Saturday, March 07, 2009

คืนวันศุกร์




คืนวันศุกร์ /วิภพ ล้อมเขต

สำหรับมนุษย์ออฟฟิศ ผมเชื่อว่าคืนวันศุกร์ของทุกอาทิตย์คงเป็นวันที่ทุกคนรอคอยมากที่สุด


เหตุผลแรกคือพรุ่งนี้เป็นวันเสาร์ ถ้าใครทำงานหยุดเสาร์-อาทิตย์ จะไปลัลล้าหรือทำอะไรที่ไหนก็ได้เต็มที่ไม่ต้องห่วงสำหรับเรื่องเวลาในการนอนหรือต้องแหกขี้ตาตื่นแต่เช้าเพื่อไปทำงาน


ผมเองก็เป็นหนึ่งในผู้คนที่รอคอยวันศุกร์อย่างใจจดใจจ่อ ค่าที่มันมีความหมายถึงการได้สนุกสนานเฮฮากับใครสักคนหนึ่งที่เรารู้สึกดีด้วย หลังจากที่ตรากตรำงานมาหลายวัน


หลายคนใช้เวลาในคืนวันศุกร์หมดไปอย่างคุ้มค่า และเช่นกันว่ายังมีอีกหลายคนที่ไม่ได้ใช้เวลาในคืนวันศุกร์อย่างที่ตั้งใจไว้


คืนวันศุกร์วันนี้หลังจากปิดคอมพิวเตอร์ และเก็บของบนโต๊ะทำงานลงกระเป๋า ใจหนึ่งผมอยากใช้ชีวิตของค่ำคืนนี้ให้เต็มที่ แต่อีกใจหนึ่งก็ไม่รู้ว่าจะไปหาใครมาร่วมสนองความรู้สึกที่คั่งค้างอยู่ ลองหยิบมือถือขึ้นมากดไล่ดูรายชื่อก็ไม่พบใครสักคนที่จะช่วยให้ความต้องการเป็นไปดั่งหวัง มีเพียงสิ่งเดียวที่ตอบสนองกลับมาคือความรู้สึกที่ว่า


ผมไม่เคยรู้สึกว่าคืนวันศุกร์มันช่างเหงาและน่าเบื่ออย่างนี้มาก่อน


เมื่อก่อนผมใช้เวลาในคืนวันศุกร์หมดไปกับการดื่มเหล้าเข้าสังคม และทุกครั้งต้องจบด้วยการพาตัวเองซมซานกลับบ้านพร้อมสภาพมึนเมาทุกครั้ง ตื่นเช้าขึ้นมาก็ต้องคอยรับมือกับอาการปวดหัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่พักหลังๆ เริ่มสำนึกได้ว่าไม่ควรให้รางวัลร่างกายแบบนี้จึงเริ่มเพลาๆ ลงบ้าง


แล้วคืนวันศุกร์คืนนี้ผมจะไปไหนดี


ตั้งใจว่าจะโทรหาเพื่อนคนหนึ่งก็กลัวจะไปรบกวนเวลาที่เพื่อนอยู่กับแฟน จึงได้แต่เก็บมือถือไว้ในกระเป๋า สุดท้ายตัดสินใจไปหาที่เดินเล่นคนเดียวสักที่ เพราะบางครั้งการได้ไปไหนมาไหนคนเดียวมันก็ทำให้เรามีเวลาได้คิดอะไรกับตัวเองมากขึ้น


ออกจากออฟฟิศ ผมนั่งรถเมล์เพื่อไปหาที่เดินเล่นฆ่าเวลาอย่างที่ตั้งใจไว้ แม้บริเวณนั้นจะมีผู้คนมากมาย แต่มันก็ไม่ได้ช่วยให้คืนวันศุกร์ของผมดีขึ้นมาอย่างที่คิดไว้ในตอนแรก


แต่บรรยากาศการอยู่คนเดียวท่ามกลางผู้คนที่แปลกหน้าแปลกตาก็เริ่มเป็นสิ่งที่ผมชาชิน มองในมุมกลับกันผมกลับรู้สึกว่า มันมีสเน่ห์มากสำหรับการให้เวลากับตัวเองแบบพอตัวเลยทีเดียว


คิดเข้าข้างตัวเองในแบบแง่ดีก็ต้องบอกว่า อย่างน้อยก็ไม่ต้องคอยตอบคำถามในสิ่งที่ตัวเองไม่ถนัด เช่น เสื้อตัวนี้ รองเท้าคู่นี้ หรือกระเป๋าใบนี้สวยหรือเปล่า เพราะส่วนใหญ่พอให้คำตอบไปก็มักจะไม่ตรงใจคนถามอยู่เสมอ


ไม่ใช่ว่าไม่รู้จักใส่ใจหรือเปิดรับอะไรสิ่งใหม่ๆ แต่บางครั้งการหลีกเลี่ยงในเรื่องบางเรื่องที่ไม่ถนัดก็ช่วยให้ตัวเราดูมีค่าขึ้นเมื่อไม่ได้ถูกคาดหวัง


เรื่องแบบนี้ทำให้ผมนึกถึงเพื่อนคนหนึ่ง


“กูว่าคนเป็นแฟนกัน ถ้าทำอาชีพเดียวกันได้ก็จะดีมาก”


เหตุผลที่มารองรับความคิดของเพื่อนคือความหมายของการเข้าใจกันและกัน รวมทั้งมองอะไรคล้ายๆ กัน


“มึงคิดดูนะ อย่างมึงทำงานหนังสือมันก็ต้องเลิกดึก ถ้าแฟนมึงทำงานหนังสือเหมือนกัน แม่งก็จะเข้าใจมึง ไม่ต้องมานั่งระแวงคอยโทรหาอยู่ตลอด แล้ววันศุกร์พอเลิกงานก็ไปเที่ยวด้วยกัน เป็นรางวัลให้กับตัวเองที่ทำงานมาทั้งอาทิตย์ สุขจะตาย อีกอย่างเวลาซื้อของก็ชอบอะไรคล้ายๆ กัน”


เพื่อนยังคงมีเหตุผลยกมาให้ผมฟังอีกเยอะแยะ แต่มันก็เข้าทำนองเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา
เพราะจะว่าไปแล้วคนรักเก่าของผมที่ผ่านมา ไม่เคยมีใครทำอาชีพเดียวกับผมหรือเอาแค่ใกล้เคียงก็ยังแทบจะไม่มี ผมจึงไม่รู้ถึงความหมายคำว่าดีของเพื่อนนั้นเป็นอย่างไร


จะให้ไปหาแฟนที่ทำอาชีพเดียวกัน ก็คงไม่ไปลงทุนขนาดนั้น เพราะทุกวันนี้ที่เป็นเอาเข้าจริงอยู่ก็พอใจกับการใช้ชีวิตคนเดียวอยู่แล้วระดับหนึ่ง แม้ว่าจะเหงาบ้าง แต่ถ้าต้องมีใครสักคนแล้วแถมด้วยความไม่สบายใจ ผมว่ามันไม่คุ้ม


เวลาในแต่ละวันจึงถูกเฉลี่ยให้ไปกับการทำงาน อ่านหนังสือ เขียนหนังสือ ฟังเพลง ไปดูงานศิลปะ และนั่งกึ่มกับเพื่อนหรือกับตัวเองบ้างเสียเป็นส่วนใหญ่


จะผิดปกติไปจากเมื่อก่อนก็ตรงที่มือถือที่เคยดังอยู่เป็นประจำก่อนนอนทุกค่ำคืน พร้อมถ้อยคำว่า...ฝันดี ก็ไม่เคยดังและมีมาตั้งนานแล้ว



ระหว่างนั่งรถกลับบ้าน เงาของเสาไฟฟ้าที่ทอดผ่านผมไปครั้งแล้วครั้งเล่า และเสียงเพลงคืนหนึ่งในกรุงเทพของวง Friday กลับทำให้ผมรู้สึกว่า



คืนวันศุกร์วันนี้ มันช่างเป็นวันที่เหงาเปล่าเปลี่ยวอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนจริงๆ


แล้วคืนวันศุกร์ของพวกคุณละ...เป็นอย่างไรบ้าง

Sunday, November 23, 2008

ความคิดถึงจากความหลัง

ความคิดถึงจากความหลัง-วิภพ ล้อมเขต

ความคิดถึงจากความหลังค่อยๆ เรียงตัวเป็นก้อนความทรงจำถึงเรื่องราวบางอย่างในเช้าของวันที่ 15 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

วันนั้น...ผมมีธุระต้องเดินทางผ่านจังหวัดชลบุรีแบบไม่ตั้งใจ และรู้ตัวว่าจะต้องไปที่นั่นก่อนออกเดินทางไม่กี่นาที จริงอยู่ว่าเรื่องแค่นี้อาจไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้นอะไรมากมายนัก ถ้ามันไม่ใช่วันคล้ายวันเกิดของหญิงสาวคนหนึ่งที่ผมรัก และพยายามจะลืมไปจากความทรงจำ

เช้าวันนั้น ผมหยิบมือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกง กดหมายเลขของเธอซึ่งครั้งหนึ่งเคยแสดงที่หน้าจอของผมอยู่เป็นประจำ แต่ช่วงเวลานั้นก็ผ่านมาเนิ่นนานจนหมายเลขไม่ถูกบันทึกไว้ในการโทรออก

ถ้านับวันเวลาที่เราไม่ได้เจอกันแบบเข้าข้างตัวเอง มันก็น่าจะผ่านมาประมาณ 3 ปีแล้ว แต่ถ้าเอาแบบเข้าข้างตัวเองละก็ผมบอกได้เลยว่า ไม่รู้ว่าวันที่เราสองคนจะได้พบกันอีกครั้งนั้นจะสิ้นสุดเมื่อไร

