Tuesday, May 27, 2008

หลงรักลิดา


แด่ ลิดา
ท่ามกลางความสับสนวุ่นวาย
เรื่องราวต่างๆ ของชีวิตคนเมือง
ผมเพิ่งเข้าใจว่า
ความบริสุทธิ์ที่สุดในโลกใบนี้
คือแววตาของเด็กน้อยที่เพิ่งลืมตาดูโลก
ขอบคุณลิดา
ที่สอนให้น้า กลับมาเป็นคนเดิม
วิภพ ล้อมเขต

Friday, April 25, 2008

กราบขออภัย


ก่อนอื่นเลยต้องขอกราบอภัยเพื่อนๆ ที่รออ่านงานเขียนชิ้นต่อไปนะครับ
ช่วงนี้ผมห่างเหินการอัพบล็อกไปนานร่วมเดือน (หรืออาจจะมากกว่านั้น)
เหตุผลก็มาจากการทำงานและการได้พักผ่อนน้อย และอีกอย่างช่วงนี้ผมเริ่มเคร่งเครียดกับการเขียนนิยาย
เรื่อง 79 อยู่ จึงทำให้งานเขียนในบล็อกนี้ไม่ได้เดินหน้าเท่าที่ควร
มีเรื่องหนึ่งจะเล่าให้ฟังครับ คือเมื่อตอนงานสัปดาห์หนังสือฯ ที่ผ่านมา
มีน้องคนหนึ่งทักผมว่า ใช่พี่วิภพ หรือเปล่า
ผมก็พยักหน้าพร้อมกับความงง พยายามนึกว่าน้องคนนี้คือใคร
พอน้องเขาเฉลยถึงได้รู้แหละครับว่าเป็นน้องที่เคยเข้ามาอ่านงานในบล็อก
กลับบ้านไปวันนั้น เลยรู้สึกอยากเขียนหนังสือขึ้นมาทันที
นี่แหละครับ กำลังใจจากนักเขียนก็มาจากคุณผู้อ่านทั้งหลายนี่แหละครับ
ขอตัวไปทำงานประจำในฐานะมนุษย์เงินเดือนก่อนนะครับ
แล้วจะกลับมาอัพบล็อกในอีกไม่นานนี้ครับ
ปล.ฝนตก แดดร้อน รักษาสุขภาพกันถ้วนหน้านะครับ
วิภพ ล้อมเขต
กลางฝนครึ้ม
ออฟฟิศ ลาดพร้าว
25 เมษายน 2551

Sunday, March 02, 2008

ไกล



ไกล/วิภพ ล้อมเขต

ครั้งหนึ่งในความเป็นจริงของคำว่า ‘ชีวิต’ ทุกครั้งที่แหงนหน้ามองท้องฟ้าแล้วเห็นเครื่องบิน ผมมักจะนึกถึงความสัมพันธ์ของคู่รักที่ถึงคราวต้องห่างไกลกัน โดยมีระยะทาง กาลเวลา และความสับสนเป็นบททดสอบอยู่เสมอ


แน่นอนคำว่า ‘เดี๋ยวก็เลิกกัน’ มักจะเป็นคำพูดที่เรามักจะได้ยินอยู่บ่อยๆ จากปากของคนใกล้ตัว ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนหรือคนรู้จัก ยิ่งในช่วงที่ใจของเราต่างเปราะบางด้วยแล้วละก็ คงมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตัดสินใจตัดช่องน้อยแต่พอตัวเพื่อเดินไปหาไออุ่นที่ใกล้กว่า ในช่วงเวลาขณะที่อีกฝ่ายยังยืนรออยู่ที่เดิมไม่เคยคิดจะแปรเปลี่ยน เพียงเพื่อท้ายที่สุดแล้ว จะต้องพบเจอแต่ความว่างเปล่าก็ตาม


รุ่นพี่คนหนึ่งที่ออฟฟิศของผมผู้เคยใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศเป็นเวลาหลายปีบอกว่า คู่รักคู่ไหนที่อยู่ไกลกัน เรื่องที่จะเลิกกันนั้นเป็นเรื่องธรรมดา ถ้าไม่เลิกกันนี่สิถือว่าเป็นเรื่องแปลก


ผมในฐานะของผู้ชายไทยที่ไม่เคยไปเหยียบผืนดินต่างแดน ฟังแล้วก็ตกใจจนต้องถามกลับไปว่า เพราะอะไรถึงทำให้คำตอบของรุ่นพี่ออกมาเป็นเช่นนี้


"คนเราไปอยู่ต่างประเทศมันก็ตัวคนเดียว อากาศที่โน่นมันก็ดีกว่าบ้านเรา ไปยืนรอรถเมล์อากาศดีๆ บรรยากาศโรแมนติก เหงาๆ หน่อย สบตากัน ก็พบรักแล้ว"


ฟังดูอาจตลก แต่เหตุผลแบบนี้ก็มีใครหลายคนใช้เป็นข้ออ้างในการหาไออุ่นครั้งใหม่มานักต่อนักแล้ว และบางคนก็อาจจะตลกไม่ออก


"ก็นี่คือการรักตัวเองแบบหนึ่งไงละ" รุ่นพี่แย้ง เมื่อผมถามว่า แล้วทำไมถึงไม่คิดถึงความรู้สึกของคนรักที่รอคอยตัวเองอยู่บ้าง


ฟังดูอาจโหดร้ายในช่วงเวลาที่ต้องไกลกัน บนโลกของความรักที่เคยเป็นสีชมพูที่ต้องกลายเป็นสีเทา และไม่เหลือร่องรอยของวันวานที่เคยเป็นสีชมพู


ผมนึกถึงตัวเองในอดีต ครั้งเมื่อไปยืนรอรับคนที่ตัวเองรอคอยที่สนามบิน โดยที่ไม่ได้บอกเธอไว้ล่วงหน้าว่าผมจะมารับเธอ


แน่นอนว่าสิ่งแรกที่ผมอยากให้เธอรู้สึกแปลกใจ และสิ่งที่ผมต้องเผชิญคือเรื่องของความเสี่ยงที่อาจจะได้เจอเธอหรือไม่ได้เจอเธอเป็นอันดับแรก ส่วนเรื่องที่สองที่ตามมาก็คือ เมื่อผมพบเธอแล้ว ผมอาจจะเห็นภาพที่ไม่อยากเจอ แม้ว่าทุกอย่างจะเป็นเรื่องของความจริงตลอดระยะเวลาที่เราสองคนต้องไกลกัน โดยมีระยะทาง กาลเวลา และความสับสนเป็นบททดสอบ


ผมยืนรอเธออยู่นานเท่านาน แต่สุดท้ายเวลาของเราสองคนก็คลาดเคลื่อน จนทำให้ไม่ได้พบกัน
เหตุการณ์ในวันนั้นผ่านมานานเท่านานจวบจนถึงปัจจุบัน ผมก็ยังไม่เคยมีโอกาสได้พบเธออีกเลย มีเพียงแค่เสียงตามสาย ที่ค่อยๆ ห่างไกลกันบนถนนของความรู้สึกเข้าไปทุกที


"เวลามองขึ้นไปบนฟ้า ฉันนั้นเห็นแต่ภาพเธอ อยู่ไกลกันสุดสายตา..."


ทุกครั้งที่ได้ฟังเพลงนี้ ผมมักจะนึกถึงช่วงเวลาที่ตัวเองเคยรอคอยใครคนหนึ่ง และยังคงเชื่ออยู่เสมอว่า


ตราบใดที่ยังรักและเชื่อใจกัน เมื่อถึงคราวที่ต้องเผชิญกับความห่างไกล โดยมีระยะทาง กาลเวลา และความสับสนเป็นบททดสอบ ถ้าข้ามผ่านมันไปได้ สิ่งเหล่าจะช่วยเติมเต็มในความรักของคนสองคนให้แข็งแรงขึ้น ไม่ใช่กลายเป็นสาเหตุให้คนสองคนนั้นต้องไกลกัน


มากกว่าเดิม...

Monday, January 21, 2008

ด้วยรัก ความตาย และหัวใจของเราทุกคน

ด้วยรัก ความตาย และหัวใจของเราทุกคน/วิภพ ล้อมเขต

ประตูไม้สีขาว ครึ่งหนึ่งมีกระจกใสกั้นกลางของร้านหนังสือเดินทางๆ ค่อยๆ ถูกเปิดออก ด้วยแรงผลักของ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา บรรณาธิการหนุ่มไฟแรงหัวก้าวหน้าของสำนักพิมพ์ open

“เอาหนังสือธรรมมะมาฝาก” เขาเริ่มประโยคแรกเป็นคำทักทายหลังจากยกมือรับไหว้ทุกคนที่นั่งอยู่ในร้าน ซึ่งก็มีผมรวมอยู่ด้วย

“พอดีพี่เข้าไปที่เคล็ดไทยมา คุยธุระเสร็จออกมารถโดนล็อคล้อ เลยแวะเข้าไปในวัดราชบพิตรสวดมนต์ไหว้พระให้ใจเย็นๆ แล้วนึกสนุกอธิฐานขอให้ตำรวจเอาที่ล็อคล้อออก พอออกมาจากวัดก็เอาที่ล็อคล้อออกไปจริงๆ” ภิญโญเล่าพร้อมเสียงหัวเราะพลางชูใบสั่งที่เพิ่งได้มา ซึ่งก็ทำให้ทุกคนหัวเราะตามไปด้วยเช่นกัน

สำหรับผม...ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไร ภิญโญยังเป็นคนเก่ง ที่เต็มไปด้วยอารมณ์ขันแบบเสียดสีได้อย่างสร้างสรรค์อยู่เสมอ และตลอดระยะทางของกาลเวลาตั้งแต่วันแรกที่ได้รู้จักจวบจนถึงปัจจุบัน เขายังเป็นหนึ่งในต้นแบบของความคิด บนถนนสายยาวที่ชื่อว่า ‘ชีวิต’ ของผมไม่แปรเปลี่ยน

“เปล่าหรอกคะพี่ จริงๆ ที่ตำรวจเอาที่ล็อคล้อออกเวลานี้ น่าจะเป็นเพราะตำรวจต้องใช้ที่ล็อคล้อจำนวนมากไปล็อคล้อแถวถนนข้าวสารมากกว่า” เสียงของใครคนหนึ่งพูดถึงหลักของเหตุและผลในความเป็นจริง ค้านกับความเชื่อของภิญโญ

“อ้าว...เหรอ พี่ก็นึกว่าเป็นเพราะคำอธิฐานของพี่ซะอีก” ภิญโญหัวเราะ ตบไหล่ผมเบาๆ ตอนที่เดินผ่านผมไป “เป็นไงบ้างวัยรุ่น ไม่เจอกันนานเลยนะเรา”

“สบายดีระดับหนึ่งครับพี่โญ”

ผมตอบแล้วยิ้มให้ นึกถึงตัวเองตอนที่นั่งอยู่ในรถ BMW สีเขียวตองคันเล็กๆ ของเขา ที่ไม่มีเครื่องปรับอากาศบนทางด่วน

“นานแล้วที่พี่ไม่ได้ขับมัน เราโชคดีนะที่ได้นั่ง”

รถ BMW สีเขียวตองคันเล็กๆ วิ่งสุดแรงกำลังขับเคลื่อนแบบเต็มแรงของเครื่องยนต์ แต่ก็ยังถูกรถคันอื่นๆ ขับแซงคันไปแล้วคันเล่า

“หลบเข้าซ้ายก่อน พี่แกมาแรงเหลือเกิน เดี๋ยวโดนด่าพ่อเอา” พูดจบ ภิญโญค่อยๆ หักพวงมาลัยเลี้ยวเข้าเลนส์ซ้าย ก่อนที่รถคันหลังจะบีบแตรไล่ได้ทันเวลา

ผมพยายามหมุนข้อมือเพื่อลดกระจกลงให้ลมภายนอกได้พัดเข้ามาภายในรถ แต่แรงเสียดทานของกระจกกับขอบยางตรงประตู ก็ดูจะไม่เต็มใจอำนวยความสะดวกให้ผมเท่าไรนัก

“กระจกหมุนลงได้ไหม เอ็งพยายามหน่อยก็แล้วกัน พี่ก็พยายามหาคลื่นวิทยุให้เอ็งได้ฟังเพลงอยู่ เฮ้ย...ไม่ต้องห่วง วันนี้พี่ส่งเอ็งถึงบ้านแน่นอน”

ผมยืนมองภาพรถ BMW สีเขียวตองคันเล็กๆ ที่ค่อยๆ ถูกกลืนหายไปในคลื่นการจราจรที่คับคั่งบนท้องถนนของกรุงเทพฯ เมื่อถึงจุดหมาย ก่อนจะเดินไปต่อรถมอเตอร์ไซด์ตรงหน้าปากซอยเพื่อเข้าบ้าน เมื่อรถ BMW สีเขียวตองคันเล็กๆ หายไปสุดสายตา

นี่คือเรื่องราวเมื่อ 3 ปี ก่อน หลังจากที่ผมได้เชิญภิญโญมาเป็นแขกรับเชิญ ในงานเสวนาประจำภาควิชาที่ผมเรียนอยู่

จากวันนั้นถึงปัจจุบัน ผมยังมีโอกาสเจอภิญโญบ้างตามงานหนังสือ หรือไม่ก็เจอด้วยความบังเอิญตามสถานที่ต่างๆ เช่นเดียวกันกับวันนี้ที่เจอเขาที่ร้านหนังสือเดินทาง

“ได้ข่าวว่าพี่เพิ่งเสียพ่อไปเมื่อสิ้นปี” ใครคนหนึ่งถามคำถามนี้ขึ้นมา เมื่อภิญโญเข้ามานั่งอยู่ในวงสนทนาของเราได้ไม่นาน

“ใช่...ดีนะแกไม่อยู่ข้ามปี ชิงเสียไปก่อน พี่ละปลงกับชีวิตเลยตอนที่ไปเก็บกระดูกพ่อ เฮ้ย! นี่หรอคนที่เคยตีเรา ด่าเรา สุดท้ายเหลือแค่นี้เองหรอวะ”

คำพูดของภิญโญทำให้ผมนึกถึงคำพูดที่ว่า สุดท้ายแล้วต่อให้รวยล้นฟ้าแค่ไหน เราต่างก็จากไปโดยเอาอะไรไปด้วยไม่ได้ มีเพียงความรู้สึกและบทเรียนบางอย่าง ที่ทิ้งไว้ให้กับคนที่ยังอยู่ภายหลัง

“ตอนพ่อตาย แม่พี่เป็นคนที่ดีใจมากที่สุด คิดดูนะว่าแกเดินไปเคาะโลงบอกพ่อเลยว่า เกิดชาติหน้า มึงไปหาเมียใหม่ละกัน” สิ้นคำพูดของตัวเองที่พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับแม่ ภิญโญหัวเราะออกมาแม้ในแววตาจะมีความเศร้าแฝงอยู่

แน่นอนว่าการเกิดมาในครอบครัวของคนจีนที่มีลูกหลานมากมายอาศัยอยู่ด้วยกันในบ้านหลังเดียวกันนั้น วิถีของความคิดและชีวิตของการเติบโตและความเป็นอยู่ จึงค่อนข้างแตกต่างไปจากครอบครัวแบบไทยๆ ที่มีเพียงพ่อแม่และลูก

“ทุกวันนี้ถ้าเกิดต้องเสียพ่อหรือแม่ไป ก็ยังรู้สึกว่าทำใจไม่ได้” ใครคนหนึ่งเปรยขึ้นมาระหว่างที่ความเงียบเริ่มปกคลุมวงสนทนาของพวกเรา
ผมนึกถึงความสัมพันธ์ของพ่อกับแม่ของตัวเองที่ไม่ค่อยลงรอยกันสักเท่าไร

แน่นอนว่ามันเป็นเหตุผลของผู้ใหญ่ที่ต่างเคยเป็นคนรักของกันและกันที่เด็กอย่างผม (ในสายตาท่านทั้งทั้งสอง) ไม่มีวันเข้าใจ แต่การเติบโตมาท่ามกลางรอยแยกของความสัมพันธ์ก็ดูจะไม่ค่อยดีนัก

ยังไม่นับพี่ชายและพี่สาวต่างแม่ ทีแม้จะมีเลือดครึ่งหนึ่งที่มีแหล่งกำเนิดจากคนเดียวกัน แต่ยิ่งนานวันความสัมพันธ์และความผูกพันของคำว่าพี่น้องก็ดูจะลางเลือนขึ้นไปทุกที

เขาว่ากันว่า เงินเปลี่ยนทุกอย่าง เปลี่ยนได้แม้กระทั่งความรักของสายเลือดที่ใครๆ ต่างนับถือว่ายิ่งใหญ่ ทุกวันนี้ข่าวฆ่าพ่อแม่หรือญาติพี่น้องของตัวเองตายเพราะเงิน จึงติดอันดับทำเนียบข่าวหน้าหนึ่งยอดฮิตของหนังสือพิมพ์หัวสีจนกลายเป็นเรื่องปกติ

พี่น้องไม่มีอยู่จริงหรอก ถ้าเราไม่เชื่อถือหรือไว้วางใจกัน – ถ้อยคำหนึ่งในงานเขียนของ วรพจน์ พันธุ์พงศ์ ยังแว่วดังอยู่ในความรู้สึกของผม

“แต่พี่ว่ามันเป็นบทเรียนที่ดีที่สุดในชีวิตเลยว่ะ” ภิญโญแย้ง พลางขยับแว่นสายตาทรงกลมของเขาให้เข้าที่ เผยให้เห็นดวงตาชั้นเดียวตามสไตล์คนไทยที่มีเชื้อสายจีนปะปนอยู่ และยังไม่ทิ้งคราบของความเศร้า

“อย่างน้อยการกลับบ้านไปงานศพพ่อครั้งนี้ ก็ทำให้พี่รู้สึกว่าเป็นการกลับบ้านไป เพื่ออยู่เป็นเพื่อนคนที่ยังอยู่มากกว่าคนที่ตายไปแล้ว เพราะมันทำให้พี่น้องของพี่ทั้งหมด 9 คนได้กลับมานั่งคุยกัน หลังจากที่ห่างเหินกันไปพักหนึ่งใหญ่ๆ ได้รู้ความเป็นอยู่ของกันและกัน และได้ช่วยเหลือกันอีกครั้งหนึ่งตามประสาพี่น้อง”

