมนั่งฟังโจพูดโดยไม่ได้พูดปลอบหรือแนะนำอะไรโจเหมือนเช่นวันก่อนๆ ที่เคยเป็นมา

พนักงานเสริฟขออนุญาตเก็บแก้วกาแฟที่ว่างเปล่าบนโต๊ะของเราสองคนออกไป แล้วเหลื่อไว้แต่เพียงความว่างเปล่าบนโต๊ะที่เป็นความจริง ใบไม้นอกร้านกาแฟเล็กๆ ที่เราสองคนนั่งอยู่ปลิดปลิวไปตามสายลม

ผมนึกถึงประโยคหนึ่งที่เคยได้ยินเกี่ยวกับความรักที่ว่า จงอย่าไขว่คว้าหารัก แต่ให้รักตามหาคุณ และเมื่อรักหาเราจนพบ เราก็มักจะปฏิเสธความรักเสมอ โดยเฉพาะในคราวที่เรียกกลับมาไม่ได้…

Wednesday, October 25, 2006

ภาพวาด

ภาพวาด

นานมาแล้ว…
ผมวาดรูปให้เพื่อนของผมคนหนึ่ง
ในวันคล้ายวันเกิด
เป็นรูปผู้หญิงนั่งกอดตัวเอง
และมีเทวดาตัวน้อย
โบยบินอยู่

เพื่อนผมคนนั้นบอกว่า
รูปแกอนุบาลมาก
แต่ทุกครั้งที่แอบมอง
ฉันจะอมยิ้มทุกครั้ง และคิดถึงแก

หลังจากนั้น…
ผมวาดรูปให้เพื่อนของผมคนเดิม
ในวันที่ผมอยากวาดให้
เป็นรูปชายหนุ่มนั่งร้องไห้
และมีนางฟ้าตัวน้อย
โบยบินอยู่

ภาพนางฟ้าตัวน้อย
ผมใช้เธอเป็นแม่แบบ
ส่วนภาพชายหนุ่มนั่งร้องไห้
ผมใช้ตัวเองเป็นแม่แบบ

เธอถามผมว่า
ทำไมชายหนุ่มต้องร้องไห้
ผมบอกเธอว่า
ชายหนุ่มรู้สึกเจ็บ

เธอบอกผมว่า
เป็นผู้ชายไม่ควรร้องไห้ง่ายนัก
ถ้าจะร้องไห้
ต้องร้องไห้ต่อหน้าคนที่เรารักเท่านั้น

ผมบอกเธอว่า
นี่มันเจ็บกาย
คนละกรณีกับเจ็บใจ
น้ำตามันจึงมีค่าต่างกัน

เธอค้านหัวชนฝา
น้ำตาคือน้ำตา
จะกี่หยดกี่หยด
มันก็คือน้ำตา

วันนี้…
ภาพวาดใบสุดท้ายที่ผมวาดให้เธอ
มีชายหนุ่มนั่งร้องไห้
อยู่เพียงลำพัง

เมื่อเค้าแหงนหน้าขึ้นไป
เค้าจะเห็นนางฟ้าตัวน้อยของเขา
โบยบินอยู่…

ในมุมหนึ่งของความรู้สึก
ผมอยากวาดรูปนางฟ้าตัวน้อย
โบยบินลงมา
เช็ดน้ำตาให้กับชายหนุ่ม…

Monday, October 23, 2006

บทกวี



บทกวีของข้าสบายดีในความเงียบ
ถูกบันทึกลงบนความรู้สึก
บทกวีของข้ากลับผ่อนคลาย
ทุกๆ ครั้งที่ข้า อ่านบทกวี...

Sunday, October 15, 2006

ความหมายของขาลง

ความหมายของขาลง-วิภพ ล้อมเขต

ความเงียบที่แสนจะอึกทึกของเมื่อคืน ส่งผลให้ผมนอนไม่ค่อยหลับ
จะว่าตื่นเต้นก็ไม่ใช่ถ้อยคำทั้งหมดของคำตอบ หากแต่เพียงผมเอ่ยปากบอกใครสักคนที่บ้านก่อนจะออกมาบ้างก็คงดี อย่างน้อยพวกเขาคงคลายบ่วงเชือกของความห่วงใยที่รัดแน่นลงได้บ้าง การถอยห่างจากอ้อมแขนจากผู้เป็นที่รักโดยไม่บอกกล่าว จึงคล้ายเส้นทางเดินอีกเส้นทางหนึ่งที่ผมเลือกเดิน ซึ่งบางครั้งก็เป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ต้องมั่นใจว่าเราจะได้รับสิทธิ์ที่จะเดินกลับเข้ามาในอ้อมแขนนั้นอีก เพราะในห้วงยามของความห่วงใยที่แท้จริงนั้น คนเราหากไม่พลัดพรากก็ไม่สามารถประเมินค่าซึ่งกันและกันได้

พี่ตาซาขับรถมอเตอร์ไซด์ที่เบรกไม่ค่อยอยู่ของแกมาหาตั้งแต่เช้า เมื่อเห็นว่าพวกเรายังไม่พร้อม พี่ตาซาเลยบอกให้ไปเจอกันที่บ้านของแกแทน
ดวงตะวันยามเที่ยงยังคงร้อนแรง และสาดแสงให้เห็นเงาของตัวเองชัดมากขึ้น ในช่วงเวลาที่พวกเราเดินทางออกจากบ้านของพี่ตาซา คณะของเรามีทั้งหมดหกคน ประกอบไปด้วย พี่ตาซา พี่เด่นไผ่ หลง แจ้งและก็ผมซึ่งเป็นคนเดียวที่ไม่มีประสบการณ์ในการเดินป่าเลยสักครั้ง

จากบ้านของพี่ตาซาพวกเราเลือกเส้นทางที่จะเดินตัดเข้าทางป่าไผ่ แทนเส้นทางสายตรงที่ตั้งชันเกือบๆ 45 องศา บางเวลาประสบการณ์ที่ผ่านพ้นไปก็สอนให้เราเรียนรู้ว่า บางครั้งการหลีกเลี่ยงก็สำคัญไม่น้อยไปกว่าการเผชิญหน้า เมื่อเราได้รู้จักกำลังของตัวเอง

การก้มหน้ามองพื้นอย่างเจียมตัว ไม่แหงนหน้ามองยอดเขา เพราะมันจะทำให้เราท้อเมื่อเราเอาขนาดของตัวเองไปเปรียบเทียบกับขนาดของภูเขาที่เราเผชิญหน้าอยู่ จึงไม่ได้เป็นเพียงถ้อยคำที่ผมท่องจนขึ้นใจ แต่กลับกลายเป็นหนึ่งเดียวกับจังหวะการย่างก้าวของเท้า ที่สั้นกระชับกว่าเดิม แต่ยังต้องเผชิญหน้ากับความเหน็ดเหนื่อยเมื่อถูกทดสอบโดยความสูงชันของเขาแหลม

สายน้ำที่ไหลเอื่อยในเดือนมกราคม ยังคงความสดชื่นไว้ให้พวกเราได้ดับกระหาย พวกเราแวะพักตรงน้ำตกเล็กๆ ผมวางเป้ลงข้างๆ เป้ของพี่ตาซาที่ทำมาจากถุงปุ๋ยโดยเจาะรูทั้งสองข้าง แล้วเอาผ้าขาวม้ามาทำเป็นสายสะพาย และใช้เศษยางในของรถมอเตอร์ไซด์มามัดปากถุง