เมื่อผมกดปุ่มโทรออก ชื่อของเธอปรากฏบนหน้าจอแสดงผล เสียงรอสายดังเป็นสัญญาณธรรมดา สลับกับใจผมที่เต้นรัวมากขึ้นเมื่อเสียงสัญญาณดังเพิ่มจำนวนทุกวินาที

ผมไม่รู้ว่าเธอจะรับสายหรือเปล่า เพราะก่อนหน้าที่จะหยุดการติดต่อกันไปก็เป็นเพราะถ้อยคำที่เธอบอกผมว่า “ต่อไปนี้ไม่ต้องส่ง sms หรือโทรมาหาแล้วนะ เพราะไม่อยากทะเลาะกับแฟน”

ผมไม่เคยคิดว่าคำพูดนี้จะหลุดออกมาจากปากของเธอนับตั้งแต่เราสองคนรู้จักกันมา ทั้งที่ในใจผมตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไรมากกว่าเพื่อนคนหนึ่งที่เป็นห่วงเพื่อน พอเจอแบบนี้เข้าจึงรู้สึกอึ้งและได้แต่บอกตัวเองว่า มันก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้วหากเธอจะแคร์คนรักของเธอมากกว่าผม ซึ่งเป็นคนที่เธอไม่ได้รัก

ตอนนั้นหลังจากวางสาย ผมรู้สึกเหมือนหมาตัวหนึ่งที่วิ่งไปหาเจ้าของที่ไม่ได้เจอกันมานานแล้วถูกเจ้าของไล่ออกมาไม่มีผิดเพี้ยน

ผมไม่คิดจะหาคำแก้ตัวใดๆ มาแก้ต่างให้กับความรู้สึกดีๆ ที่เสียไป นอกจากทำตามที่เธอขอร้อง แม้ว่าวันต่อมาเธอจะบอกผมว่าเรายังคุยและเป็นเพื่อนกันได้ก็ตาม แต่หลังจากนั้นผมก็ไม่เคยติดต่อเธออีกเลย จนมาถึงวันนี้ที่มีเสียงสัญญาณรอสายคั่นกลางระหว่างการรอคอยของผม

เมื่อเธอรับโทรศัพท์ น้ำเสียงของเธอบ่งบอกว่าค่อนข้างแปลกใจเล็กน้อยที่ผมโทรมา เพราะว่ามันก็นานมากแล้วที่เราสองคนไม่ได้คุยหรือติดต่อกันเลย

“จำได้ด้วยเหรอว่าวันนี้เป็นวันเกิด” เธอเอ่ยถามขึ้นมา หลังจากผมอวยพรวันเกิดให้แก่เธอ

ผมบอกเธอว่านอกจากจะจำได้แล้ว ยังไม่เคยลืมเลยสักปีว่าวันนี้เป็นวันเกิดของเธอ แต่จะว่าไปทุกครั้งที่ถึงวันเกิด ผมก็ไม่เคยได้พบหรืออยู่ใกล้ๆ เธอเลยสักครั้ง ยกเว้นก็ครั้งนี้ที่ต่างจากทุกปีที่ผ่านมา เพราะผมอยู่ใกล้ๆ บ้านของเธอจึงลองถามว่าจะออกมาหาผมได้ไหม

“รู้จัก...กี่โมงละ”

“น่าจะไปถึงประมาณ 10 โมง แล้วคงอยู่ได้แค่ครึ่งชั่วโมง ก็ต้องเดินทางต่อ”

“10 โมงเหรอไม่ว่างอ่ะ ติดธุระพอดี ต้องรอเขาเอารถมาส่ง”

“ให้เขามาส่งตรงที่ผมไปไม่ได้เหรอ”

“ไม่ได้หรอก ยังไงก็ไม่ได้ แต่ถ้ามาถึงแล้วลองโทรมาอีกครั้งก็ได้”

ผมพยายามต่อรองเพื่อให้เกิดความเป็นไปได้มากที่สุดเพื่อจะได้พบเธอ แต่ก็เหมือนว่าความพยายามของผมจะสูญเปล่า และดูจะเป็นอีกครั้งที่ไม่ว่าจะพยายามพบเธอแค่ไหนก็ไม่ได้พบอยู่ดี หลังจากที่ก่อนหน้านี้จะได้พบแต่ก็ไม่ได้พบมาตลอด

เรื่องราวแบบนี้เกิดขึ้นกับผมบ่อยมาก บ่อยจนผมเริ่มท้อ ทั้งๆ ที่ไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าการได้พบเธออีกสักครั้งเพื่อที่จะได้บอกลาเธอ

ตลอดระยะเวลาที่ผมรอคอยเพื่อจะพบเธออีกสักครั้ง จะเรียกว่าเป็นความเพ้อฝันเพียงลำพังข้างเดียวผมก็ยอมรับ

ทุกวันนี้ข้าวของรูปภาพต่างๆ ที่เธอส่งมาให้หรือเป็นของเธอ ยังคงวางอยู่ที่เดิมในห้องของผมไม่เคยขยับเขยื้อนไปไหน เพื่อนผมคนหนึ่งบอกว่าผมควรจะเก็บของพวกนี้ออกไปจากห้อง เพราะจะว่าไปผมก็ไม่ต่างอะไรกับคนบ้าที่ติดอยู่กับความหลัง ยิ่งนานวันเข้าก็เริ่มไม่เปิดรับใครหรือพยายามที่จะมีใครใหม่ หรือถ้ามีใครใหม่ก็ไม่ได้รู้สึกเต็มที่เหมือนกับที่รู้สึกกับเธอ

ผมเป็นคนรักใครยาก แต่ในทางกลับกันหากได้รู้สึกรักใครสักคนแล้วก็ยากที่จะลืมเช่นกัน

ทุกวันนี้ผมคงผิดเองที่ยังคงหลอกตัวเองไปวันๆ และเป็นเพราะทั้งหมดนี้ผมยังไม่มั่นใจในตัวเองเท่าไรนัก ว่าจะลบเธอออกไปจากความทรงจำได้เมื่อไร

ท้ายที่สุดผมเดินทางออกมาจากจังหวัดชลบุรีพร้อมกับความผิดหวังอีกครั้ง ได้แต่นึกถึงคำพูดของเธอที่บอกว่าไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน เราจะอยู่เคียงข้างกันเสมอ และแน่นอนว่าผมคงทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น

เพราะในยามที่โลกของความจริงแยกเราสองคนให้ห่างไกลกันมากกว่าเดิมนั้น บางทีอาจจะเป็นผมฝ่ายเดียวก็ได้ที่ยังคงยืนรอคอยเธอซึ่งเดินจากไป แล้วแบบนี้ผมจะไปโทษใครได้

นอกจากต้องโทษตัวเอง…

Wednesday, November 12, 2008

ตุ๊กตาหมีสีดำ


ตุ๊กตาหมีสีดำ – วิภพ ล้อมเขต

เสียงเพลงในผับยังคงดังกระแทกหู แต่เสียงของหญิงสาวข้างกายกลับดังมากกว่า
เมื่อหันไปมอง ภาพแรกที่พบเจอ คือภาพสร้อยคอของเธอที่ขาดออกจากกัน ในขณะที่สายตาเธอกำลังจ้องมองลงบนพื้นซึ่งถูกความมืดปกคลุม


“สร้อย...”


เธอพูดออกมาเพียงคำเดียวสั้นๆ แต่น้ำเสียงกลับสื่อถึงความรู้สึกได้เป็นอย่างดีว่าเธอรู้สึกอย่างไร และแน่นอนว่าเธอคงมองไม่เห็นว่าชิ้นส่วนที่เหลือของสร้อยกระเด็นกระดอนไปทางไหน


ห่างจากเธอไปไม่ไกล หญิงสาวอีกคนที่เป็นต้นเหตุกำลังยืนมองเธอด้วยสายตาที่ไม่ต่างกัน


ผมรีบก้มลงเก็บสร้อย พยายามควานหาทุกอย่างที่คิดว่าเป็นส่วนหนึ่งของสร้อย หญิงสาวข้างกายก้มลงตามมาติดๆ ท่าทีของเธอไม่ต่างอะไรไปจากผม
“ขอโทษคะ” หญิงสาวต้นเหตุเอ่ยออกมาพร้อมกับยกมือไหว้ น้ำเสียงและแววตาของเธอเหมือนเป็นฝาแฝดของความรู้สึกผิด


“ไม่เป็นไรครับ”


ผมรีบออกตัวรับ เพราะรู้ว่าหญิงสาวข้างกายยังไม่อยู่ในอารมณ์จะรับฟังคำพูดใดๆ ในช่วงเวลาที่ในมือของผมกำชิ้นส่วนบางส่วนของสร้อยอยู่


“ขอโทษจริงๆ นะคะ ไม่ได้ตั้งใจเลยค่ะ” หญิงสาวต้นเหตุเน้นย้ำอีกครั้ง เพราะเธอเองก็คงไม่อยากให้เกิดเรื่องแบบนี้


ผมยืนคั่นกลางระหว่างคนที่สูญเสียและคนที่ทำให้สูญเสีย แต่เมื่อท่าทีของหญิงสาวข้างกายผมเริ่มผ่อนคลาย ทุกอย่างจึงดูผ่อนปรน จนเมื่อเห็นว่าคำขอโทษได้รับการยอมรับ เธอก็ขอตัวเดินจากเราสองคนออกไป


“เสียดายจังเลย...เพิ่งซื้อมาเองนะเนี่ย”


ผมมองดูสร้อยของเธอซึ่งไม่อยู่ในสภาพที่เรียกว่าสร้อยได้เลยสักนิด ก่อนที่เธอจะหยิบชิ้นส่วนที่เหลือของสร้อยซึ่งติดอยู่ตรงคอยื่นมาให้ผม