ผมนึกถึงความสัมพันธ์ของพี่น้องตัวเองและครอบครัวในช่วงเวลาปัจจุบันที่ต้องเผชิญอยู่

นั่นนะสิ…ในเรื่องราวที่ว่าแย่ หากเพียงรู้จักตั้งสติแล้วมองหาหนทางออกที่ดี แม้ความหวังจะดูริบหรี่เพียงใด หนทางที่มืดมนก็ยังคงมีทางออกอยู่เสมอ และคงไม่มีใครอยากสูญเสียคนที่ตัวเองรักไปแบบที่ยังมีลมหายใจ โดยเปลี่ยนสถานะจากคนรักกลายเป็นเพียงแค่คนอื่น

เพราะความรัก ความตาย และหัวใจของเราทุกคนนั้น ล้วนเป็นแบบทดสอบของชีวิตขั้นสูงสุด ที่เราเองนั้น ต่างก็ต้องเผชิญ

...ร่วมกัน

Wednesday, December 26, 2007

ข้ามคืนเพียงลำพัง

ข้ามคืนเพียงลำพัง-วิภพ ล้อมเขต

ค่ำคืนนี้มาเยี่ยมอีกครา โดยมีพระจันทร์เต็มดวงส่องแสงสว่างจ้า อยู่ไกลแสนไกล
ทุกครั้งที่รถไฟฟ้าจอดสนิทที่สถานีปลายทาง ผมมักจะนั่งมองผู้โดยสารคนอื่นๆ ที่ไปยืนออกันตรงประตูทางออก แล้วเดินออกมาจากตู้โบกี้เป็นคนสุดท้ายเสมอ

หลังจากนั้นผมจะเดินตามขบวนผู้โดยสารลงไปทางบันได หยิบบัตรโดยสารขึ้นมาเพื่อสอดลงไปในช่องสอดบัตรตรงประตูทางออก

พอเดินผ่านประตูทางออก ภาพการจราจรที่คลาคล่ำไปด้วยไฟสีแดงของท้ายรถ มักจะทำให้ผมนึกถึงช่วงเวลาต่อไป ซึ่งก็คือช่วงเวลาของการนั่งรถตู้กลับบ้าน และเมื่อขึ้นรถตู้ได้ ถ้าไม่หลับ ผมก็จะใช้เวลาที่เหลือตลอดระยะทาง คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย เรื่อยเปื่อยถึงขนาดที่ว่า

เรื่องบางเรื่องที่ผ่านพ้นไปนานแล้ว ผมก็ยังเก็บเอามาคิดได้อยู่บ่อยๆ จนบางครั้งแผลของความรู้สึกที่หายไปแล้ว ก็เริ่มที่จะมีความเจ็บปวดไหลซึมออกมา
ระหว่างทางกลับบ้าน เสียงใครคนหนึ่งก้องดังอยู่ในหัวของผม

“คิดมากอีกแล้วนะ เราต้องสนุกกับชีวิตสิ”
“สนุกกับชีวิตเหรอ” ผมถามเธอในตอนนั้น
“อือ…สนุกกับชีวิต”เธอตอบ

คำพูดของเธอที่ตอบกลับมา ทำให้ผมเกิดคำถามกับตัวเองว่า นี่ผมดูเป็นคนที่ชอบคิดมากขนาดนั้นเชียวเหรอ หรือว่าจริงๆ แล้วนั้น เป็นเพราะเราสองคนมีมุมมองต่อโลกใบนี้ที่ต่างกัน

ต่างกันถึงขนาดที่ว่า บางช่วงเวลา...เราก็ลืมดูแลความรู้สึกของกันและกัน จนบางครั้งคำขอโทษก็ไม่ได้มีค่าพอสำหรับการไปตามหาความรู้สึกดีๆ ที่หายไปให้กลับคืนมา

แต่เรื่องบางเรื่องผ่านไปแล้วก็ต้องปล่อยให้มันผ่านเลยพ้นไป ผมจึงไม่ได้ยึดติดอะไรมากนัก นอกจากพยายามประคองไม่ให้เกิดเรื่องราวแบบเดิมซ้ำอีกเป็นครั้งที่สอง

หลังจากลงจากรถตู้ ผมเดินไปเอาไอ้ดอกไม้ที่ร้านฝากรถร้านประจำ แล้วปั่นไอ้ดอกไม้กลับเข้าบ้าน

ระหว่างปั่นไอ้ดอกไม้แบบก้าวต่อก้าว ลมหายใจที่หอบถี่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สวนทางกับวงล้อของไอ้ดอกไม้ที่หมุนวนไปข้างหน้าอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
พอเปิดประตูบ้านได้ สิ่งแรกที่ทำ คือการล้มตัวลงนอนบนโซฟา นอนได้สักพักก็ลุกขึ้นไปอาบน้ำ ก่อนจะเดินขึ้นไปบนห้องนอนที่ผมพยายามดัดแปลงให้สามารถใช้ชีวิตอยู่ในห้องนี้ได้ทั้งวัน มากกว่าการเอาไว้นอนเพียงอย่างเดียว

ผมชอบช่วงเวลาที่อินโทรของเพลง It's On Tonight ของ Brian Culbertson เริ่มแว่วดังขึ้นมา ในช่วงเวลาที่ฟองเบียร์เม็ดเล็กๆ ผุดประกายกลมลอยขึ้นมาจากก้นแก้ว ท่ามกลางหลอดไฟนีออนในห้องที่ถูกดับลง และมีเพียงเปลวเทียนส่องแสงสว่างขยับสั่นไหวไปตามแรงลมที่พัดเข้ามาทางหน้าต่าง
เปล่า...ผมไม่ได้มีความทรงจำฝังใจใดๆ กับใครในเพลงนี้ แต่ก็เคยพูดให้เพื่อนสนิทฟังอยู่บ่อยๆ ว่า ถ้าสมมติว่าเพลง It's On Tonight เป็นหญิงสาว ผมจะคุกเข่าขอเธอแต่งงานทันที

ไม่ต้องแปลกใจไป...เธอในที่นี้ คือเธอที่เดินออกมาจากเพลง It's On Tonight ไม่ใช่เธอที่เคยเดินเข้ามาในชีวิตของผม

ดึกมากแล้ว แต่ผมยังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวเดียวที่ไม่มีพนักพิงหน้าเคาน์เตอร์บาร์เล็กๆ ในห้องนอน มองดูพระจันทร์เต็มดวงในค่ำคืนนี้เพียงลำพัง
นั่งนิ่งๆ ได้สักพักหนึ่งจึงหยิบมือถือขึ้นมากดเบอร์โทรศัพท์ ไล่ดูรายชื่อคนที่อยากคุยด้วยก็ไม่พบใคร

จากที่เคยได้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการส่งความรู้สึกไปถึงใครต่อใคร มือถือในตอนนี้จึงมีค่าไม่ต่างอะไรกับที่ทับกระดาษที่สามารถบอกเวลาได้
เพลง It's On Tonight จบลงแล้ว เช่นเดียวกันกับที่เบียร์ในแก้วนั้นหมดลง

ผมหันไปมองนาฬิกาแขวนผนังที่บ่งบอกเวลาในยามค่ำคืน เดินลงไปในห้องครัวเปิดตู้เย็น แล้วหยิบเบียร์ติดมือกลับขึ้นมาบนห้องอีก 1 ขวด

ไม่นานนัก ฟองเบียร์เม็ดเล็กๆ ก็ผุดประกายกลมลอยขึ้นมาจากก้นแก้ว ท่ามกลางหลอดไฟนีออนในห้องที่ถูกดับลง และมีเพียงเปลวเทียนส่องแสงสว่างขยับสั่นไหวไปตามแรงลมที่พัดเข้ามาทางหน้าต่างอีกครั้งหนึ่ง ต่างกันก็แค่เพียงไม่มีเสียงอินโทรของเพลง It's On Tonight แว่วดังขึ้นมา และเปลวเทียนนั้นก็เริ่มหรี่ตัวลงแต่ยังคงสั่นไหว เมื่อสายลมยามค่ำคืนพัดโชยเข้ามาทางหน้าต่าง

ผมไม่ใช่คนดื่มหนัก แต่เป็นคนดื่มได้เรื่อยๆ ส่วนเรื่องเมาแล้วโวยวายเสียงดังนั้นลืมไปได้เลย เพราะนอกจากยิ้มกับพูดน้อยลงแล้ว อาการสุดท้ายเวลาเมา คือการหลับแบบที่ตื่นขึ้นมาแล้วจะจำอะไรไม่ค่อยได้ คล้ายๆ กับการถอดปลั๊กของตัวเองออก

แต่อาการถอดปลั๊กแบบนี้ก็เกิดขึ้นกับผมน้อยมาก น้อยมากเสียจนนับครั้งได้ เวลามีใครมาว่าผมว่าเป็นพวกขี้เมา ผมจึงรู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมที่ตัดสินกันจากแค่ภายนอก

พระจันทร์เต็มดวงในค่ำคืนนี้เคลื่อนตัวสูงข้ามหน้าต่าง ทิ้งไว้เพียงดวงดาวที่ยังคงอยู่ที่เดิม ในช่วงเวลาเดียวกันกับที่เบียร์ในขวดนั้นหมดลง

ผมทิ้งตัวลงจากเก้าอี้ตัวเดียวที่ไม่มีพนักพิงลงบนที่นอน แล้วปล่อยให้ฤทธิ์เบียร์พาผมข้ามผ่านคืนนี้ไป

ในโลกอีกใบหนึ่ง...

Tuesday, December 18, 2007

ในค่ำคืนของแสงไฟ บนท้องถนน

ในค่ำคืนของแสงไฟ บนท้องถนน -วิภพ ล้อมเขต

ทันทีที่ก้าวเท้าลงจากรถเมล์ ผมหยิบมือถือขึ้นมาแล้วโทรไปหาเพื่อนคนหนึ่ง อารมณ์ประมาณว่า ‘คิดถึง’ ไม่ได้เจอกันเสียนาน เมื่อมาเหยียบถึงถิ่นขนาดนี้ ถ้าไม่โทรหากันหน่อยก็ดูจะใจดำเกินไปสำหรับคำว่า ‘เพื่อน’

‘089-700-xxxx’ -เธอจะมีใจหรือเปล่า เธอจะมองมาที่ฉันหรือเปล่า-...เสียงเพลงรอสาย ‘อยากรู้ แต่ไม่อยากถาม’ ของวง Calories Blah Blah ดังอยู่นานเท่านานก่อนจะสิ้นสุดลงด้วยการไม่รับสาย

สงสัยมันคงไม่ได้พกโทรศัพท์ติดตัว-ผมบอกกับตัวเอง แต่พอตั้งสติได้ ลองนึกดูดีๆ ถึงได้รู้ว่าผมกดเบอร์เพื่อนผิดไป 1 ตัวนี่หว่า
คราวนี้ผมลองใหม่ ‘086-700-xxxx’ ไม่มีเสียงเพลงรอสายใดๆ ดังขึ้น นอกเสียจากเสียงสัญญาณรอสายแบบธรรมดา - ผมมั่นใจ ผมกดเบอร์ไม่ผิดแน่นอน

“เออ...นึกไงโทรมาวะ” เพื่อนเป็นฝ่ายเริ่มต้นประโยคแรกในการทักทายผม

เรารู้จักกันครั้งแรกในงานอบรมเยาวชนนักเขียนแห่งหนึ่ง ในวันนั้นความฝันของเพื่อนไม่ใช่การเป็นนักเขียน แต่เป็นการแต่งเพลง เวลาผ่านมานานเท่านานจนถึงปัจจุบัน ความฝันที่จะเป็นนักแต่งเพลงของเพื่อนเริ่มออกมายืนอยู่บนโลกของความจริงแบบก้าวต่อก้าว

ผมมีโอกาสฟังเพลงที่เพื่อนแต่งบ้างเป็นครั้งคราว ส่วนความฝันของผมนั้นเป็นเรื่องตลก สิ่งเดียวที่ผมมีจึงมีเพียงเรื่องเดียว นั่นคือการดำรงชีพให้ได้ด้วยการเขียนหนังสือบนโลกของความเป็นจริง ไม่ใช่ในโลกของความฝันที่นักอยากเขียนทั้งหลายต่างคิดปั้น เติมแต่งมันให้สวยหรู

“กูคิดถึงมึง...ออกมาเจอกูหน่อย” คือคำตอบและเหตุผลที่ผมบอกเพื่อน
“กูติดงานวะ มึงอยู่แถวนี้อีกนานมั๊ยละ”
“ถ้ากูรอแล้วมึงออกมาหา กูจะอยู่” ผมบอกและรู้สึกแบบนี้จริงๆ
“เออ...งั้นไว้เดี๋ยวเย็นๆ เจอกัน”

เสียงตามสายของเพื่อนจบลงไปนานแล้ว แต่เสียงของเพื่อนยังก้องดังอยู่ในหัว
แน่นอน...ถ้าจำกัดเวลาแค่ทำธุระเสร็จ ผมคงไม่ได้อยู่รอเจอหน้าเพื่อนคนนี้แน่ๆ คิดได้ดังนี้จึงเดินเล่นฆ่าเวลาแถวถนนข้าวสาร เห็นภาพนักท่องเที่ยวเดินสะพายเป้ลูกใหญ่คราใด หัวใจก็มักจะสั่งให้ความรู้สึกโหยหาการเดินทางอยู่เสมอ

ผมนึกถึงคราวสะพายเป้เดินอยู่ในป่า นึกถึงเวลาที่ใจของตัวเองมีคนให้คอยเป็นห่วง จนไม่กล้าออกเดินทางท่องเที่ยวได้อย่างที่หวังไว้ แต่ปัจจุบันเมื่อกลายเป็นคนที่ไม่มีใครให้คอยห่วง ภาระหน้าที่ของการงานกับฉุดรั้งผมไว้ ให้ค่อยๆ ห่างเหินการเดินทางจนเกือบกลายเป็นคนแปลกหน้าซึ่งกันและกัน

หลังจากทำธุระเสร็จ ผมได้หนังสือมาจำนวนหนึ่ง พร้อมไวน์ 1 ขวดที่นอนแน่นิ่งอยู่ในกระเป๋า และความหวังบางอย่างที่เดินตามติดผมมาเป็นเงาตามตัว จากญาติน้ำหมึกผู้ใหญ่คนหนึ่งที่มีความเชื่อว่า ผมต้องทำได้

“ก็ถ้ารางวัลมันมีกรอบที่เราเห็นได้อย่างชัดเจนแล้ว ทำไมถึงไม่ตั้งใจทำตามกรอบนั้นให้ดีขึ้นกว่าเดิมละ”

เปล่า...ไม่ใช่ว่าไม่เชื่อหรือดื้อรั้น แต่กับช่วงเวลาในปัจจุบัน ผมก็ยังไม่พร้อมที่จะต้องเผชิญกับอะไรบางอย่าง

สุดท้ายผมตัดสินใจเข้าไปรอเพื่อนที่ร้านหนังสือเดินทาง ร้านหนังสือร้านประจำที่แทบจะกลายเป็นบ้านหลังที่ 2 ในกรุงเทพฯ ไปแล้ว

ระหว่างนั่งรอเพื่อนก็คงต้องบอกว่า ไม่รู้วันนี้เป็นวันอะไร พรรคพวกที่ไม่ได้เจอกันมานาน อยู่ๆ ก็มาพร้อมกันที่ร้านหนังสือเดินทางอย่างไม่ได้นัดหมาย แน่นอนว่าส่วนหนึ่งพี่หนุ่ม เจ้าของร้านเป็นคนโทรตาม เหตุผลคงไม่มีอะไรมากกว่าความต้องการเสียงหัวเราะหลังจากที่เราต่างก็ไม่ได้พบหน้ากัน

ยิ่งคิดถึงกันมากเท่าไร เราจึงหาเรื่องแกล้งกันจนมีเรื่องให้หัวเราะมากขึ้น ไวน์ 1 ขวดที่นอนแน่นิ่งอยู่ในกระเป๋า จึงถูกเปิดออกฉลองการรวมตัวกันในครั้งนี้ เล่นเอาลูกค้าที่เปิดประตูเข้ามาในร้านถึงกับตกใจ เพราะตามประวัติของร้านหนังสือเดินทางนั้น ห้ามดื่มเครื่องดื่มมึนเมาทุกชนิดในร้าน แต่กรณีนี้เพื่อน้องๆ และเสียงหัวเราะกฎที่ว่าจึงเหมือนถูกลืมเลือน

ไวน์พร่องลงไปเหลือครึ่งขวด ในขณะที่จำนวนความถี่ของเสียงหัวเราะเริ่มสวนทางเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่นานนักเพื่อนก็เปิดประตูเข้ามาพร้อมหญิงสาวคนหนึ่งที่ผมไม่รู้จัก

หลังจากทักทายกันตามประสาเพื่อนที่ไม่ได้เจอหน้ากันมาเสียนานแบบพอประมาณ แม้ทรงผมและสีผมของเพื่อนจะเปลี่ยนไปจากเดิมมาก แต่ผมก็รู้สึกได้ว่า ภายในความรู้สึกของเราสองคนกับไม่เปลี่ยนไปและยังคงเหมือนเดิมอย่างที่เคยเป็นมา

“มึงเป็นไงบ้างวะ...เออนี้ แฟนกู รู้จักกันไว้”
“สวัสดีค่ะ ได้ข่าวว่าเป็นนักเขียนเหรอค่ะ” เธอยิ้มและเริ่มทักทายผม

สาบานสิ ให้ตาย เวลาถูกถามแบบนี้ขึ้นมาทีไร ผมมักจะไม่สะดวกใจที่จะตอบว่าตัวผมเป็นนักเขียนทุกที
เปล่า...ผมไม่ได้อายที่จะบอกใครต่อใครว่าผมดำรงชีพด้วยอาชีพนี้ แต่ที่ผมไม่มั่นใจจะบอกใครต่อใครว่าผมเป็นนักเขียน เพราะรู้สึกว่าตัวเองยังไม่ถึงระดับนักเขียนที่เป็นนักเขียนจริงๆ ที่แตกต่างจากนักอยากเขียนที่เพ้อเจ้อไปวันๆ ว่า ความฝันของกูคือการเป็นนักเขียน แต่วันๆ ไม่เคยทำอะไรเลย นอกจากปรุงแต่งความเพ้อเจ้อของตัวเองบนโลกของความเป็นจริง หรือไม่ก็ถือหนังสือเล่มหนึ่งเดินไปเดินมาเป็นเดือนๆ จนหนังสือขาด

ตอนแรกผมตั้งใจว่าจะปลีกตัวออกมานั่งคุยกับเพื่อนก่อน แต่ระหว่างที่นั่งคุยกันเมื่อเพื่อนแสดงความห่วงใยด้วยการถามว่า แล้วเมื่อไรผมถึงจะเลิกไปไหนมาไหนตัวคนเดียว

เมื่อไม่รู้ว่าจะตอบเพื่อนยังไงให้ดูดี ผมจึงเผ่นออกมาจากโต๊ะเพื่อนเพื่อจัดการไวน์อีกครึ่งขวดที่เหลืออยู่

ไวน์ในขวดหมดแล้ว แต่คำถามของเพื่อนยังก้องดังอยู่ในหัว ผมนึกถึงคำพูดของรุ่นพี่คนหนึ่งที่เป็นบรรณาธิการหนังสือหนังเล่มหนึ่งที่เคยบอกผมว่า

“เมื่อเจอคนที่ใช่ หัวใจจะบอกเอง”

เก็บคำของรุ่นพี่มาคิดก็ได้แต่เกิดความสงสัย ถ้าเจอคนที่ใช่ แล้วถ้าเกิดว่าเขาต้องเดินจากเราไปอีกผมจะต้องทำอย่างไร
ผมไม่เคยถามคำถามนี้กับรุ่นพี่ เลยได้แต่ปล่อยไว้ให้กลายเป็นคำตอบของอนาคต

ลมหนาวยามค่ำคืนมาเยือนอีกครั้ง

เราเดินออกมาจากร้านหนังสือเดินทาง โดยมีปลายทางเป็นถนนข้าวสาร
ระหว่างทางที่เดินไป เพื่อนเดินกุมมือแฟนอยู่ข้างหน้า ส่วนสองมือของผมนั้นไม่ได้กุมมือใคร นอกจากกอดหนังสือไว้ในอ้อมกอด
แล้วได้แต่แหงนหน้ามองดูแสงไฟ
ในยามค่ำคืน...