ถ้าจะพูดถึงราคาระหว่างเป้ของผมกับพี่ตาซามันคงเทียบกันไม่ได้ แต่ถ้าหากเป็นความหมายและหน้าที่ เป้สองใบนี้กำลังแบกรับความตั้งใจในการพิชิตยอดเขาแหลมอย่างเท่าเทียมกัน ถึงแม้ว่าเป้ของพี่ตาซาจะได้เปรียบชั่วโมงบินมากกว่าเป้ของผมก็ตาม

พวกเราออกเดินกันอีกครั้ง และธรรมชาติก็บอกให้เรารู้ว่า ยิ่งสูงลักษณะของป่าก็จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จากป่าไผ่ที่พบเห็นในช่วงแรกๆ มาตอนนี้กลับกลายเป็นป่าเบญจพรรณที่เริ่มมีต้นผึ้ง และต้นไทรให้พวกเราเห็นมากขึ้นแทน แต่บริเวณนี้ก็ยังคงมีฝายทดน้ำของชาวบ้านตามลำห้วยให้ได้พบเห็น เพราะบริเวณนี้ยังคงเป็นบริเวณที่ชาวบ้านยังเข้ามาทำกินอยู่บ่อยๆ และลำห้วยสายนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงระบบชลประทานในหมู่บ้าน
"ปีที่แล้วเราก็ได้น้ำในห้วยนี่ช่วยดับไฟป่า" หลงบอกกับผมเมื่อเห็นผมยืนมองฝายทดน้ำอย่างสนใจ
"ถ้าปีนี้ไม่มีน้ำจะดับยังไง" ผมถามหลง
"ทำแนวกันไฟไงพี่ ใช้ไม้ไผ่มาทำเป็นไม้กวาดคอยกวาดใบไม้สร้างแนวกันไฟ ภาษากะเหรี่ยงเรียกว่า’ราโค่’
"ราโค่เหรอ"
"ใช่พี่ ภาษากะเหรี่ยงเรียกราโค่"

ในขณะที่จังหวะการเต้นของหัวใจคลายความเหนื่อยล้าลง ผมได้ยินเสียงพี่ตาซาตะโกนเป็นภาษาพม่า เมื่อเห็นชาวบ้านสองคนวิ่งหนีพวกเรา ทันทีที่เขาทั้งสองได้ยินเสียงของพี่ตาซาจึงหยุดวิ่งแล้วเดินมายังตรงที่พวกเรานั่งพักอยู่
"ได้ปลาเยอะไหมครับ" พี่เด่นถามพร้อมกับยิ้มให้อย่างเป็นมิตร

ผมมองดูปลาสองตัวในตะกร้าไม้ไผ่ที่สานขัดกันบนหลังของชาวบ้าน ปลาสองตัวกระดิกตัวบ้างเท่าที่ยังมีเวลาเหลืออยู่บนโลกใบนี้
เห็นชาวบ้านทั้งสองคนยืนคุยกับพี่เด่นแล้วนึกเปรียบเทียบกับตัวเอง เมื่อเห็นชาวบ้านทั้งสองอายุเลยวัยกลางคน ผิวกายแห้งเกรียมไปด้วยไอแดดและกาลเวลา อยู่ในชุดแต่งกายพื้นบ้านธรรมดาๆ ที่ไม่ได้บ่งบอกว่าทั้งสองคนจะใส่มันไปเดินป่าได้ ขณะที่เท้ามีเพียงรองเท้ายางแบบหนีบคู่เก่าๆ แต่ทว่าท่วงท่า และจังหวะลมหายใจของเธอทั้งสองกับนิ่งสงบ เมื่อต้องเผชิญความสูงชันของเขาแหลม ต่างจากผมตอนในนี้ ที่มีสภาพไม่ต่างอะไรไปจากหมาหอบแดดตัวหนึ่ง
เมื่อชาวบ้านสองคนนั้นเดินจากเราไปแล้ว ผมจึงถามพี่ตาซาว่าทำไมเขาต้องวิ่งหนีเรา
"เขานึกว่าเราเป็นทหารเลยกลัวถูกจับ ชาวบ้านที่นี่กลัวทหาร ถ้าเข้ามาในป่าแล้วเจอทหารเขาจะวิ่งหนีก่อน"

ผมฟังแล้วก็ได้แต่ขนลุกเพราะเขาแหลมที่เราจะไป ไม่ได้อยู่ห่างจากพื้นที่ลาดตระเวนของทหารพม่าเท่าไรนัก
"แล้วทหารไทยละพี่"
"อย่างมากก็แค่จับไม่น่ากลัวหรอก อีกอย่างโอกาสเจอทหารไทยน้อยมากเพราะไม่ค่อยลาดตระเวนกัน" พี่ตาซาดูมีสีหน้าคลายกังวลขึ้นเยอะเมื่อผมถามถึงทหารไทย
"ซาเปี๊ยะ ถ้าได้ยินคำนี้พี่วิ่งเลยนะ"

พี่ตาซายังคงเรียกผมว่าพี่ทุกครั้งที่พูดคุยกัน ถึงแม้ว่าพี่ตาซาจะมีอายุมากกว่าผมก็ตาม
"มันแปลว่าอะไรหรอพี่"
"มึงตายหรือฆ่ามัน พี่เลือกเอาว่าจะเอาคำไหน" พี่ตาซาบอกผมถึงความหมายของคำว่าซาเปี๊ยะ แล้วผมเองก็ไม่อยากเลือกคำใดคำหนึ่งเลย

ทันทีที่พี่ตาซาส่งสัญญาณให้เดินกันต่อ ผมกระชับเป้ให้แน่นขึ้นเพื่อสู้กับระยะทางเดิน ดวงตะวันเริ่มคล้อยต่ำลงมา และแสงสุดท้ายของวันนี้กำลังจะหมดลง...การเดินทางของพวกเราในวันนี้จึงต้องสิ้นสุดลง ก่อนถึงจุดที่ตั้งใจไว้ว่าจะให้เป็นที่พักแรมในคืนนี้

ห้างเก่าๆ ที่เคยใช่ล่าสัตว์ถูกพวกเรายึดครองเป็นฐานที่มั่นชั่วคราวไปโดยปริยาย อีกอย่างในป่าทึบอย่างนี้ หากเสี่ยงเดินต่อไปพวกเราคงไม่ต่างอะไรนักกับผู้พ่ายแพ้ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความมืดมิดของผืนป่าในยามค่ำคืน กองไฟขนาดย่อมจึงลุกโชนขึ้นมาเมื่อมีกิ่งไม้และใบไม้แห้งเป็นส่วนผสม

ขณะกำลังหาประโยชน์จากกองไฟที่ก่อขึ้นนั้น ในทางกลับกันก็ต้องคอยระมัดระวังไม่ให้กองไฟที่พวกเราก่อขึ้นมา ได้หาประโยชน์กับผืนป่าผืนนี้ได้

ระหว่างที่ผมผูกเปลด้วยท่าทางที่เงอะๆ เงิ่นๆ แจ้งเดินเข้ามาถามผมว่า
"เคยนอนเปลกลางป่าแบบนี้ไหมพี่ มาผมผูกให้เอง"

จะว่าไปแล้วตั้งแต่จำความได้เปลสุดท้ายที่ผมนอนแล้วหลับไป คือเปลผ้าที่แม่ใช้กล่อมผมนอนจนถึงอายุสามขวบ ภาพหลังคา หยากไย่ และไยแมงมุมจึงอยู่ในความทรงจำของผมมาตลอด แต่ค่ำคืนนี้ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปตามเงื่อนไขของกาลเวลาที่ไม่เคยต่อรองอะไรได้ หากแต่ว่าในขณะที่หัวใจเงียบเหงา ผมก็ยังอยากลงไปนอนในเปลที่มีเพียงแต่แม่เป็นผู้ขับกล่อมอีกครั้งหนึ่ง