“เก็บไว้ก็คงใช้ไม่ได้แล้วล่ะ คุณทิ้งไปเลยก็ได้นะ”


แล้วค่ำคืนนั้นของเราสองคนก็จบลง โดยที่เธอไม่มีสร้อยของเธอกลับบ้านเหมือนทุกวันที่เคยเป็น


เมื่อพระอาทิตย์มาแทนที่พระจันทร์ ผมพลิกตัวลืมตาตื่นในตอนเช้าเพราะเสียงปลุกจากนาฬิกาไขลาน รู้สึกเจ็บที่หน้าอกด้านซ้ายคล้ายกำลังทับอะไรบางอย่าง
พอพลิกตัวกลับมาได้จึงเอามือล้วงออกมาจากกระเป๋าเสื้อ เมื่อแบมือออก มีตุ๊กตาหมีสีดำอยู่ในมือผม ในช่วงเวลาเดียวกับที่ลมหนาวยามเช้าได้พัดผ่านเข้ามาทางหน้าต่าง


เช้านี้หนาวจังเลย แล้วตุ๊กตาหมีสีดำตัวนี้มาได้อย่างไร


ยิ่งนึกย้อนกลับไปเมื่อคืนแลกกับภาพเหตุการณ์ที่ทำให้ตุ๊กตาหมีสีดำตัวนี้มาอยู่กับผม ฤทธิ์ของแอลกอฮอลด์ที่ยังคงคั่งค้างก็ส่งผลให้เกิดอาการปวดหัว
“เก็บไว้ก็คงใช้ไม่ได้แล้วล่ะ คุณทิ้งไปเลยก็ได้นะ”


จะทิ้งไปอย่างที่เธอบอก ถ้าเกิดมันมีหัวใจ ตุ๊กตาหมีสีดำก็คงเสียใจ อีกอย่างอะไรที่เป็นของของเธอ ถ้าเป็นไปได้ผมก็ไม่ค่อยอยากทิ้งมันไปเท่าไรนัก
ไม่ใช่ว่างกหรือเสียดายแทนเธอ หากเพียงแต่ผมรู้สึกว่า ถ้าเลือกได้ผมก็ไม่อยากที่จะทิ้งอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับเธอไปก็เท่านั้น


ผมวางตุ๊กตาหมีสีดำพร้อมชิ้นส่วนของสร้อยส่วนอื่นๆ ไว้บนหมอนที่หนุนนอน ลุกขึ้นเดินไปนั่งที่บาร์เล็กๆ ของตัวเองริมหน้าต่าง เปิดเพลง A Beautiful Mess ของ Jason Mraz


เปล่า...ผมไม่ได้ต้องการจะดื่มอะไร หากเพียงแค่ต้องการมานั่งผ่อนคลายสายตารับลมหนาวในยามเช้าที่มาเยือนอย่างเป็นทางการ พร้อมเสียงเพลงเพราะๆ สักเพลงหนึ่ง


ลมหนาวเวียนวนกลับมาอีกครั้ง ผมก็ยังเหมือนเดิม ไม่ได้ก้าวไปข้างหน้าหรือไปจากจุดเดิมที่ฝังลึกอยู่ในความรู้สึก


เสียงโมบายข้างหน้าต่างส่งเสียงกังวานคั่นจังหวะมากกว่าทุกวันที่สายลมเคยพัดผ่าน จะว่าทุกข์มันก็ทุกข์ จะว่าสุขมันก็สุข จะว่าไปก็เหมือนได้แต่อนุญาตให้ตัวเองได้หลอกตัวเองไปวันๆ ว่าเราพอใจในความเป็นไปของตัวเราเองที่เป็นอยู่ในตอนนี้


เมื่อยอมรับแล้วก็อย่าไปเรียกร้องอะไร ผมนึกถึงถ้อยคำนี้ของผู้ใหญ่คนหนึ่งที่นับถือ ในช่วงเวลาที่มองดูภาพถ่ายของคนในอดีตบางคนที่ส่งข้ามน้ำข้ามทะเลมาให้จากอีกทวีปหนึ่ง ซึ่งเริ่มลางเลือนไปตามกาลเวลา ไม่ต่างอะไรกันนักกับภาพถ่ายของเราสองคนที่ผมมี


ถึงแม้ว่ามันจะไม่ซีดหรือเลือนหายไปมากนัก แต่ทุกอย่างมันก็ไม่เหมือนเดิม


ใช่...มันไม่เหมือนเดิมมา 3 ปี แล้ว มีเพียงผมฝ่ายเดียวเท่านั้นที่ยังคิดว่าทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมมาตลอด


เมื่อความจริงเข้ามาโอบกอด ผมจึงหลุดออกมาจากการย่ำเท้าอยู่บนรอยอดีต หยิบตุ๊กตาหมีสีดำและชิ้นส่วนของสร้อยเส้นอื่นๆ ขึ้นมาพร้อมความรู้สึกที่ว่า ผมน่าจะซ่อมมันให้เธอได้


ผมไม่เคยทำอะไรแบบนี้ที่ค่อนข้างออกไปทางงานฝีมือ พอต้องลงมือทำเข้าจริงก็ได้แต่เงอะๆ งะๆ ก็ด้วยนิสัยที่เป็นผู้ชายที่ไม่ค่อยใส่ใจในรายละเอียดอะไรเล็กๆ น้อยๆ โดยเฉพาะเครื่องประดับของผู้หญิง อย่างเวลาที่ใครให้ผมตัดสินใจเลือกเครื่องประดับให้ ผมก็มักจะเลือกได้แต่ชิ้นที่เธอหรือเขาคนนั้นไม่ชอบทุกที


และตอนนี้ก็เช่นเดียวกัน ด้วยความที่ไม่รู้และไม่เคยได้สัมผัสสร้อยแบบนี้มาก่อน ผมจึงได้แต่ลองสลับตำแหน่งในแต่ละส่วนของสร้อยไปมา ผิดบ้างถูกบ้างก็ว่ากันไป และก็เป็นเพราะโชคดีที่ห่วงคล้องสร้อยยังคงอยู่ แต่เพื่อความแน่ใจจึงลองโทรถามเพื่อนดูว่าที่ผมทำไปนั้น มันถูกหรือเปล่า


“มันมี 3 ส่วนวะ มีตุ๊กตาหมีสีดำ ส่วนที่เป็นหลายเส้นห้อยรวมกัน แล้วก็สร้อย” ผมอธิบายให้เพื่อนฟังเพื่อให้เพื่อนนึกภาพออกมากที่สุด


“เข้าใจละ...เอางี้ทำตามที่บอกนะ เริ่มจากฯลฯ”


สุดท้ายผมจึงสามารถต่อตุ๊กตาหมีสีดำให้กลับมาเป็นสร้อยของเธอได้ดังเดิม หลังจากซ่อมเสร็จลองเอามาสวมดูก็ตลกตัวเอง เพราะนอกจากจะเป็นครั้งแรกที่ได้สวมสร้อยแบบนี้แล้ว มันยังทำให้ผมรู้สึกว่าไม่เหมาะกับผมเอามากๆ


คิดแล้วก็ได้แต่ขำตัวเอง แล้วมันก็เป็นครั้งแรกที่ตุ๊กตาหมีสีดำได้ใกล้ชิดกับผม จนได้กลิ่นน้ำหอมของเธอที่ติดมาในตอนที่ผมถอดออกจากคอ กลิ่นน้ำหอมจากตุ๊กตาหมีสีดำที่ได้กลิ่นทำให้ผมคิดถึงเธอ ป่านนี้เธอจะทำอะไรอยู่นะ


ลมหนาวยังคงพัดผ่าน ผมแขวนสร้อยตุ๊กตาหมีสีดำของเธอไว้ตรงโต๊ะหนังสือ ในช่วงเวลาที่เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นมาพอดี และเป็นเธอนั่นเองที่โทรมา


“ฮาโหล...ว่าไง”


“เมื่อคืนคุณเมาหรือเปล่า” เธอเอ่ยถามด้วยความสงสัยแทนคำทักทายในยามเช้า


“เปล่านี่...ไม่เมา”


“เหรอ...พอดีเพื่อนฉันบอกว่าพวกเราเมากันทุกคนเลย นี่ฉันตื่นมาก็รู้สึกปวดหัวมากเลยนะ”


เมื่อยืนยันกับเธอจนเธอเชื่อว่าผมไม่ได้เมา เราสองคนก็เปลี่ยนเป็นคุยกันเรื่องอื่น รวมถึงเรื่องบางเรื่องที่คงเป็นสาเหตุทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจ แต่ในฐานะคนนอกสิ่งเดียวที่ผมพอจะทำได้ คือการเป็นผู้รับฟังที่ดี และคอยให้กำลังใจที่ผมเองก็ไม่รู้ว่าจะช่วยอะไรเธอได้บ้างหรือเปล่า


ตอนที่น้ำเสียงของเธออาศัยสัญญาณโทรศัพท์เป็นช่องทางในการผ่านเข้าไปในรูหูของผมนั้น ใจหนึ่งก็อยากจะบอกเธอว่าสร้อยตุ๊กตาหมีสีดำของเธอนั้นยังอยู่
ผมไม่รู้ว่าถ้าเอาสร้อยไปคืนเธอ เธอจะดีใจหรือแปลกใจไหม แต่เท่าที่จำได้คือเธอบอกให้ผมทิ้งมันไป เพราะฉะนั้นผมจึงได้แต่เตรียมใจไว้เลยว่าเธออาจจะรู้สึกเฉยๆ ก็ได้


แต่ก็อย่างว่านั่นแหละ ผู้ชายแบบผมมันเป็นคนประเภททิ้งหรือลืมอะไรได้ยาก ถ้าไม่ได้ลองพยายามจนสุดความตั้งใจของตัวเองจนถูกเขาไล่เป็นหมูเป็นหมาก็มักจะไม่ถอดใจเอาง่ายๆ และถึงอย่างไรซะ ผมก็ยังอยากเอาไปคืนเธออยู่ดี