Thursday, December 06, 2007

คุณสมบัติซึ่งทำให้ตาเห็น

คุณสมบัติซึ่งทำให้ตาเห็น-วิภพ ล้อมเขต

สมัยยังเด็ก หนึ่งในกิจกรรมที่ผมชอบมาก คือการระบายสีในชั่วโมงวาดเขียน

ชอบมากถึงขนาดที่ว่า หลังจากชั่วโมงวาดเขียนจบไป กลับถึงบ้านเมื่อไรกำแพงบ้านมักจะต้องเต็มไปด้วยรูปวาดฝีมือผมที่ระบายสีลงไปแบบเกินขอบเขตอยู่เสมอ และเมื่อผู้ใหญ่หลายคนในตอนนั้นเห็นเข้า ก็พากันทำนายอนาคตของผมว่า โตขึ้นผมต้องเป็นพวกศิลปินวาดรูปแน่ๆ

แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานเท่านาน จากเด็กน้อยเติบโตเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ผมกลับมีโอกาสระบายสีน้อยลง และพอเอาเข้าจริงแล้ว ผมก็ไม่ได้เป็นศิลปินวาดรูปอย่างที่ผู้ใหญ่หลายคนเคยทำนายไว้เพียงเพราะว่า เมื่อไม่ใช่สิ่งที่ตัวเองถนัด ผมก็ไม่รู้ว่าจะทำมันไปเพื่ออะไร

ตลอดระยะระหว่างทางของชีวิตที่ผ่านมา แม้จะไม่ได้ระบายสีทุกวันเหมือนวันเก่าๆ แต่ ‘สี’ ก็ไม่เคยตกหล่นหายไปจากชีวิตของผม เมื่อมีเวลาว่างหรือรู้สึกว่าใจว้าวุ่นขึ้นมาเมื่อไร ผมจะซื้อสี พู่กัน และกระดาษ มานั่งวาดรูประบายสีเพียงลำพังเสมอ

แน่นอนว่ารูปที่วาดก็ไม่ได้ตั้งใจคิดตั้งแต่แรกไว้ว่าจะเป็นรูปอะไร อยากลากเส้นตรงไหน ลงสีอะไร เรื่องราวเหล่านี้มักเกิดขึ้นหลังจากที่พู่กันจุ่มสีได้ไม่นานนัก
หลังจากวาดรูปเสร็จ ผมชอบนั่งมองรูปที่วาดนิ่งๆ เพียงลำพัง

แม้รูปที่วาดจะแตกต่างไปจากในวัยเด็กมาก แต่สิ่งเดียวที่ยังเหมือนเดิมไม่แปรเปลี่ยน คือการระบายสีลงไปแบบเกินขอบเขต จนเหลื่อมล้ำไปผสมกับอีกสีหนึ่งแล้วกลายเป็นสีอื่น ไม่ต่างอะไรกับความสัมพันธ์กับใครบางคน ที่อาจทำให้เราต้องรู้สึกเกินเลยไปกว่าที่ตั้งใจไว้ในตอนแรก

จะว่าไปแล้วตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ผมไม่เคยรู้ถึงความหมายที่แท้จริงเลยว่า ‘สี’ นั้นหมายถึงอะไร ได้แต่คิดเองเออเองว่า สีคือคำเรียกแทนบางสิ่งบางอย่าง ที่เราต่างตั้งมันขึ้นมาเพื่อไม่ให้เกิดความสับสน

หลังจากล้างพู่กันเพื่อเอาสีที่ติดอยู่ออก ผมเดินกลับขึ้นไปบนห้องนอน แล้วนั่งลงที่โต๊ะเขียนหนังสือ

ผมค่อยๆ หยิบหนังสือคลังคำเล่มเขื่องที่ตั้งอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือขึ้นมา เปิดไปหน้าดัชนีเพื่อพลิกหาความหมายของคำว่า ‘สี’ ที่มีความหมายในเชิงเปรียบเทียบที่หลากหลาย แต่ความหมายที่ดูจะสะกิดใจผมมากเป็นพิเศษ กลับเป็นความหมายที่ว่า

‘สี’ คือ ‘คุณสมบัติซึ่งทำให้ตาเห็น’

ลองนึกตามถึงความหมายก็ท่าจะจริง เพราะชีวิตนี้ถ้าเกิดไม่มีสี ก็คงทำให้มองเห็นอะไรได้ยากขึ้น โดยเฉพาะกับในแง่ของความเป็นจริงนั้น สีสามารถเป็นตัวแทนของความรู้สึกอะไรได้หลายอย่าง ที่มีทั้งจับต้องได้และจับต้องไม่ได้

ส่วนในโลกของความรู้สึกที่จับต้องไม่ได้อย่างความรักนั้น กลับมีเพียงสีไม่กี่สีที่ถูกเปรียบเทียบไว้ ในแง่ของการแทนค่าทางความรู้สึก

หลายคนเชื่อว่าโลกของคนที่มีความรักย่อมเป็นสีชมพู ต่างกันกับคนที่อกหักความรักมักเป็นสีเทา ส่วนคนที่ฝังใจกับด้านลบของความรักก็มักจะมีสีดำเป็นตัวแทนของความรักเสมอ

ผมไม่รู้ว่าใครเป็นคนกำหนดสีให้เรื่องราวเหล่านี้ ไม่เข้าใจว่าทำไมสีชมพูถึงเป็นตัวแทนของความรักที่แสนหวาน ทำไมสีเทาต้องเป็นตัวแทนของคนที่อกหัก ดูเหงาๆ เศร้าๆ ทึมๆ หรือทำไมสีดำต้องเป็นตัวแทนของความมืดมนที่หมดหวังซึ่งทุกสิ่งทุกอย่าง และพร้อมจะทำร้ายใครสักคนที่เข้ามาในชีวิตเสมอเพื่อประชดความรักที่เพิ่งผ่านพ้นไป ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงแล้ว ใครคนใหม่ที่เพิ่งเดินเข้ามาไม่ได้มีส่วนข้องเกี่ยวใดๆ เลยทั้งสิ้น และถ้าจะให้พูดถึงเหตุผลแบบมักง่าย ก็คงเป็นเพราะแค่เหงาอยู่คนเดียวไม่ได้ จนวันหนึ่งที่หายเหงาก็แค่บอกเลิกกันไป และทำเหมือนกับว่า ชีวิตนี้ไม่เคยได้ทำร้ายความรู้สึกของใครเลย

หลายครั้งผมเคยเปิดประตูความรู้สึก แล้วปล่อยให้ความรักเข้ามาเดินเล่นในจังหวะชีวิต แต่ทุกครั้งที่ต้องเดินแยกกันไปคนละทางกับความรัก ผมกลับรู้สึกว่า ผมไม่เคยรู้เลยว่า ความรักของผมนั้นเป็นสีอะไร

ไม่ใช่ว่าไม่ใส่ใจ แต่การแทนค่าความรักของตัวเองที่เพิ่งผ่านพ้นไปด้วยสีใดสีหนึ่ง นั้นดูเป็นการแทนค่าที่จะทำร้ายความรู้สึกกันไปเสียหน่อย
โดยเฉพาะกับการแทนค่าสีของความรักที่จูงมือรอยยิ้มไปจากเรา

ครั้งหนึ่งผมเคยเดินจูงมือคนตาบอดเพื่อไปรอขึ้นรถเมล์ แน่นอนว่าถ้าไม่ได้ผมเป็นผู้นำทาง มันก็อาจเกิดความลำบากกับเขาสักหน่อย แม้ว่าเขาจะเคยชินกับโลกที่มืดสนิทมานานสักเพียงใดก็ตาม

อาจจะดูเป็นเรื่องจริงที่ว่า มันเศร้าอยู่ไม่น้อยที่โลกของเขานั้นมืดสนิท แต่ในทางกลับกันบนโลกใบนี้ที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนที่ยากเกินกว่าจะบรรยาย ความมืดก็อาจสอนให้เขาได้รู้ว่า

บางครั้งภาพจากดวงตา ก็ไม่ได้บอกอะไรมากมายนัก

ผมไม่รู้ว่าถ้าเกิดคนตาบอดคนนั้นตาเป็นปกติ และมีโอกาสได้หลงใหลใน ‘คุณสมบัติซึ่งทำให้ตาเห็น’ ในแง่ของความรัก ที่ใครหลายคนต่างลุ่มหลงแล้วจะเป็นอย่างไร

เพราะในขณะที่โลกของคนตาบอดนั้นมองไม่เห็นสีอื่นใดนอกจากสีของความมืดมน ‘คุณสมบัติซึ่งทำให้ตาเห็น’ ในโลกของคนตาดีๆ อย่างเรา กลับถูกความลุ่มหลงในความรัก

สาปแช่งให้กลายเป็นคนตาบอดเสียยิ่งกว่า...

Thursday, November 29, 2007

ใบไม้ ความรัก และสายลม

ใบไม้ ความรัก และสายลม-วิภพ ล้อมเขต


ในชั่วโมงของการทำงานที่เร่งรีบ ถ้อยคำของเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งที่พิมพ์ผ่านมาทางโปรแกรม MSN ทำให้สมองซีกที่กำลังคิดเรื่องงานของผม เป็นอัมพาตไปชั่วขณะหนึ่ง

“ใครเป็นแฟนเรา ถือว่าโชคดีมากๆ”

ใครเจอข้อความแบบนี้เข้าไป ก็คงไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่าความรู้สึกที่ว่า เพื่อนผู้หญิงของผมคนนี้คงเป็นเอามาก มากเสียจนใครหลายคนอาจคิดว่า เธอกำลังหลงตัวเอง

ไหนๆ ก็หลงคิดไปตามถ้อยคำที่เธอบอกแล้ว เลยถือโอกาสนี้พักสมอง พิมพ์ถามเธอกลับไปแบบจริงจังว่า

“ทำไมถึงบอกว่าโชคดี”

เธอเงียบไปชั่วขณะ ก่อนที่จะพิมพ์ตอบกลับมา

“ก็เพราะเราเป็นยอดหญิงเข้าใจโลกนะสิ” คำตอบที่ได้กลับมา ทำให้ผมรู้สึกตกใจมากกว่าถ้อยคำประโยคแรกที่เธอบอกเสียอีก

ในฐานะผู้หญิงคนหนึ่งที่บูชาความรักคล้ายดั่งการบูชาพระเจ้า ยอดหญิงเข้าใจโลกที่เธอหมายถึง จึงเป็นเรื่องของยอดหญิงที่เข้าใจโลกของความรัก มากกว่าโลกของความเป็นจริงที่ต้องใช้ลมหายใจเป็นเชื้อเพลิง
แต่ใครคนหนึ่งเคยพูดไว้ว่า ใครที่บอกว่าเข้าใจความรัก คนๆ นั้นคือคนที่ไม่เข้าใจความรักเอาเสียเลย

ฟังดูอาจคล้าย ‘เซน’ และคงไม่ผิดหากจะมีใครคิดแบบนี้ แต่ท้ายที่สุดแล้ว จุดหมายปลายทางกลับมุ่งไปสู่ทิศทางเดียวกัน ทิศทางที่ว่านั่นคือความเข้าใจ

ผมนึกถึงประโยคหนึ่งที่เธอเคยพูดถึงแฟนเก่าให้ฟังว่า ตอนที่คบกันเธอรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังใส่หมวกที่ใช้ครอบหัวม้า ชีวิตในตอนนั้นมองเห็นแต่ด้านหน้า ไม่รู้จักคำว่า ซ้าย-ขวา จนวันหนึ่งที่เธอได้ถอดหมวกใบนั้นออกอย่างจริงจัง ด้านซ้ายด้านขวาที่เธอไม่เคยมองเห็นก็ดูจะชัดเจนขึ้น

ความรักอันแสนหวานมีด้านที่โหดร้ายเหมือนกัน

หลังจากตัดใจจากคนรักคนเก่า ผมไม่รู้ว่าช่วงเวลานั้นเธอกำลังคิดอะไรอยู่ ทั้งที่บางทีเธออาจจะไม่ได้คิดอะไรเลยก็ได้ แต่อย่างน้อยบทเรียนครั้งนั้น ก็ทำให้เธอได้เรียนรู้ที่จะเยียวยาแผลใจด้วยตัวเธอเอง และยิ้มได้ในเช้าวันใหม่

แต่สถานที่สวยงามมักไม่เคยขาดผู้มาเยี่ยมเยียน มันจึงไม่มีเวลาซ่อมแซมตัวเองหรือได้อยู่กับตัวเองเพียงลำพัง ไม่ต่างอะไรกันนักกับหญิงสาวที่สวยงาม

หลังจากเสียใจอยู่ไม่นาน...ความรักครั้งใหม่ของเธอก็ถือกำเนิด พร้อมๆ กับความเชื่อที่ว่า เขาคือฝาแฝดของเธอที่ผลัดพรากจากกันมานานแสนนาน

เมื่อต่างฝ่ายต่างชอบพอกัน ระยะเวลาความสัมพันธ์ที่เคยดูไกลเกินเอื้อม กลับย่อย่นตัวเองลงกลายเป็นดั่งเงาของกันและกัน

“ทำไมถึงคิดว่าเขาเป็นฝาแฝด”

“ก็เราชอบอะไรเหมือนกัน นิสัยคล้ายๆ กัน ใครจะเหมือนแกล่ะ ชอบยึดติดอยู่กับอดีต”

เธอมักจะว่าผมแบบนี้เสมอทุกครั้งที่เราคุยเรื่องความรัก และแน่นอนว่าผมมักจะตอบเธอว่า “เปล่า”

“เปล่าอะไร ก็เห็นเอ่ะอะอะไรก็ชอบพูดถึงแต่เขาให้ฟัง”

“ก็เพื่อนกันนี่ ตัดยังไงก็ไม่ขาดหรอก”

“ก็ให้มันจริงเหอะที่ว่าเพื่อน แกน่าจะลองเปิดใจดูบ้าง หรือชอบที่จะอยู่กับอดีตไปตลอด”

ทั้งรับรู้และเข้าใจในความห่วงใย แต่จะให้ออกตัวว่าไม่ได้ยึดติดกับอดีต เหตุผลนี้ก็คงทำหน้าที่ได้เต็มที่นั่นคือการกลายเป็นคำแก้ตัว

ทางเดียวที่พอจะให้คำถามนี้จางหายได้ จึงเป็นการปล่อยให้ความเงียบขี่ม้าขาวมาเป็นพระเอก และดูท่าว่ามันจะได้ผล

“คิดถึงเขาจังเลย”

แน่นอนเธอหมายความถึงคนรักของเธอที่ออกไปทำงานที่ต่างจังหวัด

“คิดถึงก็โทรไปหาเขาสิ” ผมบอก

“โทรไปแล้ว แต่ก็ยังคิดถึงอยู่”

“งั้นก็โทรไปบอกอีกสิ”

“ไม่เอา...ตอนนี้เขาคงทำงานอยู่”

ใบไม้บนต้นไม้ข้างหน้าต่างสั่นไหวไปตามแรงลม บางใบหลุดร่วงหล่นลงมาจากลำต้น เพราะแรงลมหนาวที่พัดโชยมาตามช่วงฤดูกาล

“หน้าหนาวแล้วนะแก ไม่เหงาหรือไง เออ...ถ้าฝากสายลมไปบอก แกว่าความคิดถึงจะเดินทางไปถึงเขามั้ย”

“ฝากสายลมเหรอ...ประสาทหรือเปล่า คุยกับสายลม”

เธอหัวเราะในคำถามของผม ในบางความหมายความรักจึงไม่ต่างอะไรจากเรือนเพาะชำ ที่เป็นบ่ออนุบาลของความรู้สึก โดยมีความคิดถึงเป็นอาหารหล่อเลี้ยงยามต้องไกลกัน

“ไม่ได้ประสาท ก็เขาบอกว่าเวลาใบไม้สั่นไหว นั่นแสดงว่าใบไม้กำลังคุยกับสายลมอยู่นะสิ”

“เขานะใคร”

“ก็ฝาแฝดฉันที่หายไปไง แล้วแกคิดว่าไงล่ะ”

“อาจจะไปถึงช้าหน่อยมั้ง เพราะคนขับรถเขาคงขับรถเร็ว”

“อีกละ...แกก็เป็นแบบนี้ทุกที”

“เป็นอะไร”

“ก็เป็นผู้ชายที่ไม่โรแมนติกเลยนะสิ”

ลมหนาวบางวูบพัดโชยผ่านหน้าต่างเข้ามาในห้องที่ผมนั่งทำงานอยู่ นั่นนะสิ ถ้าฝากความคิดถึงไปกับสายลม เขาคนนั้นจะรู้หรือเปล่า

บางที...สายลมอาจเป็นสื่อกลางของความคิดถึงได้เป็นอย่างดี หรือไม่แน่...ความคิดถึงมากมายที่สายลมบรรทุกไป ก็อาจตกหล่นหายลงระหว่างทางก็เป็นได้

ระหว่างนั่งรถตู้กลับบ้านเพียงลำพัง เบาะที่นั่งด้านข้างผมปราศจากผู้โดยสาร เงาของเสาไฟฟ้าสองข้างทางยังคงทอดผ่านตัวผมต้นแล้วต้นเล่า ในช่วงเวลาที่คำถามของเพื่อนผู้หญิงของผมที่เป็นยอดหญิงเข้าใจโลก ยังคงแว่วดังอยู่ในความรู้สึก

“ถ้าฝากสายลมไปบอก แกคิดว่าความคิดถึงจะเดินทางไปถึงเขามั้ย”

นั่นนะสิ ถ้าให้ตอบแบบจริงจังตามความรู้สึก ผมเองก็ไม่มั่นใจ และคงทำได้แต่มองดูใบไม้

ที่ปลิวล่องลอยไปตามสายลม...