เวลาเดินทางผ่านพวกเราไปตลอด ยิ่งมืดขึ้นเท่าไรความชื้นของผืนป่าก็ยิ่งสูงตามไป เมื่อรู้สึกหนาวมากขึ้น กองไฟก็ถูกเติมกิ่งไม้อีกครั้งหนึ่ง ผมหยิบถุงมือขึ้นมาใส่ เพราะไม่อยากนั่งทนความหนาวไปตลอดค่ำคืนนี้

เสียงกิ่งไม้ในกองไฟปะทุเป็นระยะๆ นอกจากหน้าที่ในการทำให้ข้าวในหม้อสนามเดือดแล้ว กองไฟยังสร้างไออุ่นให้พวกเราได้พักพิง นานแล้วที่ผมไม่ได้นั่งอยู่หน้ากองไฟเช่นนี้ ผมคิดถึงตอนที่นั่งผิงไฟกับแม่ยามอากาศหนาวมาเยือน แม่จะชอบแอบใส่หัวมันลงไปโดยไม่ให้ผมรู้ พอหัวมันสุกได้ที่ แม่ก็จะหยิบขึ้นมาโชว์ผมแล้วถามผมว่า
"เห็นมั๊ยครับว่านี่อะไร"แล้วแม่ก็จะหัวเราะอย่างชอบใจ ที่เห็นดวงตาของผมแฝงไปด้วยความดีใจ

เสียงหัวเราะของแม่ในตอนนั้นทำให้อากาศหนาวหมดความหมาย และกลายเป็นไออุ่นจากแม่ที่เข้ามาแทนที่ แต่สำหรับค่ำคืนนี้ใจของแม่คงร้อนรุ่มมากกว่ากองไฟ เมื่อไม่รู้ว่าลูกชายอยู่ที่ไหน และจะกลับบ้านเมื่อไร หากมีเพียงแต่เธอ หญิงสาวของโชคชะตาเพียงผู้เดียวที่รู้ว่าผมอยู่ที่ไหน แต่เธอก็ทำได้เพียงอวยพรให้ผมเดินทางและกลับมาอย่างปลอดภัย
"เดินทางและกลับมาอย่างปลอดภัยนะ ฉันจะรอคุณ ดูแลตัวเองดีๆ ละ"นั่นคือถ้อยคำผ่านตู้โทรศัพท์สาธารณะที่ผมโทรไปหาเธอ หลังจากที่ผมออกจากบ้านมาโดยไม่ได้บอกใครเลย

เมื่อข้าวในหม้อสนามสุกได้ที่ ไม่นานนัก เสบียงต่างๆ ที่เราเตรียมมาก็ได้ทำหน้าที่ของมันอย่างเต็มตัว ข้าวหม้อสนาม 2หม้อ น้ำพริกอ่อง มาม่าต้มยำกุ้ง กุนเชียงที่ทอดบนฝาของหม้อสนามถูกจัดสันปันส่วนไปตามความหิวของแต่ละคน

พี่ตาซาแบ่งข้าว และกับข้าวบางส่วนใส่ลงในใบไม้ที่เด็ดมา พร้อมกับจุดเทียนปักลงไปแล้วนำไปวางไว้ใต้ต้นไม้ คล้ายกับเป็นการเชิญเจ้าป่าเจ้าเขาให้มาคุ้มครองเราตลอดการเดินทางในครั้งนี้ นี่คือความเชื่ออย่างหนึ่งที่พวกนายพรานปฏิบัติสืบทอดกันมา พี่ตาซาบอกกับผมอย่างนั้น
ตามกำหนดการที่วางไว้ คืนนี้หลังจากกินข้าวเสร็จ พี่ตาซาจะพาเราขึ้นไปซุ่มถ่ายรูปเม่นกัน โดยจุดที่เราจะซุ่มดูเม่นนั้น อยู่ห่างจากที่พักของเราประมาณ 300เมตร

ไม่นานนักปมเชือกที่รัดแน่นของปลายเปลก็ถูกคลายลง เพื่อไปผูกยังต้นไม้ต้นอื่นอันเป็นฐานที่มั่นใหม่ในการส่องดูเม่นได้อย่างถนัดตาจากคำแนะนำของพี่ตาซา
เปลหกเปลถูกผูกไว้กับต้นไม้ คล้ายวงกลมที่โอบล้อมเส้นทางเดินของเม่น โดยที่ไม่มีใครคาดคิดว่า จุดที่ผมผูกเปลนั้น จะเป็นจุดที่อยู่ใกล้รังเม่นมากที่สุด รวมไปถึงเหตุการณ์ต่างๆที่คาดไม่ถึง หากว่าเราต้องเผชิญ แม้กระทั่งพี่ตาซาเองก็ตามที

พูดง่ายๆ ก็คือ ผมเป็นด่านแรก หากว่ามีการปะทะเกิดขึ้น ซึ่งมันก็ทำให้ผมอดหวั่นใจไม่ได้ หากว่าเกิดอะไรขึ้นมาจริงๆ

ผมไม่รู้ว่าเวลาเดินผ่านพวกเราไปนานเท่าไร ระหว่างที่นอนรอถ่ายรูปเม่นอยู่นั้น ผมซึ่งไม่มีหน้าที่อะไรนอกจากการเฝ้ามอง จึงทำได้แต่นอนนิ่งๆ มองดูดาวบนท้องฟ้าอยู่ในเปล โชคดีที่คืนนี้เป็นคืนเดือนมืด ประกอบกับสภาพของป่า เลยทำให้เหมือนคืนเดือนมืดสองคืนในคืนเดียวกัน มันมืดถึงขนาดที่ว่ามองไม่เห็นแม้กระทั่งถุงเท้าสีขาวที่ผมใส่มา หากจะมีแสงสว่างบ้างก็เป็นเพียงแสงจากไฟฉาย ที่พี่ตาซาฉายมาเป็นระยะๆ เพื่อให้สัญญาณกับพี่เด่นเวลาที่เห็นเม่นออกมาจากรัง
เปลของพี่เด่นอยู่ใกล้กับแจ้งเช่นเดียวกับพี่ตาซา ตามมาด้วยไผ่และหลง มีเพียงผมคนเดียวเท่านั้นที่ไม่ได้อยู่ใกล้ใครเลยเป็นพิเศษ และเนื่องจากต้นไม้ที่ผมเลือกผูกเปลยังไม่ใช่ต้นไม้ที่โตเต็มไวนัก การขยับตัวแต่ละครั้งจึงทำให้ยอดไม้สั่นไหวอยู่เสมอ

แน่นอนว่าหากไม่สังเกตก็คงไม่มีใครรู้ แต่สำหรับเจ้าบ้านอย่างเม่นที่พวกเรามาซุ่มดู กลับถือว่าเป็นสัญญาณเตือนภัยอย่างดีเยี่ยมจากผู้บุกรุก หนทางเดียวที่ผมทำได้จึงเป็นการสถิตร่างของตัวเองเข้ากับเปลอย่างไม่ไหวติง