เช้าวันต่อมา


ลมหนาวยังคงพัดผ่าน ผมเดินเข้าไปหาเธอในห้องทำงาน เธอมองผมด้วยสีหน้างงๆ ผมยิ้มให้เธอ หันไปทักทายเพื่อนของเธอที่นั่งอยู่ด้านข้าง
“มีอะไรเหรอ” เธอเอ่ยถาม ในตอนที่ผมเริ่มเอามือล้วงกระเป๋ากางเกง


ผมยังคงไม่ตอบคำถามเธอ ตุ๊กตาหมีสีดำอยู่ในมือผมอีกครั้ง และสีหน้าของเธอเอง ก็เริ่มมีแต่ความแปลกใจเพิ่มขึ้นทุกวินาที


“ว่าไงละคุณ มีอะไร”


ทั้งๆ ที่ตั้งใจจะพูดออกมาให้เธอรู้ แต่ตุ๊กตาหมีสีดำก็ดันติดอยู่ในกระเป๋ากางเกง ผมจึงต้องเบี่ยงตัวบังไว้ไม่ให้เธอเห็นว่าผมจะเอาอะไรออกมาให้เธอ
แต่ท่าที่เงอะๆ งะๆ ของผมคงไปสะดุดสายตาของเพื่อนเธอที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ซึ่งแน่นอนว่าเพื่อนของเธอก็เห็นอากับกิริยาของผมทุกอย่าง จนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะผมออกมา


ยิ่งพยายามเอาออกมามันก็ยิ่งติด ยิ่งติดก็ยิ่งรน ยิ่งดึงก็ยิ่งมีพิรุธ จะว่าเสียฟอร์มมันก็ใช่ ลองหันไปมองก็เห็นเธออยู่ในสีหน้าที่งงๆ ว่าผมกำลังทำอะไรอยู่
ผมได้แต่นึกในใจ ทำไมต้องมาติดในตอนนี้ด้วยนะ แต่สุดท้ายตุ๊กตาหมีสีดำก็ยอมออกมาจากกระเป๋ากางเกงของผมจนได้ โดยมีด้ายสีดำจากกระเป๋ากางเกงตามติดออกมาด้วย


ก่อนที่ความเงียบจะโอบกอดเราสองคนนานกว่านี้ ผมก็ยื่นมือไปหาเธอ


“ผมเอาของของคุณมาคืน ลองซ่อมดู คิดว่ามันน่าจะยังใช้ได้นะ”


รอยยิ้มของเธอปรากฏออกมา เธอรับตุ๊กตาหมีสีดำกลับไปด้วยท่าทางที่ดีใจ ไม่ต่างอะไรกับเด็กคนหนึ่งที่ได้ของรักของตัวเองกลับคืน


“ฉันนึกว่าคุณทิ้งไปแล้วเสียอีก”


ผมยิ้มไม่ได้ตอบอะไร เพราะเริ่มทำตัวไม่ถูก ไม่บอกก็รู้ว่าเธอคงไม่คิดว่าจะได้มันกลับคืน ได้แต่หันไปทักทายเพื่อนของเธอเพื่อกลบเกลื่อน แล้วขอตัวออกมาจากห้องทำงานของเธอ


พร้อมกับรอยยิ้มของเธอที่ยิ้มส่งลาผม ก่อนที่บานประตูห้องทำงานของเธอจะปิดสนิท


หากเอ่ยถามว่าผมทำไปเพื่ออะไร ทั้งๆ ที่เธอก็ไม่ได้สั่งหรือคาดหวังว่าจะได้สร้อยตุ๊กตาหมีสีดำของเธอกลับคืน คำตอบเดียวที่ผมพอจะให้ได้ คือคำว่ารอยยิ้มจากเธอ และแน่นอนว่า


ดูเหมือนผมจะทำสำเร็จ...











Tuesday, October 28, 2008

ค่ำคืนหนึ่ง

click to comment



ค่ำคืนหนึ่ง- วิภพ ล้อมเขต

ฝนตกไม่ขาดสายและไม่มีท่าทีจะหยุดตก นานมากแล้วที่ผมไม่ได้ใช้เวลาหลังเลิกงานไปกับใครแบบสองต่อสอง

ก้มมองดูในกระเป๋าสะพายของตัวเอง ด้วยนิสัยไม่ค่อยชอบพกร่มติดตัวเป็นทุนเดิม บวกกับร่มคันที่ชอบเป็นสีขาวซึ่งไม่สามารถพับเก็บได้ เรื่องต้องตากฝนเวลากลับบ้านจึงกลายเป็นเรื่องธรรมดาที่ผมพบเจออยู่บ่อยๆ

“ตอนเย็นไปไหนหรือเปล่า”

ข้อความหนึ่งที่ส่งเข้ามาสะกิดความรู้สึก ทำให้ผมต้องถามตัวเองว่า ที่ผ่านมาช่วงเวลาหลังเลิกงานของผมหมดไปกับอะไรบ้าง เล่นฟิตเนต เคลียงาน หรือไม่ก็นั่งอยู่ในรถที่ติดอยู่กลางถนน

ตารางชีวิตหลังเลิกงานผมหมุนวนอยู่แค่นี้ เพื่อนสนิทแบบรู้ใจก็อยู่ไกล กว่าจะได้เจอกันก็ต้องฝ่าด่านแฟนเพื่อนก่อนทุกครั้ง ชีวิตหลังเลิกงานของผมจึงมักอยู่กับตัวเองเสียส่วนใหญ่ ลองนั่งนึกอีกรอบก็ยังนึกไม่ออก แต่เป็นเพราะเธอ ช่วงเวลาหลังเลิกงานของผมวันนี้กลับเปลี่ยนไปจากวันเดิมๆ ที่ผ่านมา

ผมและเธอก้าวเท้าเป็นจังหวะเดียวกันภายใต้ร่มคันเดียวกันซึ่งทำหน้าที่ป้องกันสายฝน มุ่งหน้าไปสู้รถของเธอท่ามกลางสายฝนที่ยังคงทิ้งตัวลงมาอย่างไม่ขาดสาย จนก่อกำเนิดเป็นเม็ดฝนพร่างพราวอยู่หน้ากระจกรถ ประตูรถสองบานถูกเปิดและปิดในเวลาไล่เลี่ยกัน

“รถติดแน่เลย จะไปหาอะไรนั่งทานกันชิวๆ ไหวไหมเนี่ย” เธอพูดออกมา สายตามองหาช่องเสียบกุญแจเพื่อสตาร์ทรถ ในขณะที่ผมเริ่มดึงเข็มขัดนิรภัยมาคาดที่เอว

ที่ปัดน้ำฝนหน้ากระจกเริ่มทำงาน วงแขนของเธอหมุนวนไปทางซ้ายเป็นวงกลมเมื่อเท้าของเธอเริ่มสัมผัสคันเร่งอย่างบางเบา เหมือนกับลมหายใจของผมและเธอที่สัมผัสกันอย่างเบาบางลอยอบอวลอยู่ภายในรถ

ผมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังตกอยู่ในความฝัน ไม่คิดว่านี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นระหว่างผมและเธอ ไม่มีวันเป็นไปได้หรอก ผมบอกตัวเองในใจ ในช่วงเวลาที่เธอเริ่มชวนผมคุยมากขึ้น

“คิดดูนะว่าเวลากลับบ้านฉันต้องเจอรถติดแบบนี้ทุกวัน ค่อยๆ ขยับเป็นอยู่อย่างนี้ตลอด น่าเบื่อมาก คุณว่าไหม”

“อือ” ผมเออออตามเธอ เม็ดฝนที่หน้ารถของเธอเริ่มเจือจาง

ครั้งแรกที่เราพบกัน ตอนนั้นผมกำลังนั่งอยู่ในวงหมอดูที่มีเพื่อนของผมคนหนึ่งทำหน้าที่ดูดวงให้กับเพื่อนอีกคนอย่างเคร่งเครียด พอเพื่อนดูจบก็ถึงตาผมบ้าง
แน่นอนว่าถึงแม้ว่าผมจะไม่ใช่คนที่เชื่อเรื่องดวงมากมายเป็นพิเศษ แต่เรื่องราวบางอย่างก็มักจะเกิดขึ้นมาแบบไม่คาดคิดเสมอ เช่นเดียวกันกับตอนที่เธอเดินผ่านเข้ามา แล้วนั่งลงให้เพื่อนของผมดูดวง

หลังจากเธอดูจบ ผมพอจะจับใจความได้ว่าตอนนั้นเธอมีเรื่องไม่สบายใจเกี่ยวกับคนรักของเธอ และเช่นเดียวกับตอนนี้ที่เธอเองก็คงรู้สึกไม่ต่างกัน

นับจากวันนั้นความสัมพันของเราสองคนก็ไม่เคยมีอะไรมากไปกว่า การทักทายกันทุกครั้งที่ได้พบเจอ อย่างมากก็แค่ยิ้ม หรือไม่ก็พูดคุยกันแทบจะนับคำได้

“หิวหรือเปล่า” เธอถามแล้วหันมายิ้ม คำถามของเธอดึงผมออกมาจากภาพของผมและเธอวันเก่าๆ

“นิดหน่อย”

“นี่คุณกลับบ้านแล้วทานข้าวอีกหรือเปล่า ถ้ามีคนรอที่บ้านก็ไม่ต้องทานเป็นเพื่อนก็ได้นะ”

ผมนึกถึงภาพตัวเองนั่งอยู่เพียงลำพังที่ร้านอาหารข้างทางในทุกค่ำคืน

“ไม่มีคนรอหรอก หาอะไรทานด้วยก็ดีเหมือนกัน”