Sunday, November 04, 2007

ลมหนาว





ลมหนาว/วิภพ ล้อมเขต

ไออุ่นของกาแฟในแก้วยังคงหอมกรุ่น ฤดูฝนเคลื่อนผ่านไป ฤดูหนาวเคลื่อนผ่านมา

เสียงโมบายข้างหน้าต่างส่งเสียงกรุ๊งกริ๊ง เมื่อต้องลมหนาวในยามค่ำคืน จนทำให้นึกถึงคำพูดของเพื่อนคนหนึ่งเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา

ฤดูหนาวปีนี้ไม่เห็นจะหนาวอย่างที่รอคอยเลยสักนิดเดียว

ลองมานั่งคิดทบทวนถึงคำพูดของเพื่อน สำหรับคนที่ไม่ชอบฤดูหนาวอาจจะไม่รู้สึกอะไร แต่สำหรับคนที่ชอบฤดูหนาวคงรู้สึกได้ว่า คำพูดของเพื่อนผมคนนี้ มีความหมายอะไรบางอย่างเก็บซ่อนไว้อยู่

ตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ผมมีเพื่อนและคนรู้จักหลายคนที่เอ่ยปากว่าชอบฤดูหนาวเป็นชีวิตจิตใจ ส่วนตัวผมเองก็ขอยอมรับแบบลูกผู้ชายว่าถึงแม้จะเป็นคนชอบฤดูฝน แต่เมื่อฤดูฝนจากไปจนถึงคราวที่ฤดูหนาวมาเยือน

ผมก็เคยแอบปันใจให้กับฤดูหนาวบ้างเหมือนกัน

ชีวิตของผมจะว่าไปแล้ว อาจจะไม่ค่อยมีอะไรที่ลึกซึ้งมากมายนักกับฤดูหนาว แต่ครั้งหนึ่งตอนที่ไปเดินป่าแถวสวนผึ้ง แล้วต้องเดินขึ้นไปบนยอดเขาเพื่อให้ถึงจุดหมายปลายทางสุดท้าย หลังจากผูกเปลเข้ากับต้นไม้ทั้งสองฝั่งเพื่อใช้เป็นที่หลับนอน กองไฟกองเล็กๆ ก็ค่อยๆ ลุกโชนขึ้นมาส่องแสงสว่างต้อนรับยามค่ำคืน สวนทางกับไออุ่นของกาแฟในแก้วที่ถืออยู่ในมือ

บนยอดเขา ลมหนาวยิ่งพัดแรง กองไฟยิ่งลุกโชน ไออุ่นของกาแฟในแก้วถูกพัดไปให้จางหาย

เช่นเดียวกับที่ลมหนาวได้พัดเอาเรื่องราวตลอดระยะเวลาของประสบการณ์ จังหวะชีวิตและเรื่องราวบางอย่าง ได้สอนให้ผมเข้าใจว่า

คุณค่าของลมหนาวจะเต้นตามจังหวะหัวใจของใครของมัน

ค่ำคืนนั้นบนยอดเขา เมื่อต้องเผชิญหน้ากับลมหนาวโดยมีไออุ่นของกองไฟอยู่เคียงข้าง ผมกลับนึกถึงเรื่องราวและภาพบางอย่าง

ผมไม่เคยเดินกุมมือคนรักเดินตอนฤดูหนาว แม้จะชอบมองคู่รักหลายคู่เดินกุมมือกันตอนฤดูหนาวในยามค่ำคืน

ผมไม่เคยไปเลือกซื้อเสื้อหนาวกับคนรักที่มีลายและสีเดียวกัน เพื่อที่จะได้ใส่เหมือนกันแล้วก้าวเดินไปพร้อมกัน และพอถึงฤดูหนาวทีไร ผมก็มักจะคิดเข้าข้างตัวเองว่า

การเดินเอามือกระชับกอดตัวเอง ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้ไออุ่นได้น่ารักดีไปอีกแบบ

แต่ค่ำคืนนี้ที่ลมหนาวพัดโชยเข้ามาในห้อง แม้แรงลมจะไม่เท่าลมหนาวบนยอดเขา แต่ความรู้สึกที่สัมผัสได้กับไม่ต่างกัน

โดยเฉพาะความรู้สึกที่เรียกว่า คิดถึง

แม้จะรู้ทั้งรู้ว่า อีกไม่นาน เดี๋ยวลมหนาวก็พัดโชยจากเราไปเหมือนคนที่เราคิดถึงที่ได้ลาจากเรา

แต่เราก็มักจะตั้งหน้าตั้งตารอคอยให้ลมหนาว

หวนกลับคืน…

Thursday, October 11, 2007

เราต่างมีเสียงเพลงเป็นของตัวเอง

ภาพถ่ายจากhttp://www.pantip.com/cafe/gallery/topic/G3469834/G3469834-14.jpg

เราต่างมีเสียงเพลงเป็นของตัวเอง/วิภพ ล้อมเขต

พระจันทร์เต็มดวงในยามค่ำคืนพยายามเผยตัวให้พ้นจากเมฆฝนหลงฤดู แต่เมฆฝนก็บดบังพระจันทร์จนคล้ายคืนเดือนมืด ไม่นานก็ได้ยินเสียงเม็ดฝนร่วงหล่นกระทบหลังคาเสียงดังเปาะแปะ สลับกับเสียงเพลง Voyou Voyou ของ Keiko Shibano ผมเอื้อมมือไปกดปุ่มเพิ่มเสียงแข่งกับเสียงเม็ดฝนที่เริ่มดังขึ้น แม้ว่าจะปิดไฟเพื่อเตรียมตัวเข้านอนแล้วก็ตาม

จะว่าไปแล้ว เดี๋ยวนี้ผมกลายเป็นคนชอบฟังเพลงระดับงอมแงม แต่การชอบฟังเพลงของผมก็จะเป็นไปเพื่อความรื่นรมย์ส่วนตัวเสียมากกว่า การฟังเพื่อเพิ่มรสนิยมไว้พูดคุยกับกลุ่มคนอีกเผ่าพันธุ์หนึ่ง และพอตื่นเช้าขึ้นมากิจวัตรประจำวันอย่างแรกที่ผมต้องทำเป็นประจำ นั่นก็คือการลุกขึ้นเดินไปเปิดเพลงเป็นอย่างแรก
พอกดปุ่ม play ระบบสุ่มเพลงที่ตั้งไว้ก็จะสุ่มเลือกเพลงแรกของแต่ละเช้า เป็นการสร้างความแปลกใหม่ให้กับชีวิตไปอีกแบบ หลังจากที่ช่วงหนึ่งผมเคยเปิดแต่เพลงดอกไม้ ของ ศุ บุญเลี้ยง ฟังอยู่เป็นประจำทุกเช้า จนหูแว่วได้ยินเสียงเพลงดอกไม้อยู่บ่อยๆ

ทุกครั้งที่เสียงเพลงเริ่มแว่วดังออกมาจากลำโพง ผมใช้เวลาอาบน้ำแต่งตัวออกไปทำงาน จวบจนขั้นตอนสุดท้ายคือการใส่ถุงเท้าเบ็ดเสร็จอยู่ที่ประมาณ 5-6 เพลง แต่ถ้าวันไหนที่เพลงสุดท้ายจากระบบสุ่มเพลงเลือกเพลงได้ถูกใจ หลังจากใส่ถุงเท้าเสร็จผมจะนั่งฟังเพลงนั้นจนจบแล้วค่อยใส่รองเท้า ก่อนจะปิดประตูบ้านเพื่อออกไปทำงานเสมอ

ทันทีที่ขึ้นรถไปทำงานก็จะหยิบหูฟังมาครอบหู แล้วใช้เสียงเพลงเป็นตัวช่วยในการพาตัวเองจมลงไปในอีกโลกหนึ่ง ปล่อยให้ภาพรถติดกลายเป็นภาพชินตา และบ่อยครั้งเสียงเพลงก็มักจะทำให้ผมนึกถึงเรื่องราวของความทรงจำสมัยที่หัดเล่นกีตาร์ใหม่ๆ

ลองนึกดูดีๆ นอกจากคอร์ด C ที่ผมจำได้ว่าเป็นคอร์ดแรกที่หัดเล่นแล้ว ผมก็จำไม่ได้ว่าเพลงอะไรเป็นเพลงแรกที่หัดเล่น และเมื่อค้นพบว่าตัวเองมีพรสวรรค์ด้านดนตรีแค่การตีคอร์ดเท่านั้น ผมก็หันไปหาพรสรรค์ด้านอื่นที่พอจะมีแทนโดยไม่ทิ้งเสียงเพลง นั่นก็คือการเขียนหนังสือพร้อมกับการเปิดเพลงฟังไปพร้อมกัน
สำหรับคนที่ชีวิตเงยหน้าก้มหน้าก็เจอแต่งานแบบผม การได้ฟังเพลงดีๆ ที่ตัวเองชอบ พร้อมกาแฟอุ่นๆ ในแก้วที่มีขนาดพอดีกับรสชาติของกาแฟ ก็พอจะทดแทนการเดินกุมมือคนรักภายใต้ร่มคันเดียวกันยามฝนตกได้ดีระดับหนึ่ง

ผมเชื่อว่าเพลงทุกเพลงมีความหมายและคุณค่าในตัวเอง หากว่าเพลงนั้นไม่ใช่เพลงที่แต่งขึ้นมาเพื่อหวังผลทางการตลาด เพลงบางเพลงคือสิ่งแทนค่าจากจิตใจที่กำลังจะสูญสลาย เช่น เพลง Tear in heaven ของ Eric Claptan ที่เขาแต่งให้ลูกชายที่จากไป เพลงบางเพลงแทนจุดมุ่งหมายของชีวิต เช่น เพลงนกเพลง ของวง อพาตท์เมนคุณป้า ที่เปรียบตัวเองเป็นดั่งนกที่ร้องส่งเสียงเจื้อยแจ้วให้กับคำว่า ‘ชีวิต’ ในขณะที่เพลงบางเพลงของวงดูโอขวัญใจวัยรุ่นไม่ได้มีค่าอะไรมากไปกว่าการดูดเม็ดเงินจากกระเป๋า

ช่วงหนึ่งที่เคยจมอยู่กับความเสียใจ ผมเคยเปิดเพลง Desperado ของ The Eagle ฟังบ่อยมาก จนเพื่อนในออฟฟิศล้อว่าเพลง Desperado นั้นคือเพลงชาติของผม แม้จะไม่รู้ถึงความหมายของเพลงแบบลึกซึ้งอะไรนัก แต่ความเป็นสากลของเสียงเพลงก็พาผมก้าวข้ามกำแพงภาษา พาผมไปสู่อีกโลกหนึ่งที่ห่างไกลจากรอยยิ้มอยู่พักหนึ่งใหญ่ๆ

จริงอยู่ว่าชีวิตคนเราต้องเดินไปข้างหน้า และการทำตัวให้เป็นเข็มนาฬิกาที่โดยธรรมชาติแล้วจะต้องเดินไปข้างหน้าตลอดนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็อย่าลืมว่าเข็มนาฬิกานั้นเดินเป็นวงกลม และมันก็จะหมุนวนมาซ้ำจุดเดิม ถึงแม้ว่ามันจะเดินไปข้างหน้าเสมอก็ตาม ไม่ต่างอะไรกับเรื่องราวบางเรื่องที่พยายามจะลืม เช่นเดียวกันกับเพลงบางเพลงที่มักจะสะกิดให้เราคิดถึงใครคนหนึ่งขึ้นมาเสมอ เพลงที่เราเคยชอบและคิดว่าเป็นเพลงของกันและกัน จึงแปรเปลี่ยนเป็นเพลงที่เรียกน้ำตาในยามที่ความรักต้องลาจากกันไป

ใครจะบอกว่าเพลงไม่มีอิทธิพลต่อความรู้สึกใดๆ เจอประสบการณ์แบบนี้เข้าไปกับตัวเองโดยตรง อาจจะต้องเปลี่ยนความคิดใหม่กันแน่ๆ

ครั้งหนึ่งผมมีโอกาสได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ชื่อ The song reader ของ Lisa Tucker เป็นเรื่องราวของหญิงสาวคนหนึ่งที่สามารถทำนายอนาคตใครต่อใครได้จากเพลงที่คนๆ นั้นชอบฟัง
ถึงจะรู้ว่าเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นมา แต่ก็รู้สึกว่าถ้ามีอาชีพแบบนี้อยู่จริงๆ ก็เริ่มชักอยากจะรู้อนาคตของตัวเอง แม้ว่าเอาเข้าจริงในชีวิตของคนเราจะมีเพลงเข้ามาให้ฟังกันหลากหลายก็ตาม จนไม่ต่างอะไรกับความหลากหลายของอนาคต

เรื่องราวของบทเพลงนั้นมีมากมาย จะว่าไปแล้วถ้าให้พูดกันจนหมดก็คงไม่ได้หลับได้นอน แต่ในทางกลับกันเพลงบางเพลงที่ได้ฟังก็อาจทำให้นอนหลับฝันดี

แต่ก็มีบางเช้าหรือบางค่ำคืนที่ผมไม่ฟังเพลงใดๆ เลย นอกเสียจากเสียงเพลงของความเงียบที่มีความรู้สึกของตัวเองเป็นท่วงทำนอง แล้วปล่อยให้ตัวกับหัวใจ

ต่างแยกย้ายกันไปพเนจร...

Tuesday, October 02, 2007

เราจากกันก็นาน


2/10/07
เราจากกันก็นาน

เราจากกันก็นาน
โดยมีกาลเวลา
เป็นสักขี

เข็มนาฬิกาเป็นผู้คล้อยตาม
เช่นเดียวกับ
พระอาทิตย์และพระจันทร์

ที่สลับหมุนวน
เปลี่ยนกันมาเยี่ยมเยียน

เช่นเดียวกับ
ความทรงจำของฉัน
ที่มีเธอตัดสลับปัจจุบัน
และเว้นอนาคตไว้ด้วยความว่างเปล่า

แน่นอน
ความคิดถึง
ไม่ใช่เรื่องผิด

แน่นอน
ความคิดถึง
ห้ามกันไม่ได้

เหมือนกับที่เธอห้าม
ความสัมพันธ์
จนคำว่า ‘รัก’
เป็นคำว่า ‘รก’

และฉัน
เป็นจำเลย…




Tuesday, September 11, 2007

กำลังใจ


กำลังใจ/วิภพ ล้อมเขต

สายลมเอื่อยเฉื่อยของเช้าวันเสาร์พัดโชยเข้ามาทางหน้าต่าง 2 บานที่มีโมบายดักรอคอยอยู่ ผมนึกถึงถ้อยคำจากปากช่อง

“เป็นไงบ้างละมึง เงียบหายไปนาน เรื่องสั้นที่ส่งมากูยังไม่ได้อ่านให้เลย รอหน่อยละกัน”

“แล้วเขาประกาศผลหรือยัง อ้าว…ช่างแม่งมัน หน้าที่ของเราคือเขียน ไม่ได้คอยเอาใจกรรมการ”

“ไม่เข้าใจ แม่งก็ต้องเข้าใจ ใครมันจะไปอยู่ได้ เงินแค่นั้น มึงต้องแดกข้าวนะ มึงไม่ได้อิ่มทิพย์”

“ไปทำแค่ 2 เดือนก็พอ ทำให้รู้ ทำให้เข้าใจแล้วก็ไม่ต้องไปทำแล้ว เสียเวลาเขียนหนังสือ”

“อายุมึงยังน้อย มึงมีเวลามากกว่าคนอื่น ว่างๆ ก็ส่งเรื่องสั้นไปลงกับเขาบ้าง ให้พี่ๆ เขาหายคิดถึงบ้าง ดีกว่าอยู่เฉยๆ”

“ทีนี้มึงก็เดินเป็นเส้นตรงได้แล้ว อย่าไปเสียเวลาเดินอ้อม”

“ยังไงถ้าว่างมึงก็เข้ามาบ้านบ้างละกัน”

สิ้นเสียงคำพูดที่เป็นเหมือนเข็มทิศชีวิตและกำลังใจ หลังจากวางสายผมล้มตัวลงนอนบนโซฟานั่งเล่นเพื่อคิดอะไรบางอย่าง ผมรู้สึกถึงความผ่อนคลายเหมือนคนที่พบทางออกจากเขาวงกต นึกถึงหลายค่ำคืนที่นั่งมองหน้าจอกระดาษอิเล็กทรอนิกส์ที่ว่างเปล่า แล้วหลับตาลงนอนโดยที่ไม่ได้เรียงร้อยถ้อยคำใดๆ ออกมาอย่างทุกครั้งที่เคยเป็น