นิ่ง สงบ และรอคอย สามอย่างนี้เป็นวิธีเดียวที่จะทำให้พวกเราพบกับเจ้าบ้านได้มากที่สุด แต่ระหว่างที่นอนรออยู่ก็ได้ยินเสียงของคนสองคนพูดคุยกันดังขึ้นเข้ามาเรื่อยๆ ซึ่งมันคงไม่ใช่เรื่องแปลกใจมากนัก หากว่าเจ้าของเสียงนั้นเป็นเสียงของพวกเรา แต่นี่มันไม่ใช่ และกลับเป็นเสียงของคนอื่นที่ไม่รู้จัก รวมไปถึงจุดประสงค์ในการมา

เสียงที่ดังเข้ามาเรื่อยๆ ทำให้รู้ว่า เส้นทางที่สองคนนั้นเดินเข้ามาคือเส้นทางเดียวกับที่พวกเราซุ่มดูเม่นอยู่ และยิ่งเสียงนั้นเข้ามาใกล้มากเท่าไรก็ยิ่งทำให้พวกเราแน่ใจว่าไม่ใช่เสียงของคนไทยแน่นอน

เมื่อฟังอย่างแน่ใจแล้วว่าไม่ใช่เสียงของคนไทย มันจึงทำให้ผมอดหวั่นใจไม่ได้ว่า เจ้าของเสียงสองคนนั้นอาจจะเป็นทหารพม่าหรือไม่ก็พวกล่าสัตว์ ซึ่งยามค่ำคืนอย่างนี้หากมีอะไรผิดปกติ แน่นอนว่าสองคนนั้นคงไม่ลังเลใจที่จะเหนี่ยวไกปืนเป็นแน่แท้
"ปัง!" เสียงปืนที่ดังขึ้นมาหนึ่งนัดสะกดให้เสียงทั้งปวงในผืนป่าเงียบสงบลงได้ในพริบตาเดียว เหมือนไร้ซึ่งลมหายใจ และถ้าต้องเผชิญหน้ากับเจ้าของเสียงสองคนนั้นจริงๆ ผมเป็นคนแรกที่จะต้องเผชิญกับลูกปืนก่อนคนอื่นๆ

เมื่อคิดได้เช่นนี้ ร่างทั้งร่างของผมจึงคล้ายสถิตเข้ากับเปลแน่นิ่งมากกว่าเดิมจนลืมหายใจไปชั่วขณะ จะมีส่วนที่ขยับบ้างก็เพียงเม็ดเหงื่อที่ผุดขึ้นมาให้เปลเปียกชื้น ทั้งๆ ที่อากาศตอนนั้นก็หนาวจับใจอยู่แล้ว

เสียงใบไม้แห้งที่อยู่บนพื้นทำให้ผมรู้ว่า มีใครสักคนหนึ่งกำลังเดินมาทางเปลที่ผมนอนอยู่ ผมรู้สึกกลัวขึ้นมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แล้วคิดว่าหากเป็นพวกทหารพม่า หรือพวกล่าสัตว์ขึ้นมาจริงๆ ผมคงไม่รอดแน่นอน

ในเศษเสี้ยวเวลาระหว่างความเป็นและความตาย ผมจึงถามตัวเองว่า ทำไมผมต้องมาอยู่ตรงนี้ ทั้งๆ ที่ผมเลือกได้ที่จะไม่มา หรือว่าแท้จริงแล้ว นี่คือสิ่งที่โชคชะตาเป็นผู้กำหนด และผมต้องเป็นผู้เผชิญ

ทุกๆ คนต่างก็ตกอยู่ในชะตากรรม และสถานการณ์เดียวกัน แต่ผมเองกับรู้สึกว่าผมกำลังต่อสู้อยู่กับความหวาดกลัวเพียงลำพังมากกว่า ผมหยุดหายใจสวนทางกับน้ำตาของความหวาดกลัวที่ไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว แต่คงจะเทียบอะไรไม่ได้เลยกับสายธารของความสูญเสียที่แม่มีต่อลูกชายคนหนึ่ง หากว่าลูกชายต้องหายไป แล้วพรากจากกันชั่วนิรันดร

ก่อนที่ความกลัวจะทำให้ผมคุมสติของตัวเองไว้ไม่อยู่ ผมภาวนาให้พี่สาวของผมที่จากไป เฝ้าปกป้องดูแลผมอยู่ข้างกายไม่ห่าง พลันในใจที่สัมผัสได้ถึงความคุ้มครอง ความหวาดกลัวก็ค่อยๆ จางหายไปพร้อมๆ กับเสียงของสองคนนั้นที่เงียบหายไป รวมไปถึงเสียงของฝีเท้าที่ได้ยิน

เวลาผ่านไปนานพอสมควรจนพี่ตาซาส่งสัญญาณเรียกพี่เด่น ร่างทั้งร่างของผมจึงคล้ายถูกปลดออกจากพันธนาการของโซ่ตรวนแห่งความหวาดกลัว เมื่อพี่เด่นส่งเสียงกระซิบมาเบาๆ ว่า
"ไม่มีอะไรแล้ว ปลอดภัยแล้ว"
เวลาเดินผ่านไปท่ามกลางลมหายใจของผืนป่าที่กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งหนึ่ง เปลที่ผมนอนอยู่ยังคงชุ่มเหงื่อไม่จางหาย ผมมองดูนาฬิกาเรือนละ150บาทบนข้อมือ ที่บ่งบอกว่าตอนนี้เป็นเวลา 5ทุ่มกว่า จาก1ทุ่มที่พวกเราขึ้นมา และมันก็กินเวลาไปถึง 5ชั่วโมงกว่าๆ ที่พวกเราได้แต่นอนนิ่งๆ อยู่ในเปลโดยไม่ได้เห็นเม่นสักตัว แต่ถ้าเทียบกับร่างกายที่ยังขยับได้ก็ถือว่าคุ้มเกินคุ้ม

เมื่อเห็นว่าหากคอยต่อไปก็อาจเสียเวลาเปล่า และคงไม่ได้ภาพเม่นไปฝากเด็กๆ พี่เด่นจึงชวนพี่ตาซากลับไปยังที่พัก และผมเองก็เห็นดีด้วย โดยมีพี่ตาซาเดินนำหน้าเหมือนเดิม ยิ่งตอนที่ขึ้นมาว่าเป็นทางที่ลำบากแล้ว ขากลับซึ่งต้องเดินท่ามกลางความมืดจึงไม่ต้องคิดเลยว่ามันจะลำบากแค่ไหน

เมื่อไปถึงที่พัก กองไฟที่ขาดฟืนจึงมอดลงอย่างเห็นได้ชัด ทันทีที่กองไฟโชนตัวขึ้นอีกครั้ง เสบียงและสัมภาระต่างๆ จึงถูกสำรวจทันที โชคดีที่ไม่มีอะไรหาย และทุกอย่างก็คลี่คลายลงไปมาก
"สงสัยพวกมันคงไปอีกทางมั้งพี่" แจ้งบอกกับผมแล้วมาช่วยผูกเปลเหมือนเดิม