“งั้นดีเลย เราไปหาที่เงียบๆ นั่งทานข้าวและคุยกันดีกว่า”

หลังจากรถของเธอจอดสนิท เราสองคนเดินลงจากรถเพื่อมุ่งหน้าสู่ร้านใดสักร้านหนึ่ง โดยที่ไม่รู้ว่าจะเป็นร้านไหน

“เอาร้านนี้แล้วกัน ขอนั่งนอกร้านนะ อากาศแบบนี้ตรงนี้คงเหมาะกว่า”

ผมมองดูที่นั่งที่เธอเลือก พยักหน้าเห็นด้วย สายตามองดูภายในร้าน คราวนี้เป็นผมที่ชวนเธอคุย

“ไปสั่งอะไรมาทานกันก่อนดีไหม”

“เอาสิ” เธอเดินนำหน้าผมเข้าไปในร้าน

“ขอชาเขียวที่หนึ่งค่ะ เฟร้นฟรายส์ เป๊บซี่ และก็นักเก็ต 1 ชุด คุณทานอะไรล่ะ”

ผมมองดูรายการอาหารบนฝาผนัง ไม่มีอะไรที่อยากทาน แต่จะนั่งอยู่กับเธอเฉยๆ โดยไม่ทานอะไรเลยก็ดูไม่เหมาะ จึงสั่งกาแฟมา 1 แก้ว แล้วเดินไปเติมซอสให้กับเธอ

“เอาซอสพริกด้วยนะ” เสียงเธอบอกตามหลังเมื่อผมเริ่มกดซอสมะเขือเทศ

ลมหนาวหลังฝนตกในยามค่ำคืนเริ่มพัดโชย ผมนั่งอยู่กับเธอแบบสองต่อสองโดยมีโต๊ะอลูมิเนียมทรงกลมคั่นกลางระหว่างเราสอง

ผมรู้ว่าค่ำคืนนี้เธอมีเรื่องไม่สบายใจ และคงอยากหาใครสักคนที่ไม่ได้รู้จักเธอหรือรู้เรื่องราวอะไรของเธอมากนักเป็นที่ระบาย แน่นอนว่าผมเป็นหนึ่งในนั้นที่เธอเลือก หลังจากก่อนหน้านี้ที่เพื่อนของเธอติดงานและมาตามนัดไม่ได้

ผมนึกถึงช่วงเวลาที่ตัวเองต้องเผชิญกับปัญหาโดยไม่รู้จะพึ่งพาใคร ผมไม่อยากให้เธอต้องเผชิญกับการอยู่คนเดียวและปัญหาที่ต้องเจอเหมือนตัวผม ผมจึงต้องอยู่ข้างๆ เธอแบบไม่เรียกร้องอะไร

ปัญหาของเธอเป็นปัญหาของคู่รักทั่วไปที่พบเห็นอยู่บ่อยๆ เท่าที่ผมจับใจความได้ดูเหมือนว่าคนรักของเธอกำลังแอบคบกับผู้หญิงอีกคนหนึ่ง และดูเหมือนว่าผู้หญิงคนนั้นก็ดูท่าจะชอบคนรักของเธออย่างจริงจัง

“นี่ขนาดยังไม่แต่งงานกันยังทะเลาะกันขนาดนี้ ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าแต่งแล้วจะขนาดไหน ของแบบนี้ถ้าผู้ชายไม่เล่นด้วยผู้หญิงมันก็คงไม่กล้าพูดขนาดนี้หรอกคุณว่าไหม”

ผมยิ้มไม่ได้ตอบอะไรเธอไป ได้แต่อาศัยความเงียบกล่อมเธอให้ใจเย็น

“คิดแล้วก็เซ็ง น่าเบื่อมากๆ ว่าแต่คุณไม่มีแฟนเหรอ ถึงมากับฉันได้”

“แฟนเหรอ...ไม่มี”

“ก็ดีนะ อยู่คนเดียวก็ดีเหมือนกัน ไม่ต้องมีเรื่องให้ปวดหัว คุณเล่าเรื่องแฟนเก่าของคุณให้ฟังบ้างสิ ฉันอยากฟัง”

แล้วบทสนทนาของเราสองคนก็กลับกลายเป็นเรื่องความรักเก่าๆ ของผมเสียส่วนใหญ่ โดยมีเธอเป็นผู้รับฟังอย่างตั้งใจ

ตลอดเวลาผมพยายามเล่าสิ่งเลวร้ายที่เจอมาเพื่อให้เธอรู้สึกว่า สิ่งที่เธอเผชิญมันอาจจะไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายอย่างที่คิด และหลังจากเล่าจบก็ดูเหมือนเธอจะลืมความทุกข์ของตัวเองไปชั่วขณะ

แต่ใจที่ยังกังวลก็ยังเป็นใจที่ยังกังวลอยู่วันยังค่ำ เพราะแววตาของเธอนั้นซ่อนความรู้สึกลึกๆ ของเธอไว้ไม่หมด ความเศร้ายังคงโอบกอดเธอ โดยที่ผมไม่สามารถช่วยอะไรเธอได้มากนัก นอกจากนั่งอยู่เป็นเพื่อนเธอตราบเท่าเวลาที่เธอต้องการในค่ำคืนนี้

ฝนหยุดตกไปนานแล้วเหลือเพียงลมหนาวที่พัดผ่านมา เธอหยิบใบเซียมซีที่เสี่ยงได้ในวันที่เราสองคนไปทำบุญด้วยกันขึ้นมา และมันก็เป็นเรื่องแปลกที่ใบเซียมซีที่ผมเสี่ยงได้นั้นก็เป็นใบเดียวกับเธอ

“ยังเก็บไว้เหมือนกันเหรอ ว่าแต่นี่คุณทานนิดเดียวเองนะ จะอิ่มหรือเปล่า”

“วันนี้ผมทานข้าวเหนียวหมูปิ้งไปเยอะ มันก็เลยยังอิ่มๆ อยู่”

“โห…อยากทานบ้างจัง ฉันชอบข้าวเหนียวหมูปิ้งมากเลยนะ”

“งั้นพรุ่งนี้ซื้อมาฝากเอาไหม”

“เอาๆ ขอสัก 10 ไม้นะ”

“10 ไม้เลยเหรอ”

“ฉันล้อเล่น นั่นก็เว่อร์ไป คุณก็เชื่ออีก ฮ่าๆ”

นั่นเป็นเสียงหัวเราะครั้งแรกของเธอที่ผมได้ยิน ดูเหมือนเธอจะสบายใจขึ้น และห่วงของความกังวลที่รัดตัวเธอก็ดูเหมือนจะค่อยๆ คลายออก

“เดี๋ยวนี้ฉันเป็นอะไรไม่รู้ ไม่รู้สึกรักหรือตื่นเต้นกับใครเลย”

คำพูดของเธอสะกิดมิติความรู้สึกที่ซับซ้อนของผม เพราะผมเองก็รู้สึกไม่ต่างอะไรไปจากเธอนับตั้งแต่คนรักของผมลาจากผมไปเพื่อใช้ชีวิตกับคนอื่น

“กี่โมงแล้วละ อุ๊ย! คุณใส่นาฬิการุ่นเดียวกับแฟนฉันเลยนะ”

ผมมองดูนาฬิกาบนข้อมือ นึกในใจ แบบเดียวกันเลยเหรอ อะไรมันจะบังเอิญขนาดนั้น

“เดี๋ยวคงต้องกลับแล้วล่ะ ไว้วันหลังมานั่งเล่นชิวๆ กันอีกนะ”

ผมยิ้มรับแทนคำตอบ ลุกขึ้นเดินออกมาจากร้านพร้อมกับเธอเพื่อกลับไปที่รถ เม็ดฝนหน้ากระจกรถแห้งหายจนเกือบหมด รอยยิ้มของเธอเริ่มปรากฏเมื่อเราสองคนนั่งพูดคุยกันถึงเรื่องอื่นที่พอจะเรียกเสียงหัวเราะออกมาได้

“จะให้ฉันส่งคุณตรงไหนถึงจะสะดวก”

“ผมว่าเอาที่คุณสะดวกแล้วกัน ตรงข้างหน้าก็ได้ จะได้ไม่ต้องจอดรถลำบาก”

“ได้ๆ กลับบ้านดีๆ ละคุณ”

ทันทีที่ประตูรถของเธอเปิดออก ผมรู้สึกถึงลมหนาววูบหนึ่งที่พัดผ่านเข้ามา รถของเธอค่อยๆ เคลื่อนห่างออกไปจากตัวผม

ผมนึกถึงเรื่องราวของเราสองคนที่เพิ่งเกิดขึ้นและผ่านไปไม่นาน นึกถึงถ้อยคำของเธอบางประโยค นึกถึงใบเซียมซีที่เธอและผมเสี่ยงได้ นึกถึงข้าวเหนียวหมูปิ้ง และได้แต่ยืนมองนาฬิกาบนข้อมือของตัวเองที่เธอบอกว่าเหมือนกับของแฟนเธอ

ผมเงยหน้ามองดูท้องฟ้าที่เริ่มมีดวงดาวปรากฎ หลังจากเมฆฝนเคลื่อนผ่านไป วันนี้ช่วงเวลาหลังเลิกงานของผมกลับเปลี่ยนไปจากวันเดิมๆ ที่ผ่านมา โดยเฉพาะค่ำคืนนี้ ต่างกันก็แค่เธอกลับบ้านไปหาคนรักของเธอ

ส่วนผมนั้นกลับบ้านไป
เพื่อพบเจอเพียงเงาของตัวเอง…



Friday, September 19, 2008

หรือเราอยู่ภายใต้ฝนเม็ดเดียวกัน

ครั้งแรกที่วิภพขอให้ผมเขียนคำนิยมให้เขา ผมนึกแปลกใจและย้อนถามกลับไปว่าจะให้เขียนนิยมเขาหรือนิยมหนังสือ ทั้งที่มีคำตอบในใจอยู่แล้วว่าควรเป็นคำนิยมหนังสือ