ผมเชื่อว่าช่วงเวลาที่แย่ที่สุดของนักเขียน คือช่วงเวลาที่อ่านหนังสือเล่มไหนก็อ่านไม่จบ และที่แย่ไปกว่านั้นคือการเขียนอะไรไม่ออก

เมื่อเขียนได้ก็ต้องคิดได้ เมื่อคิดได้ก็ต้องมีวิธีแก้ไขปัญหา นักเขียนหลายคนเมื่อประสบกับปัญหาแบบนี้จึงมีวิธีแก้ไขปัญหาต่างกันไปคนละแบบ

หลายคนออกเดินทางเพราะเชื่อว่าการเดินทางเป็นสายตาของนักเขียน หลายคนเลือกที่จะนั่งเผชิญหน้ากับอาการเขียนไม่ออกเพื่อเอาชนะ หลายคนเลือกที่จะหันไปทำอาชีพอื่นหรืออาชีพที่ใกล้เคียงเพื่อรอช่วงเวลากลับมาเขียนอะไรได้เหมือนเดิม และหลายคนเลือกที่จะตายจากไปจากถนนนักเขียนแบบเงียบๆ อย่างไม่หวนกลับคืน

หนึ่งในวิธีแก้ปัญหาการเขียนอย่างหนึ่งของเออเนส เฮมิ่งเวย์ คือการหยุดเขียนเมื่อคิดได้ว่าจะเขียนอะไรต่อ และถ้ายังคิดอะไรไม่ออกเขาจะไม่หยุดเขียน เพื่อให้การเขียนนั้นลื่นไหลในการกลับมาเขียนอีกวันหนึ่ง และเฮมิ่งเวย์เชื่อว่า ช่วงเวลาที่นักเขียนจะเขียนหนังสือได้ดีที่สุด คือช่วงเวลาที่นักเขียนกำลังมีความรัก เพราะสำหรับเฮมิ่งเวย์ ความรักเป็นกำลังใจที่ดีที่สุดของการเขียนหนังสือ

ผมไม่รู้ว่าความรักจะมีผลต่อการเขียนหนังสือมากแบบที่เฮมิ่งเวย์เชื่อหรือเปล่า แต่ค่ำคืนหนึ่งบนรถแท็กซี่ระหว่างทางที่กลับบ้าน แสงไฟจากเสาไฟฟ้าที่พาดผ่านลงมาบนหน้ากระจกรถทอดผ่านตัวผมต้นแล้วต้นเล่า ทำให้ผมนึกถึงกำลังใจที่รุ่นพี่นักเขียนสาวคนหนึ่งกำลังต้องการ

“ตอนนี้ถ้าเขียนอะไรอยู่ก็ส่งมาให้พี่อ่านบ้างนะ ตั้งแต่พี่เขาตายไป พี่ก็เขียนอะไรไม่ได้เลย ไม่ใช่ว่าพี่ไม่พยายาม พี่พยายามแล้วแต่พี่เขียนอะไรไม่ได้เลยจริงๆ”

แน่นอนว่าการจากไปแบบไม่หวนคืนของรุ่นพี่นักเขียนหนุ่มคนนั้น คือการสูญเสียครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งของวงการวรรณกรรมไทย ในฐานะนักเขียนแน่นอนว่ารุ่นพี่นักเขียนสาวคงเสียใจไม่แพ้คนอื่นๆ แต่ในฐานะคนรักของกันและกันที่คอยอยู่เคียงข้างให้กำลังใจกันมาตลอด การจากไปแบบไม่หวนคืนของรุ่นพี่นักเขียนหนุ่มคนนั้น จึงย่อมมีความหมายมากกว่าคำว่าเสียใจจนหาถ้อยคำใดๆ มาทดแทนไม่ได้

หลังจากกลับถึงบ้าน ค่ำคืนนั้นผมนั่งลงตรงโต๊ะเขียนหนังสือ มองดูภาพถ่ายที่แปะไว้ตรงโต๊ะหนังสือของคนในอดีตบางคน ที่ส่งข้ามน้ำข้ามทะเลมาครึ่งโลกพร้อมถ้อยคำกำลังใจประโยคหนึ่ง

‘Just doing make every hour happy hour you’re smart.’

ผมนั่งมองภาพถ่ายใบนั้นอยู่นานเท่านาน แม้วันเวลาจะทำให้ภาพถ่ายซีดจางเหมือนเจ้าของภาพถ่ายที่ห่างหายกันไปจนกลายเป็นสายลมที่เคยพัดผ่าน แต่ถ้อยคำกำลังใจประโยคนั้นยังคงคมชัดอยู่เสมอ

ค่ำคืนนั้นผมตัดสินใจรวบรวมงานเขียนของตัวเองที่มีทั้งหมดส่งไปให้รุ่นพี่นักเขียนสาวอ่าน แม้ว่างานเขียนของผมจะช่วยรุ่นพี่นักเขียนสาวไม่ได้มากนัก แต่อย่างน้อยในยามที่ท้อแท้ การให้กำลังใจกันและกันผมถือว่าเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่หาซื้อขายกันไม่ได้

จริงอยู่ว่าไม่มีกำลังใจใดสำคัญเท่ากำลังใจจากตัวเอง แต่มนุษย์ไม่ได้ดำรงชีวิตอยู่บนโลกกลมๆ ใบนี้เพียงลำพัง นอกจากกำลังใจจากตัวเองแล้ว กำลังใจจากคนอื่นจึงมีความสำคัญไม่แพ้กัน

โดยเฉพาะกำลังใจจากคนที่รักเราหรือคนที่เรารัก...

หลังจากนั้น 3 เดือนต่อมา...ผมได้ยินเสียงดีใจของรุ่นพี่นักเขียนสาวที่ดังผ่านมาทางโทรศัพท์ เกี่ยวกับหนังสือเล่มใหม่ของเธอที่กำลังจะออก

เสียงโมบายที่ดักรอสายลมเอื่อยเฉื่อยของเช้าวันเสาร์ส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งๆ ผมลุกขึ้นจากโซฟานั่งเล่นเดินไปที่ชั้นหนังสือในห้องนอน หยิบหนังสือเล่มหนึ่งที่ได้มาจากเจ้าของถ้อยคำจากปากช่องผู้เป็นดั่งครูทางจิตวิญาณ หลังจากที่ผมได้ให้คำมั่นสัญญาอะไรบางอย่าง

“กูมีหนังสือเล่มนี้อยู่ 2 เล่ม เก็บไว้อ่านตอนเขียนอะไรไม่ออก กูให้มึงเล่มหนึ่ง กูเป็นกำลังใจให้บนถนนสายนี้ยังมีที่ว่างเสมอ”

ผมนั่งลงที่โต๊ะหนังสือ วางหนังสือเล่มนั้นลงข้างกาย มองดูถ้อยคำกำลังใจจากภาพถ่ายที่ซีดจาง แล้วค่อยๆ เรียงร้อยถ้อยคำลงบนแป้นคีย์บอร์ด ปรากฏออกมาเป็นทิวแถวถ้อยคำ

บนหน้าจอกระดาษอิเล็กทรอนิกส์ที่ว่างเปล่า…


Tuesday, August 21, 2007

นินทาแม่


นินทาแม่/วิภพ ล้อมเขต

อาจเป็นเพราะเป็นเด็กบ้านนอกตั้งแต่กำเนิด และต้องฝากปากท้องไว้กับชีวิตที่กรุงเทพฯ ทุกครั้งที่มีวันหยุดยาวหรือเทศกาล ผมกับพี่สาวจะซื้อตั๋วรถทัวร์เพื่อกลับบ้านที่ชุมพรมากกว่าไปเที่ยวทุกครั้ง จองทันบ้างไม่ทันบ้างก็ว่ากันไป แต่ทุกครั้งเราสองคนก็มักจะได้กลับบ้านเสมอ

ถึงบางครั้งต้องยืนเบียดกันไปหรือนั่งเก้าอี้พลาสติกจนถึงชุมพรก็ตาม แต่พอถึงบ้านได้เห็นหน้าแม่ ความอ่อนล้าจากการเดินทางก็เหมือนจะระเหยไปกับสายลม

ตั้งแต่จำความได้ครอบครัวของผมมีกันเพียง 3 คน คือ แม่ พี่สาวและตัวผม ส่วนพ่อนั้นอย่าถามผมเลยว่าอยู่ไหน ผมเพียงได้แต่คิดให้ตัวเองดูเป็นลูกที่กตัญญูได้เพียงว่า พ่อคงมีเหตุผลของพ่อ ที่ทิ้งพวกเราไปแบบไม่สนใจจะเหลียวแล แล้วปล่อยให้แม่ต้องทำหน้าที่แทนพ่อ โดยที่พ่อไปทำหน้าที่พ่อที่ดีให้กับคนอื่น

แต่ถึงครอบครัวของเราจะขาดพ่อที่ต้องทำหน้าที่ผู้นำ แต่แม่ก็ไม่เคยอายที่จะก้าวเข้ามาทำหน้าที่แทนพ่อ และทอดทิ้งผมกับพี่สาว ปล่อยให้เราสองคนอดๆ อยากๆ เลยสักครั้งเดียว

แม่เป็นต้นแบบของการเสียสละ เวลานั่งกินข้าวด้วยกัน 3 คนแม่ลูก แม่มักจะตักน้ำแกงมากกว่าเนื้อ และกินข้าวน้อยกว่าผมกับพี่สาว ทั้งๆ ที่แม่เองก็ทำงานหนักมาทั้งวัน เรื่องเรียนก็เหมือนกัน แม่ไม่เคยบังคับว่าจะต้องเรียนอะไร ไม่เคยมานั่งสอนการบ้านจ้ำจี้จ้ำไช ว่าทำไมโจทย์แค่นี้ ลูกถึงคิดไม่ได้

เหตุผลไม่ใช่เพราะแม่เรียนจบแค่ ป.4 แต่เป็นเพราะแม่คิดว่า เรื่องราวนอกห้องเรียนนั้นสำคัญกว่าเรื่องราวของโจทย์บนหน้ากระดาษ ตอนที่เอ็นทรานซ์วินาทีที่ผมบอกแม่ว่า ผมตัดสินใจเลือกเรียนคณะนิเทศศาสตร์ เอกวารสารศาสตร์ เพียงเพราะผมอยากรู้ว่าเขาเข้าสันหนังสือกันอย่างไร แม่ก็บอกผมกลับมาว่า

แล้วอย่าลืมเอาหนังสือที่ลูกทำ หรือไม่ก็งานเขียนของลูกมาให้แม่อ่านบ้างละ...

แต่ถ้าจะถามว่าถ้าต้องให้แม่สอนขึ้นมาแล้วแม่จะสอนอะไร ผมคิดว่าการอ่านหนังสือให้ลูกฟังตั้งแต่ผมกับพี่สาวยังอยู่ในท้องแม่จนถึงช่วงเวลาปัจจุบัน และนิสัยชอบฟังเพลงของแม่ 2 สิ่งนี้คือคำสอนที่เป็นมรดกที่แม่มอบให้ผมกับพี่สาว ที่เราสองคนดูจะรักและหวงมากเป็นพิเศษ

ปี 2545 ผมเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ด้วยเหตุผลของหน้าที่ทางการศึกษา ตามรอยเท้าของพี่สาวที่เข้ามาแสวงหาอนาคตอยู่ก่อนแล้ว จากที่เคยอยู่พร้อมหน้ากัน 3 คนแม่ลูก หลังจากพี่สาวต้องออกจากบ้านเพื่อเติบโต และตามด้วยผมที่ต้องเติบโตด้วยเช่นกัน ทุกเช้าในแต่ละวันของแม่จึงเปลี่ยนไปจากวันเก่าๆ

ผมรู้ว่าเวลาลืมตาตื่นขึ้นมา แม่ไม่รู้จะนั่งกินข้าวกับใคร ยังดีที่มี ‘ถุงเงิน’ อยู่เป็นเพื่อนแม่ ช่วยคลายความเหงาของแม่ได้บ้าง แต่พอวันหนึ่งที่ถุงเงินต้องจากไป เสียงที่สั่นเครือของแม่ที่ส่งผ่านมาทางคลื่นไร้สาย กลับทำให้ผมรับรู้ถึงความเหงาของแม่ที่กำลังจะเพิ่มขึ้นในเช้าวันใหม่ที่แม่ลืมตาตื่น

น้ำตาของผมไหลเมื่อรับรู้ว่าแม่กำลังร้องไห้ แต่แม่ก็ชิงตัดสายโทรศัพท์ เพียงเพราะไม่อยากให้ผมได้ยินเสียงร้องไห้ และคงลืมไปว่าที่จริงแล้ว ตัวเองก็คือผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่มีสิทธิ์ร้องไห้ และในฐานะที่แม่ต้องทำหน้าที่พ่อไปด้วย แม่จึงกลายเป็นคนที่ชอบรักษาฟอร์มของตัวเองอยู่เสมอ

ยิ่งเรื่องอะไรที่ดูจะเสียหน้าให้ลูก แม่ยิ่งรักษาฟอร์มมากเป็นพิเศษ วันเกิดของแม่ปีที่แล้ว ผมเคยลองใจแม่ด้วยการไม่โทรหาแม่เลยเป็นเวลาเกือบ 1 เดือน แล้วนั่งรถกลับบ้านที่ชุมพรเพื่อถือเค้กวันเกิดไปให้แม่

วินาทีที่แม่เห็นผมเดินถือเค้กวันเกิดเข้ามาหา แม่โวยวายตามประสาคนฟอร์มเยอะ ถามผมว่าจะนั่งรถมาทำไมให้เปลืองค่ารถเดี๋ยวก็ต้องกลับแล้ว แต่ตอนที่แม่พูดแม่ได้มองหน้าผม พูดจบแม่ก็เดินหายเข้าไปในครัว แอบยืนเช็ดน้ำตาไม่ให้ผมเห็น

วันเกิดของแม่ปีนี้เวียนมาอีกครั้งเป็นรอบที่ 62 แต่รอยยิ้มของแม่ยังเหมือนเดิมทุกครั้งที่เห็นหน้าผมกับพี่สาว การได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันกับลูกๆ และได้ลุกขึ้นมาเพื่อทำกับข้าวให้ผมกับพี่สาวกินตั้งแต่เช้า จึงนับเป็นของขวัญที่แม่ต้องการและมีความหมายกับแม่มากเป็นพิเศษ และแน่นอนว่าผมกับพี่สาวก็กินกับข้าวฝีมือแม่เหมือนตายอดตายอยากมาเป็นปีๆ

หนึ่งในพรสวรรค์ของแม่ที่นอกจากจะเป็นคนอารมณ์ดีขี้อำแล้ว คือการเป็นคนมือเขียว ที่ปลูกต้นอะไรก็ขึ้น ออกดอกงอกงาม จนกลายเป็นความภาคภูมิใจของแม่อยู่เสมอ จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ ถ้าสวนหย่อมที่แม่จัดจะกลายสภาพเป็นป่ามากกว่าสวนหย่อมเพียงในระยะเวลาไม่กี่เดือน

แม่เป็นคนชอบปลูกต้นไม้ระดับถ้าติดยาคงต้องส่งไปเลิกที่ถ้ำกระบอก ตอนที่ต้นโป๊ยเซียนกำลังเป็นที่นิยม แม่เองก็ไม่พลาดที่จะมีต้นโป๊ยเซียนเป็นร้อยๆ ต้น กระจุกอัดกันอยู่ในพื้นที่สวนหย่อมเล็กๆ ของแม่ จนเซียนโป๊ยเซียนแถวบ้านทั้งหลาย ยังต้องมาขอดูต้นโป๊ยเซียนของแม่อยู่บ่อยๆ แต่ผมกับพี่สาวกลับไม่ได้กลายเป็นคนมือเขียวเหมือนกับแม่ จะปลูกอะไรทีก็ตายมากกว่ารอดเกือบทุกครั้ง

ตอนที่แม่ขึ้นมาหาผมกับพี่สาวที่กรุงเทพฯ แม่ทนไม่ได้ที่บ้านเช่าไม้สีเขียวที่สะพานใหม่ของผมกับพี่สาวไม่มีต้นไม้วางอยู่เลยสักต้นเดียว แม่จึงไปซื้อต้นไม้ชื่อเดียวกับตัวแม่มาไว้ให้ผมกับพี่สาว 1 ต้น จัดการย้ายต้นไม้จากกระถางเล็กไปกระถางใหญ่ แล้ววางไว้ตรงหน้าบ้านให้ผมกับพี่สาวได้คอยรดน้ำ

ความเป็นคนมือเขียวของแม่ ทำให้ผมกับพี่สาวมั่นใจว่า เปอร์เซ็นรอดของต้นไม้ต้นนี้ต้องมีมากกว่าเปอร์เซ็นไม่รอดแน่นอน และทุกครั้งที่รดน้ำไม่ผมหรือพี่สาวก็จะโทรศัพท์ไปหาแม่ทุกครั้ง

พี่สาวของผมบอกว่านี่อาจเป็นกลยุทธ์รักษาฟอร์มของแม่ ที่ช่วยสะกิดให้เราคิดถึงแม่อยู่บ่อยๆ มากกว่าการให้แม่โทรศัพท์มาหาก็เป็นไปได้ แต่ผมกลับกลัวว่าหากรู้สึกคิดถึงแม่ขึ้นมามากๆ ในช่วงเวลาที่ชีวิตเหนื่อยล้าจากการฝากปากท้องและอนาคตไว้กับกรุงเทพฯ น้ำตาของลูกแม่อาจจะไหลเอาง่ายๆ และอาจทำให้แม่รู้สึกเป็นห่วงจนนอนไม่หลับ

ครั้งหนึ่งพี่สาวนักเขียนที่เป็นพี่เลี้ยงชีวิตของผมตลอดชีวิตเคยบอกกับแม่ว่า ผมชอบเขียนอะไรถึงแม่อยู่บ่อยๆ แต่แม่เองคงไม่เคยได้อ่าน

ถูกต้องอย่างที่พี่สาวนักเขียนที่เป็นพี่เลี้ยงชีวิตผมพูดทุกประการ หลายคนอาจสงสัยว่าทำไม ผมบอกให้ก็ได้ว่า เพราะในฐานะที่เป็นลูกของแม่