พวกเราต่างพุดคุยถึงเรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้น เสียงของสองคนนั้นที่พวกเราได้ยินนั้นไม่ใช่ทหารพม่า แต่เป็นเสียงของพวกล่าสัตว์ ซึ่งในยามค่ำคืนที่ไม่รู้ว่าใครเป็นใครอย่างนี้ พวกเราก็ไม่ควรเสี่ยงที่จะเปิดเผยตัว ส่วนเสียงฝีเท้าที่ผมได้ยินนั้น แท้จริงแล้วคือเสียงของหมีควายไม่ใช่เสียงเดินของคน โชคยังดีที่มันคงได้กลิ่นคนซึ่งมันเองก็รู้ว่าควรจะหลีกเลี่ยงมากกว่าเผชิญ จึงเปลี่ยนใจเดินไปทางอื่น
"หมีควายเลยเหรอพี่" ผมถามพี่ตาซาเพราะเคยได้ยินความดุร้ายของมันจากพี่เด่นมาบ้าง
"ตัวใหญ่มากไหม" ผมยังไม่หายสงสัย
"ประมาณสองเมตร ถ้าเป็นตัวเดียวกับที่ผมเจอเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว" พี่ตาซาบอกด้วยสีหน้าที่นิ่งเฉย
"แล้วตอนที่พี่เจอพี่ทำไงละ"
"ผมก็วิ่งสิ"
"แล้วถ้าไอ้สองคนนั้นเป็นทหารพม่าละ พี่จะทำไง"
"ผมวิ่งก่อนเลยไม่อยู่ให้มันยิงหรอก" พี่ตาซาพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง แล้วก็ไม่มีท่าทีว่าจะพูดเล่นเลยสักนิดเดียว

ท่ามกลางกองไฟที่โชนตัวขึ้นอีกครั้ง และเสียงร้องของเม่นที่ส่งเสียงร้องออกมาให้เราได้ยินเป็นระยะ ระหว่างความเป็นและความตายท้ายที่สุดแล้ว บางครั้งเราก็คงเลือกที่จะเอาตัวรอดมากกว่าช่วยเหลือคนอื่น ผมฟังพี่ตาซาพูดแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ
คืนนี้ผมมาทำอะไรอยู่ที่นี่...

สายลมหนาวในเช้ามืดพัดผ่านมาอย่างเอื่อยเฉื่อย
ผมลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งในเช้าวันใหม่ ผืนป่าในยามเช้ากลับมางดงามอีกครั้งหนึ่ง เช่นเดียวกับผมที่มีอายุเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งวัน

พี่เด่นกับแจ้งเดินกลับมาจากไปถ่ายรูปนก ส่วนพี่ตาซานั่งมวนบุหรี่อยู่บนโขดหินข้างๆ ลำธาร ขณะที่ไผ่ยังคงนอนซมเพราะไข้ที่เริ่มขึ้น
หลังอาหารมื้อเช้าผ่านพ้นไป พวกเราออกเดินทางอีกครั้งโดยปราศจากไผ่ ซึ่งขอถอนตัวกลับลงไปเพราะรู้ว่าขืนฝืนเดินไปต่อคงได้ถูกหามกลับลงมาแน่นอน
เมื่อไม่มีไผ่พวกเราก็เร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นได้อย่างหมดห่วง พวกเราเดินๆๆๆ แล้วก็เดิน ยิ่งใกล้ยอดเขาแหลมมากเท่าไรความสมบูรณ์ของผืนป่าก็มีมากยิ่งขึ้น สังเกตได้จากระหว่างทางช่วงหนึ่งที่ต้องผ่านบริเวณถ้ำ ที่และทำให้พวกเราต้องค่อยๆ ลอดช่องหินช่องเล็กๆ ไปทีละคน

แจ้งเดินไปวัดความสูงของตัวเองกับขนาดของก้อนหินที่มีขนาดใหญ่กว่าตัวแจ้งอย่างเห็นได้ชัด และเนื่องจากบริเวณนี้มีลำห้วยเล็กๆไหลผ่าน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะพบเห็นตะไคร่เกาะอยู่ตามก้อนหินต่างๆ เยอะมาก พวกเราจึงอาศัยเส้นทางเส้นประจำของสายน้ำที่ไหลผ่านร่องหินเป็นตัวรับประกันความสะอาด เพื่อดับกระหายอีกทีหนึ่ง

ยิ่งเดินขึ้นไปสูงเท่าไร ต้นผึ้ง และต้นไทรใหญ่ที่มีขนาด 2-3 คนโอบก็เริ่มมีให้เห็นมากขึ้น พี่เด่นชี้ให้ผมดูรอยเล็บของหมีควายที่มาประทับรอยไว้ที่ต้นผึ้งต้นหนึ่ง
"รอยหมีควายไม่ใช่รอยเสือใช่ไหมพี่ตาซา" พี่เด่นถามพี่ตาซาเพื่อความแน่ใจ
"หมีควาย ถ้ารอยเสือต้องเดินไปอีกพักหนึ่ง" พี่ตาซาบอกกับพี่เด่น

ดูจากรอยของกรงเล็บที่ฝากไว้กับต้นผึ้งแล้ว หากโดนเข้าไปเต็มๆ โชคดีอาจแค่สลบ แต่โอกาสตายคงมีมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด ระหว่างเสือกับหมีควายร่องรอยของเขี้ยวเล็บ คงบอกถึงพละกำลัง และความดุร้ายได้เป็นอย่างดี ซึ่งผมก็ยังไม่อยากเจอหมีควายหรือเสือเลยสักตัวเดียว

ทุกครั้งที่ผ่านต้นไทรใหญ่พี่เด่นจะหยุดถ่ายรูปเสมอ เพราะเวลาถึงฤดูที่ต้นไทรใหญ่ออกลูก ที่นี่จะไม่ต่างอะไรกับร้านกาแฟของพวกบรรดาสัตว์ต่างๆ
นกชนิดต่างๆ ที่หาดูได้ยาก บางครั้งก็พบเจอได้ตามต้นไทรใหญ่เหล่านี้ เช่นเดียวกับพญากระรอก ที่กำลังเกาะแน่นิ่งอยู่บนยอดไม้จนเกือบจะอยู่ยอดบนสุด
กล้องส่องทางไกลที่ติดกระเป๋ามาด้วย จึงได้ทำหน้าที่ร่นระยะทางระหว่างผมและพญากระรอก ที่มันเองก็คงรู้ว่ามีสายตาของใครสักคนจับจ้องอยู่ แต่ทว่าปราศจากอันตรายที่จะคุกคามมัน และมันคงรู้ว่าต่างก็เป็นเพียงการผ่านพบที่ไม่ผูกพันกัน มันจึงเกาะนิ่งอยู่ที่เดิมให้ผมส่องดูจนพอใจ

ระหว่างทางที่เดิน พี่ตาซาชี้ให้ผมดูทางแยกทางหนึ่ง หากไม่มีประสบการณ์และความรู้ในชั่วโมงบินที่สูงพอสมควรก็จะไม่มีทางรู้เลยว่า ทางตรงนี้เป็นทางแยกที่สามารถตัดผ่านไปยังทางห้วยเมฆซึ่งเป็นทางที่สามารถเดินต่อไปยังชายแดนพม่าได้
"เดินไกลไหมพี่กว่าจะถึงพม่า" แจ้งถามพี่ตาซาอย่างสนใจถึงแม้ว่าตระกูลของแจ้งจะมีเชื้อสายกะเหรี่ยงก็ตาม
"ถ้าออกเช้าๆ ก็จะไปถึงประมาณ 4โมงเย็น" พี่ตาซาบอกแจ้งพลางเอามีดฟันกิ่งไม้เปิดทางที่เริ่มรกมากขึ้น