ผมให้เหตุผลไปว่าเพราะไม่ค่อยนิยมในตัวเขา แต่เป็นแค่เรื่องพูดเล่น ความจริงคือผมรู้จักตัวหนังสือของเขามากกว่า เราเคยเจอหน้ากันไม่ถึงสิบครั้ง หนักไปทางบทสนทนาผ่าน MSN เป็นหลัก เมื่อเขาชวนผมเขียนคำนิยมให้ ผมจึงรู้สึกแปลกใจว่าทำไมเขาเลือกนึกถึงคนไม่ค่อยคุ้นเคย แถมไม่มีชื่อเสียงเป็นแม่เหล็กดึงดูดคนอ่านอย่างผม

จากการสัมผัสด้วยตา ภายนอกเขาดูเซ่อๆ สงบเงียบ แต่ภายในกลับเปี่ยมด้วยอารมณ์พลุ่งพล่าน จากการสัมผัสด้วยหู เขาพูดน้อย ต่อยหนัก และกวนตีนชนิดหาตัวจับยาก จากการสัมผัสด้วยจมูก ผมเข้าใจว่าหนุ่มคนนี้เนื้อหอมใช่เล่น จากการสัมผัสด้วยปาก (เอ่อ อย่าคิดลึก หมายถึงความสามารถในการฟังของเขา)
วิภพเหมือนคนไม่ค่อยฟังใคร แต่เขารู้จักเก็บรายละเอียดรอบกายไปประมวลผลมากกว่าคนอื่น
จากการสัมผัสทุกส่วนรวมกัน ผมถือว่าวิภพเป็นคนน่าคบหาคนหนึ่ง

ก่อนส่งต้นฉบับให้ผมอ่าน วิภพบอกว่า ‘ฝนเม็ดแรก’ เป็นเรื่องของโชคชะตาและการรอคอย เมื่ออ่านจบ ผมรู้สึกว่าเขาให้น้ำหนักกับการรอคอยมากกว่า การรอคอยในโลกนี้แม้มีหลายรูปแบบ ทว่าแต่ละรูปแบบกลับมีข้อแตกต่างไม่มากนัก ไม่ว่าจะรอคอยแบบใดล้วนมีบุคคลสองฝ่าย ผู้รอกับผู้ถูกรอ เวลาของฝ่ายรอย่อมยาวนานกว่าฝ่ายถูกรอเสมอ

การรอคอยบางครั้งนำมาซึ่งความสุข บางครั้งก็แสนเศร้า และหลายครั้งที่การรอคอยเป็นความรู้สึกบอกไม่ถูก ผมเคยเขียนประโยคหนึ่งในสมุดบันทึกว่า “การรอคอยที่ทรมานที่สุดคือการรอคอยที่ไม่มีจุดหมาย” มันเกิดขึ้นจากการรอคอยครั้งหนึ่งในชีวิตผม การรอคอยครั้งนั้นพ้องกับเรื่องราวของ ‘ฉัน’ ใน ‘ฝนเม็ดแรก’ อย่างไม่น่าเชื่อ

การเป็นทั้งฝ่ายรอและฝ่ายถูกรอเป็นเรื่องยากลำบาก การบอกกล่าวให้บางคนไม่ต้องรอเราก็ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเมื่อประกอบกับการรอคอยระยะไกลซึ่งเปิดโอกาสให้เราผิดพลาดไม่เว้นวินาที

ถ้าจะลองหาคำนิยามเพื่ออธิบาย ‘ฝนเม็ดแรก’ มันคือเรื่องรักธรรมดาซึ่งหลายคนเคยพบพาน เคยสัมผัส เคยผ่านพ้น และบางคนยังผ่านไม่พ้น ผ่านตัวอักษรลักษณะเดียวกับนิสัยหรือข้อเขียนชิ้นอื่นของวิภพ มองง่ายๆ จากภายนอก ทว่าลุ่มลึกอยู่ภายใน หลายครั้งคราวมันทำให้เราครุ่นคิด หวนคำนึง ระลึกถึง เสียน้ำตา แม้กระทั่งตั้งคำถามว่าเรื่องราวของฝนเม็ดแรกซึ่งคล้ายชีวิตเราเป็นโชคชะตาจริงไหม

ผมเป็นคนไม่เชื่อในโชคชะตา ไม่ค่อยเชื่อว่าคนเราเกิดมาเพื่อรักคนๆ หนึ่ง แม้จะเคยหลงคิดว่าใครบางคนคือคนพิเศษจนเฝ้าฝันถึงขั้นเพ้อ แล้วสุดท้ายก็พบว่ามันคือความฝันโง่ๆ ที่เสียเวลาเปล่า แต่ผมค่อนข้างมั่นใจว่าทุกคนมีสิทธิที่จะเลือก มีสิทธิที่จะตัดสิน และรอรับผลจากการตัดสินใจนั้น ไม่มีอำนาจเหนือฟ้าใดจะมากำหนดความเป็นไปในชีวิตเราได้ หญิงสาว (หรือชายหนุ่ม)อีกคนที่รู้จัก ระยะทางห่างไกลโดยไม่รู้ข่าวคราว เรื่องราวไม่เข้าใจเล็กๆ น้อยๆ และความสัมพันธ์เปราะบางทางเทคโนโลยี ล้วนเป็นเหตุปัจจัยให้เราเลือกเปลี่ยนเข็มทิศชีวิตได้ทั้งสิ้น

เพียงแต่มนุษย์บางประเภทนิยมเลือกการรอคอย เพราะการรอคอยทำให้เกิดความหวัง ชีวิตที่ไม่มีความหวังหรือไม่เคยเรียนรู้ที่จะหวังเป็นชีวิตที่หยาบกระด้างและโหดร้ายเกินไป

เช่นเดียวกับ ‘ฉัน’ การรอคอยของเขาเป็นการรอคอยที่ไม่มีจุดหมาย ไม่มีใครสามารถยืนยันได้ว่าจะออกดอกออกผลเมื่อไหร่ หรือแม้แต่อย่างน้อยกับคำถามง่ายๆ ว่ามันจะเป็นการรอคอยที่ออกดอกออกผลรึเปล่า ทว่าจากประสบการณ์ส่วนตัว ผมค่อนข้างเชื่อมั่นว่าหลังจากเรื่องราวใน ‘ฝนเม็ดแรก’ จบลง ‘ฉัน’ จะยังรอคอยชนาพรอยู่เงียบๆ แม้แทบไม่มีโอกาสที่ชนาพรจะกลับมาก็ตาม

นั่นแหล่ะ เหตุผลที่ผมบอกว่า ‘ฝนเม็ดแรก’ คือเรื่องของการรอคอย

ส่วน ‘โชคชะตา’ หากว่าจะมีในหนังสือเล่มนี้ คงเป็นโชคชะตาที่นำพาให้หนุ่มสาวผู้มีความรัก

ล้วนต้องตกอยู่ภายใต้ฝนเม็ดแรกเม็ดเดียวกัน


พลพงศ์ จันทร์อัมพร
08 กันยายน 2551
หน้าคอมพิวเตอร์เก่าๆ เครื่องหนึ่ง

Tuesday, August 12, 2008

อยู่คนเดียว






อยู่คนเดียว-วิภพ ล้อมเขต


ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร ระหว่างนั่งกินข้าวอยู่ที่บ้านเพื่อนสนิทคนหนึ่ง อยู่ๆ แม่ของเพื่อนก็ถามผมว่า


“ชอบผู้หญิงแบบไหนละ เดี๋ยวแม่แนะนำให้สักคน”


สิ้นคำพูดของแม่เพื่อน ก็ต้องรีบออกตัวว่าไม่เป็นไร แล้วก็อดหัวเราะตัวเองไม่ได้ว่า เฮ้ย! นี่ภาพลักษณ์เราดูแย่หรือโหยหาใครสักคนมาเคียงข้างขนาดนั้นเลยเหรอ


หันไปมองดูเพื่อนสนิทที่กำลังนั่งหัวเราะผมเช่นกัน ก็ทำให้ต้องนึกเปรียบเทียบขึ้นมาว่า เราสองคนนี่มันช่างตรงกันข้ามเหลือเกิน เพราะในขณะที่แจกันของเธอไม่เคยขาดดอกไม้ แจกันของผมนั้นนานๆ ถึงจะมีดอกไม้มาปักสักดอก


“ว่าไงละ ตกลงเราชอบผู้หญิงแบบไหน” แม่ของเพื่อนสนิทยังคงไม่หยุดความหวังดี


“ไม่รู้สิแม่” ผมพูดคำนี้ออกมา ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วมีคำตอบที่ดีกว่า แล้วพูดต่อ “ตอนนี้อยู่คนเดียวก็สบายใจดี ไม่งั้นคงไม่ว่างมานั่งกินข้าวที่บ้านนี้บ่อยๆ ได้หรอก”


สิ้นคำพูด ทุกคนก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน แม้ลึกๆ ในใจของผมจะนึกย้อนไปถึงตารางชีวิตของตัวเองในแต่ละวัน


ที่เริ่มจากการเอาชนะนาฬิกาปลุกในตอนเช้า ด้วยการตั้งปลุกใหม่ทุกครั้งที่มันดังให้ห่างกัน 15 นาที เพื่อที่จะตื่นสายกว่าเวลาเดิมที่ตั้งไว้อีก 1 ชั่วโมง หลังจากนั้นก็จะไปอาบน้ำแต่งตัวใส่เสื้อผ้าที่ไม่ได้รีดออกไปทำงานเสมอ