ผมเองก็ต้องรักษาฟอร์มไว้เช่นเดียวกัน…






Thursday, August 16, 2007

ทฤษฏีของความรัก


ทฤษฏีของความรัก/วิภพ ล้อมเขต
ตีพิมพ์ครั้งแรก/หากรักมาต้องหาที่ให้รักนั่ง สำนักพิมพ์ไม้ยมก ปี 2547

แด่…หญิงสาวแห่งโชคชะตา

ลมหนาวพัดมาครั้งที่เท่าไรผมจำไม่ได้ หน้าต่างสี่เหลี่ยมบานเล็กๆ ในห้อง ยังคงโอบกอดลมหนาวไว้อย่างสม่ำเสมอ ผมนึกถึงคำพูดของไอสไตน์ประโยคหนึ่งที่ผมได้อ่านเมื่อคืน

“แรงดึงดูดของโลกไม่ได้ทำให้คนเราตกหลุมรักกัน”

เช้าวันใหม่ก้าวเท้าเข้ามาหาผมทุกวันอย่างที่เคยเป็น ผมค่อยๆ เอื้อมมือไปปิดสวิตช์โคมไฟและเปิดแผ่น CD ที่เธอมอบให้ในเวลาไล่เลี่ยกัน เช้าๆ อย่างนี้ดอกกุหลาบสีแดงในแจกันทรงขวดเหล้ามือสองยังคงผลิบานอย่างเต่งตึง เพียงพอที่จะทำให้ผมส่งยิ้มให้กับแสงแดดยามเช้าได้อย่างสนิทใจ

โมบายที่แขวนไว้ข้างหน้าต่างส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งเมื่อต้องลม ผมนึกถึงคำพูดของผมที่พูดคุยกับเธอผ่านทางโลกไร้สาย

“นึกแล้วก็ตลกนะ ไม่น่าเชื่อว่าความผิดพลาดของผมจะทำให้เราสองคนได้เจอกัน”

“555 นั่นนะสิ มันเลยทำให้เราสองคนได้รู้จักกันเสียที”

ในโลกของความเป็นจริงนั้น หากไม่ใช่เพราะความผิดพลาด ก็คงเป็นเพราะโชคชะตาที่ทำให้เราสองคนได้รู้จักกัน ผมบังเอิญรู้จักเธอผ่านโปรแกรม MSN ด้วยการที่ผมพิมพ์ชื่อของเพื่อนเข้าไป แต่ผมดันพิมพ์ชื่อของเพื่อนตกไปหนึ่งคำ เลยกลายเป็นเธอเข้ามาอยู่ในลิสต์รายชื่อของเพื่อนผม

“ไอ้ต้น เงียบเลยนะมึง ไม่ยอมทักกู” ผมพิมพ์ทักทายเธอเพราะคิดว่าเป็นเพื่อนของผมที่ปกติมักจะเข้ามาทักผมเสมอ

“เอ่อ! ขอโทษนะคะ ไม่ทราบว่าใครคะ” เธอพิมพ์ตอบกลับมา

“อะไรของมึง จำกูไม่ได้เหรอวะ”

“นี่ไม่ใช่ต้นนะคะ แล้วไม่ทราบว่าคุณคือใครคะ ทักคนผิดหรือเปล่า”

ผมหยุดคิดก่อนจะพิมพ์ตอบกลับไป คงไม่ใช่เรื่องธรรมดาแน่ๆ ที่อยู่ๆ ไอ้ต้นจะพูดจาดีๆ กับผม ผมรีบกดโทรศัพท์หามันทันที

“เฮ้ย! มึงออนไลน์อยู่หรือเปล่าวะ”

“ไม่ได้ออนวะ มีอะไร”

“เหรอวะ ไม่มีอะไร แค่นี้นะมึง”

เมื่อความจริงปรากฏ ผมปล่อยไก่เข้าซะแล้ว ผมเลยพิมพ์ตอบเธอกลับไปเพื่อขอโทษเธอ

“ขอโทษนะครับ ผมทักคนผิด คิดว่าเป็นเพื่อนของผม”

“ไม่เป็นไรคะ ว่าแต่คุณเอาเมล์ฉันมาจากไหนคะ”

“ผมก็คงพิมพ์เมล์เพื่อนผิดเป็นเมล์คุณอีกนั่นแหละครับ”

“555 จริงเหรอคะ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ”

“ครับ ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันครับ”

“ผมชื่อ…ครับ”

“ฉันชื่อ…คะ”

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ผมและเธอจึงเริ่มคุยกันมากขึ้น ทั้งในโลกของMSN และโลกของการสื่อสารไร้สาย จนมาถึงวันหนึ่งที่ผมและเธอได้เจอหน้ากันเป็นครั้งแรก

“วันพฤหัสบดีที่จะถึงนี้คุณว่างมั๊ย” เธอถามผมในเช้าวันหนึ่ง

“ก็น่าจะว่างนะ ทำไมเหรอ”

“ฉันอยากชวนคุณมางานรับปริญญาของฉันที่มหา’ลัย คุณพอจะมีเวลาว่างมาได้มั๊ย”

“เดี๋ยวนะผมขอดูตารางสอบก่อน o.k. วันนั้นผมว่างไม่มีสอบ ผมจะไปงานรับปริญญาคุณก็แล้วกัน”

“คุณมาได้จริงๆ นะ” เธอถามผมย้ำอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ

“ได้สิ ทำไมจะไม่ได้ละ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด บัณฑิตใหม่ได้รับของขวัญจากผมแน่” ผมบอกย้ำกับเธอเพื่อให้เธอสบายใจก่อนจะวางสาย

บนรถตู้สายกรุงเทพ-ชลบุรีกับเงิน 100 บาทที่เหลืออยู่ บนความยาวนานของเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย 2 ชั่วโมงเต็มๆ แล้วที่ผมยังคงนั่งอยู่บนเบาะรถตู้ตัวหลังสุด ผมไม่เคยไปมหา’ลัยที่เธอรับปริญญา และกว่าผมจะได้เจอเธอก็เหลือเวลาไม่ถึง 30 นาที ที่รถตู้คันสุดท้ายจะพาผมกลับถึงบ้านที่กรุงเทพ

“ขอโทษนะครับ หอประชุมไปทางไหน” ทางนี้เหรอครับ ขอบคุณมากครับ”

เส้นทางที่ไม่คุ้นเคย ทำให้ผมต้องถามเอาจากคนแปลกหน้ามากมายที่เดินผ่านไปมา ในชั่วโมงของความเร่งรีบ บนเงื่อนไขของเวลา เงิน 100 บาทในกระเป๋ากางเกง ที่บีบรัดผมมากขึ้นทุกวินาที แต่ไหนๆ ก็ตั้งใจมาแล้ว อย่างน้อยผมจะต้องพบเธอให้ได้

“คุณอยู่ตรงไหนแล้ว” เธอถามผมผ่านทางโลกของการสื่อสารไร้สาย ยิ่งทำให้ผมรู้สึกอยากพบเธอมากขึ้น

“ผมอยู่ตรงหน้ากองอำนวยการหลังรถพยาบาล คุรอยู่ตรงไหน”

ผู้คนมากมายและบัณฑิตยังคงเดินผ่านไปมาวุ่นวายตามหาคนที่ตัวเองต้องการพบซึ่งกันและกัน ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่ในขณะที่กำลังมองหา รถพยาบาลที่จอดอยู่ข้างๆ ผม ก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไปเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ เหลือเพียงภาพบัณฑิตสาวยืนคุยโทรศัพท์ สีหน้ากังวลคล้ายรอใครสักคน ปรากฏเข้ามาแทนที่

ทันที่ที่บัณฑิตสาวคนนั้นหันกลับมา ถ้อยคำทางโลกไร้สายกับริมฝีปากของเธอขยับเป็นท่วงทำนองเดียวกัน

“เจอแล้ว คุณอยู่ตรงนี้เองคุณนักเขียน”

ใช่! ผมและเธอต่างยืนหันหลังให้กันและกัน ต่างคนต่างเฝ้ามองไปข้างหน้า จนเมื่อหันหลังกลับมามองถึงได้รู้ว่า เราสองคนต่างยืนหันหลังให้กันคนละด้านของรถพยาบาลที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไป

“สวัสดีครับ” ผมยิ้มและทักทายเธอ

“สวัสดีคะ คุณมาถึงนานหรือยัง” เธอยิ้มและทักทายผมบ้างจนผมอายที่จะพูดกับเธอ ยิ่งเมื่อได้เห็นเธอใกล้ๆ ผมคิดว่าเธอสวยมาก มากพอที่จะทำให้ผมหลงรักฤดูหนาวปีนี้ได้มากกว่าเดิม และรอยยิ้มของเธอก็ทำให้ผมลืมเรื่องรถตู้คันสุดท้ายที่จะพาผมกลับบ้านที่กรุงเทพไปเสียสนิทใจ

“ก็มาถึงได้สักพักแล้วละ พอดีผมเดินหลงๆ อยู่แถวนี้ นี่รูปผมวาดเอง กระดาษห่อรูปดูไม่เรียบร้อยหน่อยนะ ส่วนนี่หนังสือทำมือของผม ของขวัญที่ผมบอกว่าจะเอามาให้คุณ ยินดีด้วยนะครับ” ผมหยิบของขวัญและส่งยิ้มให้เธออีกครั้ง

“ขอบคุณคะ ถ่ายรูปด้วยกันก่อนนะคะ”

เสียงชัตเตอร์ลั่นขึ้นมา 3 ครั้งเพื่อบันทึกภาพและช่วงเวลาของค่ำคืนที่ผมและเธอได้พบกันครั้งแรกลงบนม้วนฟิล์ม

“คุณไม่รีบกลับใช่มั๊ยคะ ฉันอยากให้คุรอยู่ทานข้าวด้วยกันก่อนนะคะ”

“ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณมากครับ พอดีผมมีงานที่ต้องทำค้างไว้ ผมคงต้องขอโทษด้วยที่ไม่ได้อยู่ทานข้าวกับครอบครัวของคุณ” ผมปฏิเสธเธอไป ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วผมอยากอยู่ทานข้าวกับครอบครัวของเธอมาก แต่เงิน 100 บาทที่อยู่ในกระเป๋าก็ทำให้ผมรู้สึกเจียมเนื้อเจียมตัว

น่าเสียดายจังที่คุณไม่ได้อยู่ทานข้าวด้วยกัน ไว้ฉันเข้าไปกรุงเทพเมื่อไรจะขอเลี้ยงข้าวคุณสักมื้อนะคะ”

“555 คุณไม่ต้องลำบากหรอก แต่ตอนนี้ผมคงต้องกลับแล้ว รถตู้คันสุดท้ายคงรอผมอยู่”

ผลกล่าวลาเธอ ก่อนที่จะยกมือไหว้พ่อกับแม่ของเธอ และยกมือไหว้เพื่อลาท่านทั้งสองอีกครั้ง แล้วผมก็วิ่งหายเข้าไปในฝูงชนที่แปลกหน้าบนเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย

“กรุงเทพครับกรุงเทพ เหลืออีกคนเดียวจะออกแล้วครับ” เสียงคนขับรถตะโกนเรียกผู้โดยสารในช่วงเวลาที่ผมวิ่งไปถึงแบบพอดิบพอดี

ผมควักเงิน 100 บาทในกระเป๋าออกมาจ่ายเป็นค่าโดยสาร ลมหนาวพัดมาวูบเดียวแล้วจากไปโดยไม่รู้ตัว ในช่วงเวลาที่ผมค่อยๆ เอนกายลงพิงเบาะรถตู้พลางถอนหายใจ

“เฮ้อ! ในที่สุดผมก็ได้เจอเธอซะที”

รถตู้ชลบุรี-กรุงเทพคันสุดท้ายที่กำลังมุ่งหน้าสู่กรุงเทพ ค่อยๆ เคลื่อนตัวพาผมไกลจากที่ๆ ผมและเธอได้พบหน้าและพูดคุยกันนอกโลกการสื่อสารไร้สายเป็นครั้งแรก

ผมเพียงแต่นั่งอมยิ้มให้กับลักยิ้มบุ๋มของเธอทั้งสองข้างเรื่องราวและเรื่องราวที่เพิ่งผ่านไป ในใจรู้สึกคล้ายๆ เหมือนผมเคยพบและรู้จักเธอมาก่อน แต่ผมจำไม่ได้ว่าเมื่อไรที่ไหนเท่านั้นเอง

คืนนั้นผมกลับถึงบ้าน 5 ทุ่มครึ่ง สรุปแล้วผมใช้เวลานั่งรถไป-กลับ 4 ชั่วโมง เพื่อเจอหน้าและพูดคุยกับเธอเพียง 5 นาที และมันก็เป็น 5 นาทีที่พอจะทำให้เธอก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผมมากขึ้น

แผ่น CD ที่เธอส่งมาให้ผมเป็นของขวัญวันปีใหม่ยังคงหมุนวนรอบตัวเองเป็นท่วงทำนองที่ผมคุ้นเคย ผมหยิบรูปที่ถ่ายคู่กับเธอที่เธอส่งมาให้ผมพร้อมกับ CD ขึ้นมาดู อ่านกระดาษแผ่นเล็กๆ ที่เธอแนบมาเขียนถึงผมว่า

“ส่งรูปมาให้แล้วนะ หน้าตาคุณนักเขียนแบบรีบร้อนมากๆ อ่ะนะ 555 แล้วก็ส่งรูปที่คนในรูปสวยๆ มาให้ดูเผื่อคิดถึง เอาเป็นว่า ยินดีที่ได้รู้จักอีกครั้งละกันคะ”

ผมค่อยๆ เอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์ ความคิดถึงผลักดันให้ผมอยากได้ยินเสียงเธอในเช้าวันใหม่ที่ลืมตาตื่น หมายเลขของเธอถูกทบทวนคำสั่งลงเครื่องอีกครั้ง

“086-151-01xx”

“ฮาโหล สวัสดี คุยได้มั๊ยครับ”

“ฮาโหล สวัสดี ได้คุยได้ ว่าไงคะ”

“คุณขับรถอยู่หรือเปล่า” ผมถามเธออีกครั้งเพื่อความแน่ใจ”

“เปล่าคะ กำลังจะออนไลน์ คุณจะออนไลน์หรือเปล่า”

“o.k. งั้นแค่นี้นะ” ผมตัดบทพูดกับเธอ

“อ้าว! คุณจะไปไหน” เธอถามผมเมื่อเห็นว่าผมจะวางสาย

“ไปเจอคุณใน MSN ไง”

บนหน้าต่างสนทนานของ MSN เธอใช้ชื่อว่า ‘เชื่อไหมโชคชะตา’

ผมพิมพ์ตอบเธอกลับไปว่า

“เชื่อสิ”

ลมหนาวพัดมาครั้งที่เท่าไรผมจำไม่ได้ หน้าต่างสี่เหลี่ยมบานเล็กๆ ในห้อง ยังคงโอบกอดลมหนาวไว้อย่างสม่ำเสมอ ผมนึกถึงคำพูดของไอสไตน์ประโยคหนึ่งที่ผมได้อ่านเมื่อคืน

“แรงดึงดูดของโลกไม่ได้ทำให้คนเราตกหลุมรักกัน…”

Tuesday, August 07, 2007

ที่นี่...ทะเลน้อย






ทะเลน้อยยามเช้า

ชีวิตของบางคนเริ่มตินที่นี่

ลุงเจ้าของเรือ



ก๊วนใหม่

ออกเดินทาง...







แมลงปอปีกสวย...



ทำงาน...



บัวตูม บัวบาน...

ทะเลน้อยของจริงจะต้องมีทุ่งดอกบัวอย่างที่เห็นนี่แหละ...
ปล.มาเยือนทะเลน้อยทีไร คิดถึงพี่กนกพงศ์กับพี่พูขึ้นมาทุกที...