พวกเราเดินกันมาได้ไม่นานนักก็พบกับทางที่จะขึ้นไปสู่ยอดเขาแหลมได้แบบเส้นตรง ระหว่างที่นั่งพักแล้วกำลังคุยกับหลงอยู่เพลินๆ อยู่ๆ พี่ตาซาก็ส่งสัญญาณให้เงียบเสียงลง แล้วบอกว่า
"มีคนอยู่ใกล้ๆ แถวนี้ ดูจากรอยเท้าแล้วน่าจะเป็นคนละชุดกับเมื่อคืน"
"พี่รู้ได้ไง" ผมถามพี่ตาซาด้วยความสงสัย
"เขาใส่รองเท้าแบบเดียวกับที่พี่ใส่ พวกเมื่อคืนไม่ได้ใส่รองเท้าแบบของพี่" พี่ตาซาบอกถึงรอยรองเท้าแบบเดียวกันกับผม และวิธีสังเกตร่องรอยที่ช่วยเราได้มากในเรื่องของข้อมูล
"แล้วเขามาดีหรือเปล่าพี่" หลงถามพี่ตาซาแต่พี่ตาซาก็ไม่ได้ตอบอะไร พลางส่งสัญญาณที่มีเพียงพวกพรานเท่านั้นที่รู้กันว่า มาเที่ยวป่าอย่างเดียวไม่ได้มาทำอันตรายใคร

ความตึงเครียดระหว่างสองฝ่ายจึงคลี่คลายลงมากขึ้น เมื่อสองคนนั้นรู้ถึงจุดประสงค์ของพวกเรา สองคนนั้นบอกกับพวกเราที่เดินเข้าไปหาว่า เขาเข้าป่ามาหาหน่อไม้
"หาได้เยอะไหมพี่" แจ้งถามเขาทั้งสอง
"ยังไม่ได้เลยเพิ่งเข้ามาเอง" ชายหนึ่งในนั้นตอบแล้วส่งยิ้มให้ ขณะที่ผมสังเกตเห็นชายอีกคนหนึ่ง ทรุดตัวลงเอาปืนวางกับพื้นก่อนหน้าที่พวกเราจะเดินมาถึงไม่นานนัก

ถ้าไม่โง่เกินกว่าที่คิดก็พอจะเข้าใจได้ดีว่าอะไรเป็นอะไร เช่นเดียวกับพี่เด่นที่รู้ดีว่า ชายสองคนนี้เข้ามาล่าสัตว์มากกว่าหาหน่อไม้ แต่ก็ทำได้เพียงเก็บความรู้สึกที่จงเกลียดจงชังพวกล่าสัตว์เอาไว้ในใจ

หลังจากพูดคุยกับชายสองคนนั้นเสร็จ พวกเราเดินไปหยุดพักยังอีกที่หนึ่งใต้ต้นไม้ใหญ่ เนื่องจากต้องกจัดการกับมื้อเที่ยงทีนี่ก่อนจะขึ้นสู่ยอดเขาแหลมในช่วงบ่าย การหยุดพักบริเวณนี้จึงนับว่าเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมที่สุด

กองไฟกองเล็กๆ โชนตัวขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ไม่ห่างไกลจากลำห้วยเล็กๆ ที่แจ้งเอาขวดน้ำไปเติม ตรงข้างๆ ลำห้วยมีต้นบอนป่าขึ้นอยู่มากมาย อาหารมื้อนี้ของพวกเราจึงมีบอนป่าเป็นส่วนผสมด้วยไปในตัว และหลงเองก็ดูจะกระฉับกระเฉงกับการปรุงอาหารมื้อนี้เป็นพิเศษ ซึ่งพวกเราเองก็ไม่มีใครปฏิเสธเมนูใหม่ๆ ของหลง
เสียงปะทุของกองไฟปะทุดังขึ้นมาเป็นเรื่องปกติระหว่างที่พวกเรานั่งกินข้าว
"ปัง!" เสียงปืนดังขึ้นมาหนึ่งนัดจนทำให้เสียงปะทุของกองไฟเบาลงไปโดยปริยาย
"มันคงหาหน่อไม้ของมันเจอแล้ว" พี่เด่นพูดด้วยสีหน้าที่บึ้งตึงอย่างเห็นได้ชัด แล้วพวกเราก็กินข้าวต่อ ปล่อยให้เสียงปืนนั้นเงียบหายไปกับสายลม

หลังจากกินข้าวกันเรียบร้อยแล้ว ก่อนจะออกเดินทางกันต่อ พี่ตาซากำชับพวกเราว่าให้เตรียมน้ำให้พร้อม เพราะจากยอดเขาแหลมหากว่าน้ำหมด คงไม่ใช่เรื่องสนุกที่จะต้องเดินลงมาเติมน้ำกันอีก

จากนี้ไปทางที่จะไปสู่ยอดของเขาแหลมจึงเป็นทางที่พวกเราต้องแบกขวดน้ำที่มีน้ำอยู่เต็มทุกขวดไปด้วย และไม่สามารถจะไต่เลาะไปตามตีนเขาได้เหมือนทางที่ผ่านๆ มา การเดินบนพื้นที่สูงชันอย่างนี้ ขนาดของหัวใจจึงสำคัญมากกว่าขนาดของแรงกายที่มีอยู่

พี่ตาซายังคงใช้มีดฟันเปิดทางไปตลอดเวลา ปีที่แล้วเกิดไฟป่าจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะพบเห็นร่องรอยของต้นไม้ที่ถูกไฟไหม้ ยิ่งสูงขึ้นเท่าใดลักษณะของต้นไม้ก็เปลี่ยนไปมากเท่านั้น ต้นไม้บนเขาจึงมีลักษณะใบที่เล็ก และลู่ลมมากกว่าต้นไม้ที่อยู่ข้างล่างเป็นพิเศษ เงื่อนไขแวดล้อมจึงบีบรัดธรรมชาติให้ปรับสภาพเพื่อที่จะดำรงอยู่ต่อไป ผิดต่างกันกับผม ที่ยกมือขึ้นปาดเหงื่อมากกว่าเดิม พลางหันไปมองดูความเขียวขจีอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าเป็นระยะๆ ก่อนที่จะมุ่งหน้าเดินขึ้นสู่ยอดของเขาแหลมต่อไป

ยิ่งสูงยิ่งหนาวหลายคนบอกอย่างนั้น แต่สำหรับผมยิ่งสูงนอกจากจะยิ่งหนาวแล้ว น่าจะเพิ่มคำว่ายิ่งเหนื่อยเข้าไปด้วยมากกว่า ยิ่งสูง ยิ่งหนาว และยิ่งเหนื่อย ผมเองก็ไม่รู้ว่าชะตากรรมใดที่ขับต้อนให้ผมต้องมาเผชิญกับความสูงชันเขาแหลมอยู่ในตอนนี้

การก้มหน้ามองพื้นอย่างเจียมตัวแล้วไม่แหงนหน้ามองยอดเขา เพราะมันจะทำให้เราท้อเมื่อเราเอาขนาดของตัวเองไปเปรียบเทียบกับขนาดของภูเขาที่เราเผชิญหน้าอยู่ จึงถูกท่องขึ้นในใจอย่างเงียบๆ ระหว่างเก้าต่อเก้าบนความสูงชัน ผมขยับปีกหมวกลงบังแสงแดดของดวงตะวัน ที่คล้ายกับส่องแสงต้อนรับผู้มาเยือนอย่างพวกเรา

เมื่อไปถึงยอดเขาแหลม เครื่อง GPS ของพี่เด่น วัดความสูงได้ที่ระดับ 1,030เมตร จากระดับน้ำทะเล ซึ่งเป็นจุดที่สูงที่สุดของเขาแหลมเท่าที่คนจะเดินไปได้ แต่พรุ่งนี้เราก็คงต้องลงมาจากความสูงที่ยืนอยู่ ไม่นานนักพวกเราก็ได้ต้นไม้ที่อยู่ติดกัน 3-4 ต้นซึ่งอยู่ไม่ห่างจากที่ๆ ยืนอยู่เป็นที่ผูกเปลในการค้างแรมยามค่ำคืน
ขณะที่ทุกคนแยกย้ายกันไปสำรวจพื้นที่บนยอดเขาแหลม ผมเองกลับถูกชีวิตอันเหนื่อยล้าระหว่างทางก่อนขึ้นมาบนยอดเขาแหลมขับกล่อมจนหลับคาเปลที่ผูกด้วยฝีมือของตัวเอง รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอีกทีก็ไม่พบกับใครเลย นอกจากตัวเอง และแสงสุดท้ายของดวงตะวัน