ทุกๆ เช้าผมมักจะเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้คนที่ยืนต่อแถวรอขึ้นรถเพื่อไปทำงาน ขึ้นรถได้ก็ต้องนั่งเบียดกับผู้โดยสารคนอื่น วันไหนคนนั่งข้างๆ ตัวเล็กก็สบายตัวหน่อย แต่ถ้าวันไหนคนนั่งข้างๆ เป็นคนตัวอ้วน เช้าวันนั้นก็แทบจะไม่ต้องทำอะไรนอกจากนั่งอยู่ท่าเดิมจนกว่าจะถึงปลายทาง


ระหว่างทางที่รถเคลื่อนตัว ทั้งหูซ้ายและหูขวาจะมีหูฟังซาวเบาท์อุดอยู่ เพียงเพื่อให้เสียงดนตรีขับกล่อมผมให้เช้านี้ดูมีชีวิตชีวาขึ้น สำหรับผมแล้วภาพช่วงชีวิตตอนเช้าระหว่างนั่งรถไปทำงาน คือภาพเดิมซ้ำๆ ที่หมุนกรอกลับไปมา โดยมีเวลาเป็นตัวขับเคลื่อนแบบไม่รู้จักจบ


จะว่าไปยิ่งโตขึ้น ผมกลับยิ่งรู้สึกว่า กลไกบางอย่างทางสังคมทำให้เราเลือกที่จะทำอะไรไม่ได้อย่างใจหวังมากนัก โดยเฉพาะกับคนที่มีต้นทุนชีวิตน้อยอย่างผม


ผมไม่ได้เกิดมาในครอบครัวคนรวย แต่ในทางกลับกันกลับเกิดมาในครอบครัวที่มีรอยแยกของชีวิตคู่ ที่บ้านผมไม่มีธุรกิจเป็นของตัวเอง ผมจึงได้แต่ก้มหน้าก้มตาเข้าทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนตอกบัตร ผมไม่มีรถไว้ขับรับใครสักคน ทุกครั้งที่ทำได้จึงเป็นเพียงการจ่ายค่าโดยสารให้แทนเสมอ


พอสิ้นเดือนเงินเดือนออก เงินเดือนอันน้อยนิดกว่าครึ่งจะถูกจับจองโดยหน้าที่ประจำต่างๆ ที่ต้องจ่ายไป และที่แย่ไปกว่านั้นผมยังมีร่างกายที่ไม่ค่อยแข็งแรง พร้อมจะอ่อนแอเพื่อเจียดเงินเดือนมาเป็นค่ารักษาพยาบาลอยู่ตลอด


ฟังดูชีวิตของผมอาจไม่ค่อยมีอะไรดีนัก แต่อย่างน้อยถ้าคิดว่าตัวเองเป็นตัวละครในเรื่องสั้นเรื่องหนึ่ง ผมก็รู้สึกว่าชีวิตของตัวเองช่างเป็นตัวละครที่น่าติดตามเหลือเกินว่า ตอนจบชีวิตของตัวละครตัวนี้จะเป็นอย่างไร และคงจะดีไม่น้อยถ้าผมสามารถกำหนดชีวิตตัวเองได้เหมือนเรื่องสั้นที่ผมเขียน


แต่ชีวิตไม่ใช่เรื่องสั้นถึงแม้มันจะคล้ายนิยายก็ตามแต่ ผมจึงทำอะไรไม่ได้มากนัก นอกจากตั้งใจมีชีวิตต่อไปให้ดีที่สุด


ผมคิดอย่างนี้ของผมจริงๆ ไม่ได้ตั้งใจกวนตีนหรือประชดใครทั้งนั้น เพราะถ้าเมื่อไรที่รู้สึกว่าชีวิตตัวเองมันแย่อยู่แล้ว ผมก็จะพยายามทำอะไรไม่ให้มันแย่ไปกว่านี้อีก เพราะในแต่ละวัน การต้องอยู่คนเดียว ‘ความเงียบ’ ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ผมต้องเผชิญเช่นกัน


ถ้าไม่นับชีวิตที่ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน ผมรู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่เลี้ยงหมาไว้ที่บ้านหนึ่งตัว เพราะอะไรนะเหรอ ผมบอกให้ก็ได้ว่าอย่างน้อยมันก็ช่วยให้ผมไม่ต้องพูดกับตัวเองบ่อยเกินไปนัก ไม่ได้ช่วยให้ผมรู้สึกว่า กลับมาบ้านแล้วยังมีหมารออยู่อย่างที่หลายคนอาจใช้เป็นเหตุผล เพราะคงจะดีกว่านี้มากถ้าจะเปลี่ยนเป็นใครสักคนที่ผมรักรอผมอยู่ที่บ้าน มากกว่าหมาหนึ่งตัว


อีกเรื่องหนึ่งที่ผมถือเป็นเรื่องโชคดีแบบไม่ตั้งใจ คือการปล่อยให้ในบ้านมีนกกระจอกมาทำรังอยู่ ok ถึงแม้มันจะเป็นนกกระจอกไม่ใช่นกนางแอ่นที่มาทำรังไว้ให้เอารังไปขายกันจนรวยก็ตาม แต่คงไม่มีใครคิดหรอกว่า สำหรับผู้ชายโสดคนหนึ่งอย่างผมที่ต้องใช้ชีวิตคนเดียวเพียงลำพังเสียเป็นส่วนใหญ่ นอกจากการต้องซักผ้าและยืนตากผ้าเพียงลำพังคนเดียวตอนเที่ยงคืนแล้ว


การได้เดินไล่จับนกกระจอกที่เข้ามาหลงติดอยู่ในบ้าน แล้วเอามันไปปล่อยนอกบ้าน มันช่วยทำให้ผมเดินในบ้านเพียงลำพังได้อย่างทั่วถึง ไม่รู้สึกเหงาที่ต้องเผชิญหน้ากับความเงียบเหมือนเมื่อก่อน


เพราะนอกจากความเหงาที่มักจะมีขนาดตัวเท่าควายเหมือนเพลงของนักร้องวงหนึ่ง ‘ความเงียบ’ ที่ผมเปรยให้ฟังไว้ตอนต้นก็มีขนาดใหญ่แพ้กัน ไม่สิผมว่าน่าจะใหญ่กว่า คิดๆ ดู ถ้าจะให้เห็นภาพ ก็ต้องบอกว่าอาจจะตัวเท่าช้างเลยนะ และถ้านักร้องวงเดิมจะเอาไปแต่งเป็นเพลง ผมคิดว่าควรจะแต่งว่าแบบนี้ถึงจะเข้าท่า


“ความเงียบตัวเท่าช้าง ช้างๆๆ น้องเคยเห็นช้างหรือเปล่า”


พูดถึงความเงียบ ครั้งหนึ่งในร้านหนังสือร้านหนึ่ง ผมเคยตัดสินใจซื้อหนังสือเล่มหนึ่งเพราะประโยคของ ฟรานส์ คาฟก้า ที่ว่า

“คุณไม่จำเป็นต้องออกไปจากห้อง นั่งนิ่งๆ ที่โต๊ะแล้วฟัง ไม่ต้องฟังด้วยซ้ำ แค่รอเท่านั้น ไม่ต้องรอ ขอเพียงนั่งนิ่งๆ อยู่กับความวิเวก โลกจะเผยตนต่อคุณอย่างอิสระ”


ฟังดูแล้วอาจจะงงหรือไม่เข้าใจ แต่ผมมักบอกตัวเองอยู่เสมอว่า บางครั้งคนเราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเข้าใจในเรื่องที่ไม่เข้าใจก็ได้ เพราะถ้าเกิดเข้าใจในเรื่องที่ไม่เข้าใจ ชีวิตก็คงหมดเรื่องที่เป็นคำถามไปอีกเรื่องหนึ่ง และถ้าเมื่อไรที่ชีวิตหมดคำถามกันขึ้นมา ความท้าทายก็คงลดน้อยลงไปเช่นกัน


ผมนึกถึงช่วงเวลาที่ตัวเองปั่นจักรยานกลับเข้าบ้านในทุกๆ วัน หลังจากเลิกทำงานเพียงลำพัง เพื่อที่จะเปิดประตูบ้านไปพบหมาหนึ่งตัวหรือนกกระจอกที่บินหลงอยู่ในบ้าน หรือจะเป็นความเหงาตัวเท่าควายและความเงียบตัวเท่าช้าง พร้อมกับคำถามที่ถามตัวเองอยู่เสมอว่า


นี่ถ้าเกิดไม่มีใครขึ้นมาจริงๆ ชีวิตตอนแก่ของผมคงเศร้าน่าดู หรือว่าตอนนี้กำลังซ้อมรับมือชีวิตตอนแก่อยู่ก็ได้ใครจะรู้ และถ้าใช่ขึ้นมาจริง อีก 25 ปี ข้างหน้า ผมอาจจะคว้าปืนมายิงสมองตัวเองตายหลังจากเขียนเรื่องสั้นงงๆ จบสักเรื่องหนึ่งในตอนอายุ 50 ปีก็ได้


หลังจากออกมาจากบ้านเพื่อน ระหว่างนั่งรถกลับบ้าน คำถามของแม่เพื่อนยังวิ่งวนอยู่ในความรู้สึก เช่นเดียวกับชีวิตที่ดูเลื่อนลอยก้าวย่างสู่ขวบปีที่ 25 ในตอนนี้ ที่ผมยังคงใช้ชีวิตอยู่คนเดียวเพียงลำพัง แม้ลึกๆ แล้วจะไม่ต้องการใช้ชีวิตแบบนี้ก็ตาม