Monday, July 23, 2007

Toffee Bar บาร์ในห้องนอน

Toffee Bar บาร์ในห้องนอน…วิภพ ล้อมเขต

นอกเหนือจากการมีจักรยานโบราณมือแปดรุ่นแม่บ้านญี่ปุ่นปั่นไปซื้อของ ยี่ห้อ MIYATA แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ผมเป็นเจ้าของอย่างถูกต้องคือ บาร์เล็กๆ ในห้องนอนของตัวเองที่ผมตั้งชื่อตามชื่อหมาของผมว่า

‘Toffee Bar’

บาร์เล็กๆ ในห้องนอนของผมเปิดให้บริการหลังพระอาทิตย์ตกดินเป็นต้นไป ถ้าคุณเป็นคนช่างสังเกต คุณก็จะเห็นนาฬิกาแขวนผนังในห้องนอนของผมที่เดินไม่เคยตรงเวลา และบางครั้งก็หยุดเดินเอาดื้อๆ

ทุกครั้งเวลาผมปิดไฟในห้องนอนนาฬิกาลูกหมูดิจิตอลของผมจะส่องแสงสลับกัน 6 สี เพลงYesterdays ของ Mile Davids ที่เป็นสัญญาณแห่งการเริ่มต้นในแต่ละค่ำคืนของบาร์ก็จะเริ่มดังขึ้น หลังจากนั้นจะเป็นเพลงที่ไม่ได้ถูกกำหนดไว้ และจะปิดบาร์ด้วยเพลง Autumn Leaves ที่เป็นการดวลกันของเทพเจ้าแห่งทรัมเป็ตและเทพเจ้าแห่งแซ็กโซโฟน Mile Davids กับ John Coltrane เสมอ

บาร์เล็กๆ ในห้องนอนของผมทำขึ้นมาจากชั้นวางทีวีเก่าๆ โชคดีที่ชั้นล่างยังมีประตูกระจกที่ยังใช้การได้อยู่ บางเวลานอกจากจะเป็นที่เก็บ cd แล้ว จึงกลายเป็นที่เก็บบรรดาอุปกรณ์ในการชงเหล้าทั้งหลายด้วยไปโดยปริยาย ด้านขวาของบาร์เป็นโต๊ะที่ผมใช้เขียนหนังสือ ส่วนทางด้านซ้ายเป็นที่นอนเตียงเดี่ยวขนาด 3.5x5 ฟุต และนอกเหนือไปกว่านั้นคือ บาร์ของผมตั้งอยู่ริมหน้าต่างที่มีธงชาติอเมริกาเป็นผ้าม่านบังแดดในตอนกลางวัน ส่วนตอนกลางคืนเวลาที่บาร์เปิด ผมจะรวบธงชาติอเมริกาเข้าหากันเพื่อเปิดทางให้มองเห็นพระจันทร์ขึ้นได้แบบเต็มที่

สิ่งหนึ่งที่ผมตั้งใจมากเป็นพิเศษคือจำนวนของที่นั่งตรงบาร์ที่กำหนดไว้แค่ 2 ที่นั่ง และแน่นอนว่าถ้าที่นั่ง 2 ที่นั่งนี้คือที่สำหรับคู่รักคู่หนึ่งจะเยี่ยมยอดมากเลยทีเดียว แต่อะไรก็ไม่ได้สวยหรูอย่างที่คิด โชคร้ายที่ผมเพิ่งแยกทางกับคนรัก ที่นั่งทั้ง 2 ที่ในบาร์ของผมจึงไม่มีโอกาสต้อนรับคนรักของผมอย่างที่ตั้งใจไว้ และด้วยความตั้งใจอย่างสุดซึ้ง นอกจาก 2 ที่นั่งนี้จะไม่ใช่ที่นั่งของผมกับเธอแล้ว บาร์ของผมก็ไม่ได้ต้อนรับใครอื่นมากเป็นพิเศษนัก ทุกๆ วันนอกจากผมแล้วก็มีเพียงท็อฟฟี่หมาของผม ที่ผมยืมชื่อมาตั้งเป็นชื่อบาร์มาใช้บริการเท่านั้นเอง แล้วถ้าพูดถึงเครื่องดื่ม บางคืนผมเปิด Spakling wine J.C.Le ROUK จาก South Africa บางคืนเป็น คนร้อยคนเป่าปี่ หรือไม่ก็เบียร์ รวมไปถึงเหล้าขาวที่บาร์ของผมและตัวผมเองก็ไม่ได้ปฏิเสธหรือรังเกียจอะไรนัก

คุณอาจจะสงสัยว่าทำไมบาร์ของผมรับได้แค่ 2 ที่นั่ง ผมบอกให้ก็ได้ว่า เป็นเพราะข้อจำกัดในเรื่องสัดส่วนของบาร์ที่พอดีกับขนาดของหน้าต่าง ถ้าคุณมาเป็นคนที่ 3 ที่นั่งที่คุณจะได้นั่งจะเป็นที่ๆ คุณไม่สามารถมองเห็นพระจันทร์เวลาขึ้น จากหน้าต่างที่มีธงอเมริกาเป็นผ้าม่านเท่านั้นเอง

นอกเหนือจากนี้เวลาผมปิดไฟในห้องนอน คืนไหนพระจันทร์เต็มดวงก็จะมีแสงของพระจันทร์ฉายเข้ามาทางหน้าต่างที่บาร์ของผมตั้งอยู่แบบพอดิบพอดี แล้วถ้าเกิดคุณได้นั่งเป็นคนที่ 3 คุณจะไม่รู้สึกเสียดายเชียวเหรอ

อย่างที่เกริ่นมาในขั้นต้น คุณคงจะพอเดาได้ว่าบาร์เล็กๆ ในห้องนอนของผมเปิดเพลงแจ๊ส และเมื่อบาร์เปิด ทุกๆ คืนผมจะนั่งดื่มอะไรไปพลาง ฟังเสียงเทเนอร์แซ็กของ John Coltrane หรือไม่ก็ทรัมเป็ตของ Mile Davis เป็นกับแกล้มมากกว่าถั่วลิสงหรือปลาหมึกแห้งบด 3 ตัว 20 บาท บางครั้งก็มีเสียงเปียโนของ Bill Evans มาแจม และถ้าคืนไหนผมเมาขึ้นมา แค่เบี่ยงตัวไปทางซ้ายนิดเดียว ผมก็จะหล่นตุ๊บลงบนที่นอนเตียงเดี่ยวขนาด 3.5x5 ฟุต แบบพอดิบพอดี ประหยัดค่าแท็กซี่ในการกลับบ้านได้เยอะพอสมควร และแน่นอนว่าเงินที่ไม่ได้จ่ายเป็นค่าแท็กซี่นั้น ผมจะเอาไปซื้อบรรดาเครื่องดื่มทั้งหลายมาตุนไว้ที่ตู้เย็นในครัวที่บ้านของผม

หลายคนอาจจะสงสัยขึ้นมาอีกว่า ปัดโถ่! ทำไมจะต้องเป็นเพลงแจ๊สด้วยวะ ทำเป็นไฮโซไปได้

ด้วยความเคารพ เปล่า! ผมไม่ได้ทำตัวไฮโซกลางวันผมก็กินข้าวแกงจานละ 25 บาท นั่งรถเมล์ไปทำงาน ติดแหงกอยู่ใต้สะพานเกษตร แต่บางช่วงจังหวะของชีวิต ผมเชื่อว่าเราทุกคนจะเรียนรู้ที่จะมีแนวดนตรีที่ชอบฟังเป็นของตัวเอง และผมเองก็เลือกแจ๊สเป็นแนวดนตรีที่ชอบ แม้ว่าก่อนหน้านี้ตอนที่ผมอายุ 19 ปี ผมจะเกลียดเพลงแจ๊สเข้าไส้ ถึงขนาดที่เคยสาบานต่อหน้ารุ่นพี่นักเขียนคนหนึ่งที่ชอบฟังเพลงแจ๊สเป็นชีวิตจิตใจว่า ชาตินี้ชีวิตนี้ผมคงไม่มีทางฟังแจ๊สแน่นอน

“วันหนึ่งเอ็งอายุมากขึ้นเดี๋ยวก็ฟัง เชื่อพี่สิ”

แล้ววันหนึ่งผมก็ผิดคำสาบาน รวมทั้งเริ่มขวนขวายหาเพลงแจ๊สมาฟังจนได้ และอัลบั้มเพลงแจ๊สอัลบั้มแรกที่ผมมีในครอบครองก็คือ Kind Of Blue ของ Mile Davis ที่ผมฝากโบบี้เพื่อนชาวนิวยอร์คเกอร์ซื้อมาจากอเมริกาในราคา 11 เหรียญ ตามมาด้วยอัลบั้ม Miles In Tokyo (Miles Davis Live In Concert) ราคา 10 เหรียญ อีกหนึ่งอัลบั้ม

แน่นอนว่าอายุอย่างผมคงไม่ทันยุคเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่ขึ้นชื่อด้านความคมชัดมากที่สุดของเสียง และด้วยกำลังทรัพย์ที่ผมมี บวกกับความจำเป็นบางอย่าง สิ่งเดียวที่ผมทำได้จึงเป็นการป้อนแผ่น cd เข้าไปในแลปท็อบของผมหรือไม่ก็เปิดเอาจากไฟล์ mp3 ต่อสายเข้ากับลำโพงดีๆ สักตัว เพื่อให้ได้ยินเสียงเดินเบสชัดขึ้นกว่าลำโพงกระป๋องที่เคยใช้ และถ้าคุณไม่เรื่องมากถึงขั้นหูเทพเกินไป แน่นอนว่าตลอดเวลาที่บาร์ในห้องนอนของผมเปิดทำการ เสียงจากลำโพงทั้งสองตัวของผมจะไม่เดินไปเตะหูของคุณให้รู้สึกรำคาญใจเลยทีเดียว และถ้าหากว่าคุณเป็นคอแจ๊ส ระดับเข้าเส้นเลือดใหญ่ที่ไหลตรงเข้าไปหล่อเลี้ยงหัวใจ ขอจงอย่าคาดหวังในเพลงที่บาร์ของผมเปิด เพราะผมไม่ได้เปิดบาร์นี้ขึ้นมาเพื่อเอาใจหรือดูดเอาเงินจากกระเป๋าใคร ผมเพียงแค่ต้องการหลีกหนีการนั่งฟังเพลงที่ผมชอบท่ามกลางฝูงชนที่ผมไม่รู้จักเท่านั้นเอง

สิ่งหนึ่งที่คนขี้ร้อนทั้งหลายควรจะรับทราบไว้ คือบาร์ของผมไม่มีเครื่องปรับอากาศ มีเพียงหน้าต่างสี่บานที่เป็นช่องทางเดินของลมกับพัดลมอีกหนึ่งตัวเท่านั้น และผมก็คิดว่าแค่นี้คงเพียงพอที่จะไม่ทำให้คุณรู้สึกร้อนอบอ้าวตลอดเวลาที่นั่งฟังเพลงกึ๊บอะไรไปพลางอยู่ในบาร์ของผม

ตลอดเวลาที่เปิดบาร์มา ผมค้นพบว่าการนั่งฟังเพลงไปพลาง ช่วยให้อารมณ์ในการเขียนหนังสือของผมนั้นลื่นไหลพอๆ กับช่วงเวลาที่ผมกึ๊บอะไรลงไปในลำคอ จึงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจ ถ้าอยู่ๆ ผมเกิดคิดบทกวี พล็อตเรื่องสั้นหรือนิยายขึ้นมาได้ใหม่ๆ ในช่วงเวลาที่ผมนั่งกึ๊บอะไรแบบได้ที่ในบาร์ของผมเอง และทุกค่ำคืนที่บาร์เปิด ผมก็ไม่ได้เมาหัวราน้ำเสมอ เพราะผมต้องตื่นมาให้อาหารท็อฟฟี่ในตอนหกโมงเช้า และไปตอกบัตรเข้าทำงานให้ทันแปดโมงครึ่ง

แต่คุณไม่ต้องห่วงถ้าเกิดวันใดวันหนึ่ง คุณรู้สึกอยากจะมาใช้บริการบาร์แจ๊สในห้องนอนของผมขึ้นมา บางสิ่งบางอย่างในตัวผมจะทำการตรวจสอบคุณสมบัติของคุณเอง ว่าคุณเหมาะสมที่จะเข้ามาใช้บริการในบาร์ของผมหรือเปล่า และข้อห้ามหนึ่งที่คุณควรจะท่องให้ขึ้นใจคือ

เมื่อคุณกึ๊บอะไรลงคอพร้อมทั้งได้ฟังเพลงจากบาร์ในห้องนอนของผมแล้ว กรุณาอย่าพล่ามถึงความรักในอดีตที่แสนขมขื่นของคุณ เพราะมันอาจทำให้ผมคิดถึงผู้หญิงคนๆ หนึ่งขึ้นมาที่ชอบพูดว่า ผมมันก็แค่ไอ้ขี้เมา เวลาที่แม่ของเธอถามถึงผม

แต่ถึงทั้งนี้ทั้งนั้น ปัจจุบัน Toffee Bar บาร์แจ๊สเล็กๆ ในห้องนอนของผมก็ยังเปิดให้บริการมาถึงทุกวันนี้ แม้บางสิ่งบางอย่างภายนอกจะเปลี่ยนไปบ้าง

แต่ภายในไม่เคยเปลี่ยนแปลง...

Monday, July 16, 2007

โต๊ะข้างหน้าต่าง


โต๊ะข้างหน้าต่าง/วิภพ ล้อมเขต


จำได้ว่าสมัยเรียนหนังสือ ทุกครั้งที่เปิดเทอม ผมมักจะไปโรงเรียนเช้ากว่าปกติ เพื่อจองโต๊ะตัวที่ตั้งอยู่ริมหน้าต่าง ทันบ้างไม่ทันบ้าง แต่ค่อนชีวิตของการเรียน ผมก็ได้นั่งเรียนติดริมหน้าต่างมากกว่านั่งติดกำแพงห้องเรียนเสมอ

พอโตขึ้นมานิสัยการนั่งติดหน้าต่างเลยกลายเป็นนิสัยประจำตัวไปโดยปริยาย และทุกครั้งที่ต้องการพักสายตา ผมมักจะมองภาพชีวิตภายนอกผ่านช่องหน้าต่างที่ผมนั่งอยู่

ตอนที่ตัดสินใจเช่าบ้านไม้สีเขียวกับพี่สาว แทนหอพักที่มีหน้าต่างแค่บานเดียว น้ำหนักในการตัดสินใจของเราสองคนมาจากจำนวนหน้าต่างที่สำรวจดูแล้วมีมากถึง 10 บาน ว่าเหมาะแก่การเป็นช่องทางอ้าแขนรับลมและแสงแดดได้ดีระดับหนึ่ง และเมื่อเราสองคนตัดสินใจเช่าบ้านไม้สีเขียว หลังจากจัดระเบียบข้าวของส่วนรวมเป็นที่เรียบร้อย พอถึงเวลาต้องจัดระเบียบข้าวของส่วนตัว โต๊ะเขียนหนังสือ รวมไปถึงบาร์เล็กๆ ที่ทำจากชั้นวางทีวีเก่าๆ ของผมจึงวางอยู่ข้างหน้าต่างอย่างไม่ต้องสงสัย

บ้านเช่าไม้สีเขียวของผมที่สะพานใหม่นั้น วันไหนอากาศดีๆ ก็จะมีลมเย็นๆ โชยมาพัดโมบายที่แขวนไว้ริมหน้าต่าง ส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งคล้ายเสียงทักทายกันของสายลมกับโมบาย มองดูก้อนเมฆที่เปลี่ยนรูปทรงไปต่างๆ นานา หรือนั่งมองดูใบไม้ที่พัดไหว ถ้าไม่คิดอะไรมากไปกับชีวิต บางทีเราอาจจะหาความสุขง่ายๆ ได้จากตรงนี้

ตกตอนกลางคืน ถ้าค่ำคืนไหนพระจันทร์เต็มดวงขึ้นมา บาร์เล็กๆ ริมหน้าต่างที่อยู่ในห้องนอนของผมก็จะมองเห็นพระจันทร์ได้แบบพอดิบพอดี ได้กึ๊บอะไรพอกึ่มๆ พร้อมเพลงดีๆ สักเพลง ทุกข์มาจากไหนก็คงต้องวางลง แล้วลืมกันไปชั่วขณะ

แต่ถ้าวันไหนฝนตก ปิดหน้าต่างกันไม่ทันขึ้นมา ก็ได้เปียกฝนทั้งๆ ที่นั่งอยู่ในบ้าน แปลกดีไปอีกแบบ

เขียนมาถึงตรงนี้แล้ว ชักพาลนึกไปถึงโต๊ะที่ทำงานของออฟฟิศเก่าที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำเองนั้น ก็ตั้งอยู่ตรงริมหน้าต่างเช่นกัน แถมพอตกยามบ่ายที่พระอาทิตย์เริ่มตกดิน ก็จะได้ยินเสียงพี่สาวนักเขียนบอกว่า

“ทนหน่อยไอ้น้อง” หรือไม่ก็

“ถ้าเอ็งรู้สึกร้อนก็ดึงม่านลงมาปิดได้แล้วนะพี่ว่า”

แม้ผ้าม่านที่ดึงลงมาปิดหน้าต่างที่มีอยู่บานเดียวในออฟฟิศจะทำให้มองไม่เห็นอะไรข้างนอก แต่การมีหน้าต่างอยู่ใกล้ๆ ก็เป็นเรื่องดีมากกว่าการเงยหน้าขึ้นมาหลังจากการทำงาน แล้วเจอะเจอแต่กำแพงเพียงอย่างเดียวเป็นไหนๆ
พอถึงคราวต้องย้ายที่สิงสถิตใหม่ ก็ช่างเป็นเรื่องบังเอิญเหลือเกินที่โต๊ะที่เขาจัดไว้ให้นั่งทำงาน ตั้งอยู่ริมหน้าต่างพอดิบพอดี

ลองนึกย้อนดูดีๆ ถึงได้รู้สึกว่า ช่วงเวลา 4-5 ปีที่ผ่านมา ตัวเองใช้เวลาอยู่ริมหน้าต่างมากกว่าจอทีวีก็ดูจะไม่ผิดอะไรนัก

บ่อยครั้งและมากมายที่งานเขียนของผม ถูกเขียนขึ้นบนโต๊ะริมหน้าต่าง และเช่นเดียวกันกับงานเขียนชิ้นนี้เองก็เขียนขึ้นบนโต๊ะริมหน้าต่างเช่นกัน

ครั้งหนึ่งเพื่อนคนหนึ่งเคยบอกว่า นอกจากคนที่ชอบสายฝนแล้ว ใครที่ชอบนั่งริมหน้าต่างจะเป็นคนขี้เหงา ไม่มากไม่น้อยไปกว่าคนที่ชอบสายฝน

อันนี้ผมเองก็ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า บางทีถ้าได้เจอคนที่ชอบนั่งริมหน้าต่างเหมือนๆ กัน

ผมจะลองถามเขาดู...