กว่าทุกคนจะกลับมาดวงตะวันก็คล้ายจะลับเหลี่ยมเขาไปเสียแล้ว แต่ก็ยังพอมองเห็นทิวทัศน์ในตอนเย็น จากจุดที่ผมยืนอยู่หากมองข้ามไปอีกหุบเขาหนึ่ง จะเป็นห้วยเมฆที่พี่ตาซาบอกว่าคือเส้นทางที่ใช้เดินไปชายแดนพม่าได้ พี่ตาซาก็ชี้ไปยังหุบเขาอีกหุบหนึ่งที่เมื่อก่อนเคยเป็นที่ๆ กองกำลังกะเหรี่ยง God army เคยอาศัยอยู่ และหากเป็นเมื่อ 3 ปีที่แล้ว เราคงได้เป็นศพก่อนจะได้มายืนอยู่ตรงนี้แน่นอน

ค่ำคืนของความมืดมิดกลับมาเยือนอีกครั้ง พร้อมกับความเย็นยะเยือกที่มีมากขึ้นกว่าเดิม พวกเราเลือกที่ค้างแรมที่ไม่ใกล้ทางลมจากหน้าผามากนัก แต่ประสบการณ์จากความเหน็บหนาวอันเย็นยะเยือกคราวนี้ ก็สอนให้พวกเรารู้ว่า ถ้าผูกเปลให้ห่างทางลมได้มากกว่านี้ก็จะดีมากไม่ใช่น้อย และคนที่ต้านความหนาวของลมไม่ไหวก็คือ พี่ตาซาที่เลือกปลดเปลลงแล้วนอนข้างๆ กองไฟมากกว่า

เปลวไฟเต้นระบำในช่วงเวลาเดียวกันกับที่สะเก็ดไฟลอยละลิ่วหายวับไปกับตา และมีเพียงควันไฟเดินไปส่งจนสุดทาง ก่อนจะเลือนหายไปในอากาศ
ท่ามกลางกองไฟของค่ำคืนนี้ พวกเราทุกคนต่างอ่อนล้าไม่มากหรือน้อยไปกว่ากัน แต่เสน่ห์ของกองไฟยังคงตรึงไว้ซึ่งถ้อยคำของมิตรภาพจากประสบการณ์การเดินทางของแต่ละคน

ตลอดระยะทางที่ผ่านมาผมรู้สึกผูกพันกับกองไฟไปโดยไม่รู้ตัว เศษกิ่งไม้ที่หามาได้ถูกใส่ลงไปในกองไฟทีละกิ่งทีละกิ่ง คงต้องยอมรับว่าคนเดินป่ากับกองไฟเป็นของคู่กัน การล้อมวงอยู่ข้างกองไฟจึงนับว่าเป็นความรื่นรมย์อย่างหนึ่ง แต่สำหรับผู้ที่อยู่เพียงลำพังกับกองไฟกลับกลายเป็นอีกความหมายหนึ่งที่เปลี่ยวเหงา และเขาผู้นั้นคงได้แต่ภาวนาให้ถึงพรุ่งนี้เช้าเร็วๆ แม้ว่าจะเป็นพื้นที่ใกล้กองไฟเหมือนกัน แต่ท่วงทำนองความรู้สึกกลับแตกต่างกันมากเหลือเกิน กองไฟและชีวิตในป่าจึงคล้ายสอนให้ผมรู้จักกับบางส่วนของชีวิตที่ขาดหายไป

ผมเงยหน้ามองดูท้องฟ้า พระจันทร์ในคืนนี้ยังคงตามดาวอยู่ห่างๆ และเรียงร้อยตัวเองให้อยู่ระหว่างช่องว่างของความพอดี ห้วงยามของความหมายจึงคล้ายกับว่า จะนานเท่าใดพระจันทร์ก็ไม่เคยได้ใกล้ชิดดวงดาว หากเพียงแต่ทำได้ดีที่สุดคือ รักษาระยะห่างซึ่งกันและกันไว้ เพื่อให้ได้อยู่เคียงข้างกันไปตลอด ซึ่งบางครั้งจะว่าไปแล้ว ก็ไม่ต่างอะไรกันนักชีวิตคู่ของคนเรา

ความมืดมิดของค่ำคืนนี้งดงามอย่างสง่าและสงบ มีเพียงเสียงปะทุของกองไฟที่นานๆ จะดังขึ้นสักทีหนึ่ง คล้ายๆ กับเป็นเสียงขับกล่อมยามหลับนอน แต่ทว่าผมกลับนอนไม่หลับ ค่ำคืนนี้ของผมจึงยาวนานเป็นพิเศษ และทำได้เพียงนั่งมองกองไฟร่ายรำด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ไม่ไหวติง นานเท่านานแล้วที่ผมไม่เคยรู้สึกสงบเช่นนี้มาก่อน

เมื่อเห็นว่าผมยังไม่หลับ แจ้งจึงลุกขึ้นมานั่งคุยเป็นเพื่อนผมข้างๆ กองไฟ แจ้งเป็นเด็กกะเหรี่ยงโดยเชื้อสาย แต่เกิดและโตที่ประเทศไทยเช่นเดียวกับหลงและไผ่ แจ้งมีทักษะพิเศษมากมายไม่ว่าจะเป็น ซ่อมรถ เล่นดนตรี แต่งเพลง ฯลฯ แต่ที่ดูจะโดดเด่นมากที่สุดก็เห็นจะเป็นทักษะทางด้านการแสดงละครใบ้ ที่ใครได้เห็นแจ้งเล่นแล้วก็จะอดประทับใจไม่ได้
"คนญี่ปุ่นเขาสอนผม โชคดีที่ละครใบ้มันไม่ต้องพูด กะเหรี่ยงกับญี่ปุ่นเลยไม่ต้องตีกัน อีกอย่างผมก็สนใจละครใบ้มานานแล้วด้วย" คนที่ถ่ายทอดละครใบ้ให้กับแจ้งก็มีชื่อว่า ‘ยามาดะ’ นักแสดงละครใบ้ชาวญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง

กองไฟที่ขาดเชื้อเพลิงเริ่มมอดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่แจ้งก็ยังคงเล่าเรื่องราวของตัวเองต่อไป
"อยากเป็นผู้นำ อย่าร้องไห้ให้ใครเห็น" ผมบอกกับแจ้งเมื่อแจ้งบอกถึงความมุ่งหมายของชีวิตในบางอย่าง
ผมเชื่อว่าต่อให้เราเข้มแข็งแค่ไหน เราทุกคนต่างก็ล้วนมีด้านที่อ่อนโยนของชีวิตปิดบังอยู่ หากเพียงแต่ภาระหน้าที่และบทบาทที่ได้รับ กลับบีบบังคับให้เราซ่อนส่วนนั้นลึกลงไปข้างใน