Wednesday, July 11, 2007

รักจริงๆ นะ รักแค่ไหน

รักจริงๆ นะ รักแค่ไหน/เรื่อง/วิภพ ล้อมเขต

นอกจากคำถามที่ได้ยินบ่อยจนเริ่มชินหูว่า ‘เป็นอย่างไรบ้าง ดีขึ้นหรือยัง’ อีกหนึ่งคำถามที่ถูกถามมาติดๆ คือ ‘พี่มีรุ่นน้องคนหนึ่งน่ารัก นิสัยดี สนใจไหม’ หรือไม่ก็

‘เฮ้ย! ผมมีเพื่อนน่ารักๆ เยอะ นิสัยดี อยากรู้จักไหมพี่’

ทุกครั้งที่ได้ยินคำถามแบบนี้ ใจหนึ่งก็ดีใจที่มีคนคอยเป็นห่วง แต่อีกใจหนึ่งก็รู้สึกต่อต้านความสัมพันธ์ใหม่ๆ อยู่ตลอด จนกลายเป็นคำพูดติดปากอยู่เสมอว่า

“ขอบใจ แต่ปล่อยให้เขาไปเจออะไรที่ดีกว่าเถอะ”

แน่นอนว่าถ้าไม่ถูกมองว่าหยิ่งก็มักจะถูกถามกลับมาว่า เป็นอะไร อย่าเพิ่งท้อสิ ไม่แน่คนนี้อาจจะทำให้อะไรๆ ดีขึ้นมาก็ได้นะ แต่จนแล้วจนรอด หลังจากได้เบอร์โทรศัพท์ของคนที่จะกลายเป็นความสัมพันธ์ใหม่ๆ มา ผมก็มักจะเป็นฝ่ายที่หยุดสานสัมพันธ์เองแทบทั้งสิ้น

ใช่ว่าการไม่ให้โอกาสตัวเองอีกครั้งเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดี แต่บางช่วงจังหวะของชีวิต คนเราก็เรียนรู้ที่จะหยุดพัก หนักบ้าง เบาบ้างก็ว่ากันไป ตามจังหวะชีวิตของใครของมัน นอกจากการยอมรับความจริงแบบฉับพลัน การเรียนรู้ที่จะอยู่ด้วยตัวเองจึงกลายเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เดินเข้ามาในชีวิต

หลังจากตัดขาดกับความทรงจำและอดีตบางอย่าง เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ผมมีโอกาสไปเจอเพื่อนเก่าคนหนึ่งสมัยเรียนมหาวิทยาลัยด้วยกัน แน่นอนจากน้ำเสียงที่ไม่ค่อยสู้ดีนักตอนเพื่อนโทรมาหา เมื่อเจอหน้ากันนอกจากจะไม่ได้ยินเสียงหัวเราะแล้ว เรื่องที่เพื่อนจะปรับทุกข์ด้วยจึงมีไม่น้อยอย่างที่คิด

ระหว่างเดินไปกินข้าวบนทางเท้าของถนนสายที่มีรถเมล์วิ่งผ่านไปผ่านมาอยู่ไม่ขาด เมื่อทำใจได้ที่จะระบาย สุดท้ายเพื่อนก็เอ่ยออกมา

“กูรักน้องเขาจริงๆ นะมึง”

“แล้วรักจริงๆ ของมึงนะรักแค่ไหน” ผมถามกลับแบบไม่ได้ตั้งใจกวน

“ก็น้องอยากได้อะไร อยากให้ทำอะไร กูทำให้หมดแบบเต็มใจ”

“แล้วไงต่อสำหรับความรักจริงๆ ของมึง”

“กูเป็นห่วงน้องเขา แคร์ความรู้สึกเขามาก มึงคิดดูนะ กูรอน้องเขามา 1 ปีแล้ว อะไรๆ ก็ยังไม่พัฒนาขึ้นเลย”

“แล้วมึงบอกความรู้สึกน้องเขาไปหรือยังละ”

เพื่อนเงียบไปพักหนึ่ง เราสองคนยังคงเดินต่อ ก่อนจะหยุดรอข้ามถนน แล้วเพื่อนก็พูดขึ้นมาว่า

“บอกแล้ว น้องเขารู้แล้วว่ากูรู้สึกยังไง”

“แล้วน้องเขาว่าไงละ”

“น้องเขาบอกเขาก็ยังไม่มีใคร และตอนนี้ก็ยังไม่มีกูเช่นกัน กูไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วน้องเขาฝังใจอยู่กับใครหรือเปล่า”

คำตอบของเพื่อน ทำเอาผมหยุดเดินระหว่างข้ามถนน จนเพื่อนต้องหันมาถามว่า

“เป็นไรวะ เดี๋ยวรถก็ชนตายห่าหรอก”

นอกจากยิ้มเหมือนเด็กแกล้งกลบเกลื่อนความผิด แล้วส่ายหัวบอกเพื่อนว่าไม่มีอะไร ก็รีบถามเพื่อนกลับไปให้เป็นฝ่ายตั้งรับ

“แล้วมึงจะทำไง”

เพื่อนนิ่งคิดระหว่างเดินต่อไปอีกหลายก้าว แล้วตอบกลับมาว่า

“กูอยากลองให้โอกาสตัวเองอีกครั้งหนึ่ง ถ้าอะไรไม่ดีขึ้นก็คงต้องยอมรับ”

จริงอยู่ที่ว่าคำตอบของความจริงบางอย่าง บางครั้งก็เดินมาพร้อมกับการยอมรับที่เราหลีกเลี่ยงหรือปฏิเสธไม่ได้ โดยเฉพาะกับความจริงบางอย่างที่ทำให้เราต้องเจ็บปวด

‘เป็นอย่างไรบ้าง ดีขึ้นหรือยัง'


'พี่มีรุ่นน้องคนหนึ่งน่ารัก นิสัยดี สนใจไหม’

‘เฮ้ย! ผมมีเพื่อนน่ารักๆ เยอะ นิสัยดี อยากรู้จักไหมพี่’

สามประโยคนี้มักจะโผล่เข้ามาในสมองสลับกับความทรงจำดีๆ จากหญิงสาวของผมที่เพิ่งกลายเป็นอดีตไปไม่นาน พร้อมๆ กับการเรียนรู้ที่จะพัก ในช่วงที่จังหวะชีวิตดูจะสับสนมากเกินไปบนถนนของความรู้สึก

ลองให้โอกาสตัวเองอีกครั้งหนึ่ง ถ้าไม่ดีขึ้นก็ต้องยอมรับ



รถเมล์ยังคงวิ่งผ่านไปมาอยู่ไม่ขาด ระหว่างเดินเพื่อไปหาเพื่อนและแฟนของเพื่อนอีกคนหนึ่งที่รออยู่ ใจหนึ่งก็อยากจะถามคำถามหนึ่งกับเพื่อน แต่อีกใจหนึ่งก็กลัวเพื่อนสับสนและคิดมากไปกว่าเดิม ว่าระหว่างที่ยังรัก ถ้าถูกคนที่รักขอร้องให้เดินออกไปจากชีวิต

เพื่อนจะทำอย่างไร...


Monday, July 02, 2007

อย่าลืมรักษาสุขภาพ ดูแลตัวเองดีๆ ละ


อย่าลืมรักษาสุขภาพ ดูแลตัวเองดีๆ ละ/วิภพ ล้อมเขต

เม็ดฝนหลายเม็ดที่ล่วงหล่นลงมาบนพื้น เริงระบำเหมือนไฟกระพริบ ในช่วงเวลาที่นกกระจอกตัวหนึ่งยืนหลบฝนอยู่ใต้ซอกเล็กๆ ของหลังคาบ้าน

ช่วงเวลาหลายวันที่ผ่านมา อากาศที่แปรปรวนทำให้ไม่สามารถคาดเดาได้ว่า วันนี้ฝนจะตกหรือแดดจะร้อนจ้า ส่งผลให้สุขภาพของใครหลายๆ คน ทรุดลงเหมือนใบไม้ที่ล่วงหล่นจากลำต้น และในฐานะคนที่ชอบฤดูฝนคนหนึ่ง รวมไปถึงละเลยการออกกำลังกาย ผมเองก็เป็นหนึ่งในใบไม้ที่ล่วงหล่นจากลำต้นเหมือนกัน

ตอนแรก เข้าใจว่าเป็นเพียงอาการเริ่มต้นของไข้หวัดธรรมดา ปล่อยไว้สักพักก็คงหาย แต่หลังจากอาการไข้หวัดได้โบกมือหายไป อาการไอในช่วงเวลากลางคืนเพราะอากาศที่เย็นขึ้นจนทำให้ไอถี่มากขึ้นเป็นพิเศษ แปรเปลี่ยนลุกลามมาเป็นไอตอนกลางวัน และไอตลอดวันถึงขนาดกับบังคับตัวเองไม่ให้ไอไม่ได้ จึงทำให้มั่นใจว่า โรคประจำตัวที่ห่างเหินไปนาน ได้กลับมาเยี่ยมเยียนกันอีกครั้งหนึ่ง และ 3 วันที่ผ่านมาหลังจากที่นอนไอทั้งคืนจนแทบจะไม่ได้นอน สุดท้ายผมก็ยอมเดินเข้าร้านขายยา ซื้อยาให้กับตัวเอง

ก่อนหน้านี้ผมไอจนอ้วก ไอแบบหยุดไม่ได้ ถึงขนาดที่ว่า ไอมากกว่าหายใจ จนแทบจะหายใจไม่ทัน รอดมาได้ก็เพราะน้ำอุ่น กับถุงพลาสติกที่อยู่เป็นเพื่อนเคียงข้างยามนอน และหนักเข้าก็ถึงขั้นไอจนกะบังลมอักเสบ จำได้ว่าสุดท้ายชีวิตในเมืองทำให้ผมต้องทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ นั่นคือการพาตัวเองไปโรงพยาบาลคนเดียวเพียงลำพัง และหลังจากวินิจฉัยอาการอยู่พักหนึ่งใหญ่ๆ ของหมอ ผมถึงรู้ว่าตัวเองเป็น ‘โรคทางเดินหายใจอักเสบ’ แต่เหตุการณ์และอาการเจ็บป่วยนี้ก็ห่างหายจากชีวิตผมไปได้ 3 ปีแล้ว เวียนวนกลับมาเจอกันอีกครั้งในวันที่ร่างกายของผมอ่อนแอลงอย่างน่าตกใจ

ครั้งหนึ่งเพื่อนคนหนึ่งเคยพูดว่า เวลาที่ร่างกายป่วย ถ้าเป็นไปได้ขออย่าให้ใจป่วย ถามถึงสาเหตุของความคิดก็ได้คำตอบกลับมาว่า เป็นเพราะใจนั้นสามารถรักษาร่างกายได้ แต่ร่างกายกลับไม่สามารถรักษาใจ พอโดนเข้ากับตัวเองในช่วงเวลาที่ใจกับร่างกายป่วยลงพร้อมๆ กัน ถึงได้เข้าใจความหมายของเพื่อนชัดเจนขึ้น
หลังจากอธิบายอาการ และตอบข้อซักถามจากเภสัชสาว ผมได้ยาแก้อักเสบกับยาลดอาการไอ มานอนอุ่นใจอยู่ในกระเป๋ากางเกงอย่างละ 12 เม็ด เบ็ดเสร็จแล้วรวมทั้งสิ้น 24 เม็ด พร้อมกับข้อกำชับที่ว่า ผมควรทานหลังอาหารวันละ 3 เวลา ติดต่อกันเป็นเวลา 4 วัน จึงเท่ากับว่า ใน 1 วันจะมียาเม็ดเล็กๆ เข้าไปซ่อมแซมร่างกายผมวันละ 6 เม็ดด้วยกัน และถ้ายังไม่ดีขึ้น อาจจะต้องให้ยาที่แรงกว่านี้ แล้วก็เป็นอย่างที่เภสัชสาวคิด หลังจากกินยาไปได้ 2 วัน ผมก็ได้รับยาตัวใหม่เพิ่มเข้ามาเพื่อขยายหลอดลม และผลข้างเคียงของยาตัวนี้คืออาการ ‘สั่น’ คืนนั้นทั้งคืนนอกจากนอนไอแล้ว ผมเลยนอนสั่นด้วยอีกอาการ

เช้าวันต่อมาประกอบกับเป็นวันหยุด ผมไม่ได้ออกไปทำงาน รวมถึงออกไปข้างนอกหรือที่ไหน และเป็นเพราะว่าต้องกินยา ตื่นขึ้นมาเลยปิ้งขนมปังกินกับกาแฟรองท้องเพื่อลดอาการข้างเคียงของยาที่อาจไปกัดกระเพาะ หลังจากเปิดเพลงที่ชอบฟังในตอนเช้า นั่งเคลียงานเก่าๆ ที่ยังค้าง พอกินยาได้สักพักหนึ่งก็รู้สึกง่วง คิดว่าคงไม่ดีแน่ๆ ถ้าต้องหลับหน้าคอมฯ เลยไปนอนพักเอาแรงบนโซฟาสักแปบหนึ่ง แต่ความอ่อนเพลียของร่างกายที่ไม่ได้นอนแบบเต็มที่มาหลายวันบวกกับฤทธิ์ยา กลับทำให้ผมหลับไปหลายชั่วโมงแบบไม่รู้สึกตัว มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ได้ยินเสียงเม็ดฝนหล่นเคาะหลังคา ซึ่งเป็นช่วงเวลาในตอนเย็นแล้ว
พอต้องตื่นขึ้นมาแบบกะทันหัน เพราะต้องรีบวิ่งไปปิดหน้าต่างกันฝนที่จะสาดเข้ามาในห้องนอน ประกอบกับการไม่ได้กินอะไรเลย ร่างกายที่เจ็บป่วยอยู่แล้ว จึงทำให้ผมเป็นลมแบบกะทันหันขึ้นมาทันที

เริ่มจากอาการมึนหัว คลื่นไส้ แล้วภาพทุกอย่างก็พล่าเลือน และเหงื่อที่แตกพลักออกมาจนชุ่มเสื้อ สุดท้ายหลังจากนอนมึนอยู่กับที่เพียงลำพังพักหนึ่งใหญ่ๆ นอกจากน้ำเปล่าที่กินแก้วแล้วแก้วเล่าให้ร่างกายได้รู้สึกดีขึ้น เมื่อคิดได้ว่าต้องหาอะไรให้ร่างกายได้มีพลังงานสักอย่างมาต่อสู้กับอาการเป็นลม ผมจึงค่อยๆ ลุกขึ้นไปหยิบร่มสีขาวเดินฝ่าสายฝนออกไปหาซื้ออะไรมากินก่อนจะต้องกินยาอีกรอบหนึ่ง

เม็ดฝนหลายเม็ดที่ล่วงหล่นลงมาบนพื้น เริงระบำเหมือนไฟกระพริบ อีกส่วนหนึ่งหล่นลงเคาะร่มสีขาว เสียงดังเปาะแปะ ในช่วงเวลาที่นกกระจอกตัวเดิมยังยืนหลบฝนอยู่ใต้ซอกเล็กๆ หลังคาบ้านเหมือนเดิม

ผมคิดถึงคนในอดีตบางคนที่เคยเป็นห่วงสุขภาพของกันและกันกับคำพูดที่คุ้นเคย “อย่าลืมรักษาสุขภาพ ดูแลตัวเองดีๆ ละ” ที่ตอนนี้ต่างเดินไปบนคนละเส้นทาง และไม่รู้ว่าป่านนี้เธอจะเป็นอย่างไรบ้าง

ระหว่างเดินก้าวต่อก้าวนึกถึงเพลง ‘วันที่ฉันป่วย’ ของวงอาร์มแชร์ขึ้นมาจับใจ
คงจะจริงอย่างที่เธอเคยพูดในตอนที่ผมป่วยแล้วเธอยังอยู่เคียงข้าง

ขนาดตัวเองยังจะเอาตัวไม่รอด
แล้วนับประสาอะไรจะไปดูแลใครสักคน …

Wednesday, June 13, 2007

เรื่องของแมว


ทุกครั้งที่เจ้าแมวเหมียวกระโดดขึ้นมาบนโต๊ะ ไม่นานเกินรอผมจะต้องจับมันลงไปข้างล่างเพราะความซนและความขี้อ้อนของมันที่ทำให้ผมทำอะไรได้ไม่สะดวกนัก
อย่าเข้าใจผิดว่าผมเลี้ยงแมว เพราะตั้งแต่จำความได้ สัตว์ประเภทเดียวที่อยู่คู่กับตระกูลล้อมเขตมาอย่างยาวนานมีเพียง 'หมา' เท่านั้น ส่วนเจ้าแมวตัวนี้เป็นลูกแมวจรจัดที่อยู่หลังร้านของพี่สาว และเป็นแมวตัวเดียวในบรรดาหมู่แมวจรจัดหลังร้านทั้งหลายที่ไม่วิ่งวงแตกเมื่อเห็นคน หนำซ้ำยังเดินเข้ามาหาและออเซาะให้ได้เห็นใจ
เสียงร้องเหมียวๆ เหมือนเรียกร้องความสนใจ พอหันไปถามว่า 'อะไร' ก็หยุดร้องเสียพักหนึ่ง เหมือนกับเจ้าเหมียวมันต้องการแสดงถึงการมีตัวตนของมันอยู่ ประมาณว่า 'หันมามองฉันบ้างสิ ฉันอยู่ตรงนี้' และพอมันกระโดดขึ้นมาคลอเคลียก็อดไม่ได้ที่จะจับมันลงไปไว้ข้างล่างเช่นเคย แรกๆ ก็รู้สึกดีที่มีใครมาเห็นคุณค่าให้ความสำคัญกับความรู้สึกของเราแม้จะเป็นแค่เเมวก็เถอะ แต่นานเข้า ถี่ขึ้นก็เกิดความรำคาญ จับมันโยนออกไปบ้าง ทำทุกวิธีไม่ให้มันเข้ามาสร้างความรำคาญ จนสุดท้ายเจ้าเหมียวเหมือนจำยอมและรู้ถึงคุณค่าของตัวเอง เลยค่อยๆ หายไป ไม่มาให้เห็นอีก รู้สึกตัวว่าจะไม่ได้เจออีกแล้วก็ตอนที่ชะเง้อหาเจ้าเหมียวเวลาอยู่คนเดียว และมีเพียงความว่างเปล่าเดินมานั่งเป็นเพื่อน
ผมไม่รู้ว่าเจ้าเหมียวหายไปไหน แม้เจ้าเหมียวจะไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต แต่การหายไปก็สะกิดใจให้นึกถึงคนในอดีตคนหนึ่งขึ้นมาเหมือนกัน
บ่อยครั้งที่คนเราเฉยเมยและไม่เห็นค่าของสิ่งที่มีอยู่ จวบจนวันหนึ่งต้องสูญเสียมันไป
เรากลับเรียกร้องและโหยหาสิ่งนั้นกลับมา
จากเคยมีอยู่กลายเป็นไม่มี ทุกอย่างอาจเป็นไปตามเงื่อนไขของเวลาที่เดินอยู่บนความรู้สึก
เราไม่เคยนึกมองย้อนกลับว่า ถ้าเราเป็นคนที่ถูกทิ้งขว้าง ใจเราจะเป็นอย่างไร
คนเรามักจะมักง่ายกับความรู้สึกของคนที่เราไม่ได้รัก
และทุ่มเททั้งชีวิตให้กับคนที่เรารัก
ใจเขาใจเรา คติโบราณว่าไว้แบบนี้
หรือต้องรอรู้สึกตัวอีกทีเมื่อสายเกินไป
จนเรียกคืนอะไรกลับมาไม่ได้
เหมือนกับที่ไม่รู้ว่า...เจ้าเหมียวหายไปไหน