แจ้งเล่าเรื่องทุกเรื่องของตัวเองเท่าที่จะนึกได้ไม่เว้นแม้กระทั่งเรื่องของความรัก หญิงสาวของแจ้งต้องเข้าไปทำงานในเมืองที่ต่างจังหวัด นานๆ ถึงจะได้เจอกันสักครั้งหนึ่ง ประกอบกับเงินค่าโทรศัพท์ที่เสียไปในช่วงแรกๆ คล้ายกับจะเป็นเหมือนสิ่งฟุ่มเฟือยยิ่งนัก เมื่อทั้งสองยังไม่สามารถดูแลตัวเองได้ดีเท่าที่ควร การหาเงินเพื่อมาโทรศัพท์หากันและกัน จึงคล้ายเป็นอุปสรรคอย่างหนึ่ง แต่ผมเชื่อว่าทุกครั้งที่ทั้งสองต่างได้ยินเสียงซึ่งกันและกัน มันคือช่วงเวลาของความสุข
"แล้วเราทำไงละ" ผมถามแจ้งถึงวิธีสานสายใยที่มีต่อหญิงสาวที่แจ้งรัก
"เขียนจดหมายไงพี่" แจ้งบอกกับผมแล้วยิ้มให้อย่างมีความสุขเมื่อได้พูดถึงหญิงสาวของตัวเอง แล้วถามผมกลับมาว่า
"ถ้าเป็นพี่ละจะทำอย่างไร"

ผมนิ่งเงียบ และนั่งคิดอยู่ชั่วขณะ ระหว่างระยะทางที่แสนไกลของผม และหญิงสาวที่ผมรัก ผมคงเลือกที่จะย่นระยะทางลงด้วยการคิดถึงเธออยู่เสมอ และเพียงหลับตาลงเธอก็จะมายืนอยู่ข้างๆ ผม บางครั้งห้วงเวลา ระยะทาง และตัวตน จึงเป็นเงื่อนไขที่แยกกันไม่ออกในการเข้าถึงความงดงามของเธอ เรื่องราวในโลกของถ้อยคำ และความเป็นจริงนั้น จึงเป็นสิ่งที่ผมควรจะเรียนรู้ แม้ว่าพระจันทร์จะไม่มีโอกาสได้ใกล้ชิดดวงดาวเลยก็ตาม ผมกับแจ้งนั่งคุยกันจนต่างคนต่างหลับไปในที่สุด

คืนเปลี่ยนและวันผ่าน กาลเปลี่ยนปรวนแปร แสงแรกของดวงตะวันกับสายหมอกยามเช้าที่ไล่เลื้อยไปตามภูเขา ทำให้ภาพทิวทัศน์เบื้องหน้าดูนวลเนียนมากขึ้น
เมื่อคืนผมเป็นคนสุดท้ายที่เข้านอน และแน่นอนว่าเช้านี้ผมก็เป็นคนสุดท้ายที่ตื่น
"เป็นไงอากาศดีไหม"พี่เด่นถามผมที่กำลังงัวเงียขึ้นมาชมแสงแรกของวัน

หลังอาหารมื้อเช้า และความมอดไหม้ของกองไฟที่ค่อยๆ ดับลง เมื่อเก็บสัมภาระและเคลียทุกสิ่งทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว พี่ตาซาพาพวกเราไปยังหน้าผา ตรงจุดที่เป็นมุมที่พวกเรามองเห็นความงดงามจากยอดเขาแหลมได้สวยที่สุด ระหว่างทางที่พวกเราต้องลงไปข้างล่าง มีทางอยู่ช่วงหนึ่งที่เราต้องข้ามไปทีละคนและต้องทำตัวให้แนบชิดกับหน้าผา

ทุกคนผ่านไปหมดแล้ว เหลือเพียงแต่ผมคนเดียวที่กำลังรู้สึกว่าทุกย่างก้าวบนความสูงชันของหน้าผา มันช่างห่างไกลกันเหลือเกิน ผมพยายามทำตัวให้แนบชิดกับหน้าผามากที่สุด เพราะหากตกลงไปคงไม่เหลือเรี่ยวแรงและลมหายใจที่จะปีนขึ้นมาแน่นอน

แต่จนแล้วจนรอด ผมก็ลืมตัวเป็นห่วงกล้องส่องทางไกลที่แขวนอยู่ตรงคอ จนเผลอโก่งตัวขึ้นมา ทั้งๆ ที่มืออีกข้างหนึ่งไม่ได้ยึดเกาะอะไรไว้เลย
เพียงเสี้ยววินาทีหายนะก็ฉุดผมลงไปยังเบื้องล่างของความตาย จนแจ้งที่ยืนรอผมอยู่ข้างล่างร้องออกมาอย่างตกใจเมื่อเห็นตัวผมครูดลงมา

เมื่อรู้ว่าโอกาสรอดสุดท้ายในชีวิตมีไม่มากนัก ภายในเสี้ยววินาทีนั้นผมจึงตัดสินใจแนบตัวลงกับพื้น เอาขายันพื้นหินด้วยรองเท้าปีนเขายี่ห้อดาวเรืองคู่ละ40บาทที่ซื้อมาจากตลาดนัดกะเหรี่ยง แล้วรีบคว้าแง่งหินที่พอจะจับได้ยึดไว้เพื่อช่วยพยุงตัวอีกทีหนึ่ง

ฉับพลันที่ผมกลับมาเป็นนายของร่างกายอีกครั้ง ผมจึงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ แล้วค่อยๆไต่เลาะระดับลงมาอย่างคนหมดสิ้นซึ่งเรี่ยวแรง กล้องส่องทางไกลเป็นรอยขีดข่วนจากการลื่นไถลลงมาของผมอย่างเห็นได้ชัด แต่คงเทียบอะไรกับรอยแผลเป็นในใจของทุกคนไม่ได้ หากว่าผมต้องตกลงไปยังข้างล่างหน้าผาแล้วไม่มีวันกลับมา

หลังจากผ่านพ้นจากเหตุการณ์นี้ไปแล้ว ทุกคนดูจะตกใจในสิ่งที่เกิดขึ้นกับผมมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะแจ้งที่บอกกับผมด้วยสีหน้าที่ซีดว่า
"ผมนึกว่าพี่จะเสร็จซะแล้ว"
ผมยิ้มให้กับแจ้งและทุกคน แล้วบอกกับแจ้งว่า
"ก็คิดว่าคงไม่รอดเหมือนกัน ดีนะได้ดาวเรืองช่วยชีวิตไว้"
แล้วผมก็ค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งยังโขดหินที่เป็นจุดๆ เดียวกัน หากว่าผมพลัดตกลงมา แต่โชคยังดีที่ตอนนี้ผมยังมีลมหายใจ และบังคับร่างกายให้เดินไปจากโขดหินก้อนนี้ได้

เมื่อได้ผ่านพ้นการคาบเกี่ยวระหว่างความเป็นและความตาย มันจึงทำให้ผมได้เรียนรู้ว่า สติเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในช่วงเวลาเพียงเสี้ยววินาที
ทันทีที่พี่ตาซาส่งสัญญาณให้เดินต่อ ผมถอนใจออกมาเฮือกใหญ่ๆ ขยับเป้บนหลังให้แน่นขึ้น พร้อมๆ กับประสบการณ์ใหม่จากการเดินทางที่ได้เรียนรู้เพิ่มขึ้นมาว่า
การเดินทางมาเยือนภูเขาในแต่ละครั้งไม่ว่าจะที่ไหนๆ ก็ตาม ความหมายมันอยู่ที่ขาลงมากกว่า และถึงแม้การเดินทางจะคล้ายการพลัดพรากอย่างหนึ่ง แต่ผมก็ไม่เคยคิดจะปฏิเสธมัน…