แต่จะให้ต้องทำอย่างไร เมื่อตอนนี้สิ่งเดียวที่ผมพอจะทำได้


คือการอยู่คนเดียวให้ดีที่สุด…



Friday, July 04, 2008

คุณค่า


คุณค่า-วิภพ ล้อมเขต

อาจเป็นเพราะฟองเบียร์ที่ผุดประกายลอยล่องขึ้นมาจากก้นแก้วก็เป็นได้ จึงทำให้คำพูดของเพื่อนวนเวียนซ้ำไปซ้ำมา จนเริ่มดูไร้คุณค่าน่ารำคาญขึ้นมาทันตาเห็น

“กูบอกพี่เขาไปแล้วว่าถ้าไม่ได้เงินตามที่ต้องการ กูไม่กลับมาทำ อีกอย่างหนึ่งกูก็เกรงใจมึงด้วย”
เหตุผลที่ทำให้เพื่อนลังเลใจและเกรงใจผม นั้นมาจากจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ของความเป็นเพื่อนระหว่างเราสองคน

เพราะในขณะที่เงินเดือนของผมเท่าเดิมและไม่มีท่าทีจะเพิ่มขึ้น เงินเดือนของเพื่อนเมื่อกลับมาทำงานที่เดิมนั้นมากกว่าผมถึง 2 เท่า แต่ทั้งหมดนี้ ทั้งตำแหน่งหน้าที่ รวมถึงความไว้เนื้อเชื่อใจที่เพื่อนได้มา ก็ขึ้นอยู่กับคุณค่าที่ถูกมองเห็นระหว่างเราสองคน

แรกก็เข้าใจดีว่ามันเกิดจากความเป็นห่วงด้านความรู้สึกของเพื่อน แต่บ่อยครั้งเข้าที่คำพูดนี้หลุดออกมาจากปากคล้ายแข่งกับฟองเบียร์ที่ผุดขึ้นมามากมายแบบไม่มีกำหนด ก็ได้แต่นึกถึงคำพูดที่รุ่นพี่คนหนึ่งเคยพูดไว้ว่า


“ถ้าต้องพูดเรื่องสำคัญ ควรพูดออกมาแค่ครั้งเดียว ถ้ามากกว่านั้นความสำคัญจะกลายเป็นเรื่องที่ไม่สำคัญและเปลี่ยนเป็นเรื่องน่าเบื่อหน่ายไปทันที เราต้องให้คุณค่ากับคำพูดและความรู้สึกนั้นไม่บ่อยเกินไป”

เปล่า…ผมไม่ได้โทษใครสักคนที่มีอำนาจในการตัดสิน หรือโทษโชคชะตาที่ขีดเส้นให้ทุกอย่างต้องดำเนินไปแบบนี้ หากจะโทษก็คงได้แต่โทษตัวเองที่พอใจจะอยู่นิ่งๆ เรื่อยๆ มากกว่า

เพราะการกลายเป็นคนไม่เก่งในสายตาของใครคนหนึ่งนั้น ไม่ได้เป็นข้อสรุปว่าเรากลายเป็นคนไม่เก่งของใครคนอื่น

ระหว่างนั่งคิดอะไรเพลินๆ และปล่อยให้คำพูดของเพื่อนซึมหายไปเหมือนฤทธิ์เบียร์ที่สะสมอยู่ในร่างกาย เจ้าของร้านก็เดินมาเสิร์ฟเบียร์ให้กับเราอีก 2 ขวด

ทุกคนต่างมองหน้ากันคล้ายเกิดคำถามว่าใครเป็นคนสั่ง แต่ก็ไม่มีใครเอ่ยถามออกมา ความเงียบเข้ามาปกคลุมวงดื่มของพวกเราครั้งใหญ่...

ผมมองดูขวดเบียร์ในมือของเจ้าของร้านซึ่งถูกเปิดมาเรียบร้อย ทั้งๆ ที่บนโต๊ะของเราก็มีที่เปิดขวดตั้งอยู่
ผมถามขึ้นมาว่ามีใครสั่งเบียร์เพิ่มหรือเปล่า...

เมื่อทุกคนส่ายหน้า ผมจึงหันไปถามเจ้าของร้านว่าใครสั่ง

เจ้าของร้านตอบเสียงตะกุกตะกัก แล้วก็ได้คำตอบว่า เขาเป็นคนเปิดและยกมาเองโดยที่ไม่มีใครสั่ง
เบียร์ 2 ขวดถูกวางลงบนโต๊ะพวกเราแบบเบาๆ คล้ายการรู้สึกผิดของเจ้าของร้าน โดยผมพูดทิ้งท้ายไปว่า

“ถ้าพี่ยกมาให้พวกผมเรื่อยๆ แบบนี้โดยที่ไม่มีใครสั่ง และทุกคนเข้าใจผิดว่ามีใครสั่งไป เกิดพวกผมไม่มีเงินจ่ายขึ้นมา พวกผมจะได้กินฟรีไหมครับ”

ผมไม่ได้เสียดายเงินค่าเบียร์ที่ต้องจ่ายเพิ่มอีก 2 ขวด หรือตั้งใจจะกวนเจ้าของร้าน แต่รู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกบีบบังคับให้ต้องยอมรับ และจ่ายให้กับสิ่งที่ไม่สมควรจ่าย คล้ายการถูกยัดเยียดให้ต้องเป็นในสิ่งๆ หนึ่งโดยที่เราไม่ได้เต็มใจจะเป็น

สุดท้ายเพื่อเป็นการแสดงความรับผิดชอบ เจ้าของร้านจึงยกเบียร์ 2 ขวดนั้นให้เป็นผลประโยชน์ของพวกเราไปโดยปริยาย...

เบียร์ในขวดทุกขวดหมดแล้ว เหลือเพียงเบียร์ในบางแก้วที่วางอยู่บนโต๊ะ

หลังจบจากวงดื่ม พวกเราแวะไปเยี่ยมรุ่นพี่ที่ออฟฟิศคนหนึ่งซึ่งกำลังป่วย

อาการป่วยของรุ่นพี่เริ่มต้นจากการปวดหัว แรกๆ ก็กินยาแก้ปวดธรรมดา อาการปวดก็พอทุเลาลงบ้าง แต่เมื่อทนไม่ไหวเข้า จึงตัดสินใจไปหาหมอที่โรงพยาบาล พร้อมกับสิทธิ์ประกันสังคมที่ได้รับในฐานะของมนุษย์เงินเดือนคนหนึ่ง

คำตอบของหมอที่มีต่อรุ่นพี่ที่ต้องอาศัยบัตรประกันสังคมนั้นมีไม่มากพอเท่ากับคนรวย ไปหาหมอครั้งใด รุ่นพี่จึงมักกลับมาพร้อมยาแก้ปวดเสมอเป็นระยะเวลาเกือบ 1 ปี

จนวันหนึ่งที่รุ่นพี่ตัดสินใจย้ายโรงพยาบาล ถ้าคิดในแง่ดีก็พอจะคิดได้ว่าเป็นโชคดีของรุ่นพี่ที่รู้ว่าตัวเองกำลังป่วยด้วยการเป็นโรคอะไร

สุดท้ายคำตอบที่ชัดเจนคือโรคเนื้องอกหลังหู แต่บนความโชคดีที่มีความโชคร้ายทับซ้อน อาการป่วยที่รุ่นพี่เป็นก็ลุกลามกลายเป็นโรคมะเร็ง

ผมมองดูรอยยิ้มบนใบหน้าของรุ่นพี่ ที่เริ่มผิดรูปเพราะอาการข้างเคียงของเนื้องอกหลังหู การให้กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญ แต่เอาเข้าจริงก็มีเพียงรุ่นพี่คนเดียวเท่านั้นที่ต้องเผชิญหน้ากับโรคร้าย

จริงอยู่ว่าคนเราเมื่อพบกัน วันหนึ่งก็ต้องจาก แต่การจากกันโดยที่ไม่พร้อมจะจากไป ก็ดูจะโหดร้ายเกินกว่าจะยอมรับได้

“ออฟฟิศให้โบนัสพี่ 6 เดือนเลยนะ” ใครคนหนึ่งเอ่ยขึ้นมา เพื่อหวังจะทำให้รุ่นพี่รู้สึกดี ที่มีค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นมาอีกจำนวนหนึ่ง แต่คำพูดของรุ่นพี่ก็ทำเอาทุกคนพูดอะไรไม่ออก

“แต่ถ้าต้องได้โบนัสเพราะสาเหตุแบบนี้ พี่ก็ไม่อยากได้”

สิ้นเสียงพูด น้ำตาของรุ่นพี่เริ่มเอ่อล้นออกมาจากดวงตาที่ไม่รู้จะอยู่มองดอกไม้บนโลกใบนี้ได้อีกนานเท่าไร
ผมกุมมือรุ่นพี่ บีบมือเบาๆ เพื่อให้กำลังใจ ในช่วงเวลาที่พวกเราต่างให้กำลังใจรุ่นพี่ว่า ยังไงก็ต้องรักษาหายอยู่แล้ว

ตอนนั้นในใจผมนึกถึงพี่สาวที่เสียไป ไม่รู้ว่าเมื่อไรเราจะได้พบกัน ได้แต่ภาวนาให้ชาติหน้ามีจริง และขอให้เราเกิดมาเป็นพี่เป็นน้องกันอีก

ผมไม่รู้ว่าตอนนั้นรุ่นพี่จะรู้สึกอย่างไร แต่รอยยิ้มของรุ่นพี่ที่เผยออกมาอีกครั้งก็บ่งบอกว่า ชีวิตของรุ่นพี่คงไม่ยอมแพ้โรคมะเร็งเอาง่ายๆ

ดึกมากแล้ว พระจันทร์คืนเดือนหงายยังคงงดงาม ทอส่องแสงสกาวสดใสในยามค่ำคืน

ระหว่างนั่งรถแท็กซี่กลับบ้าน ผมนึกถึงคุณค่าในการมีอยู่ของคนเรา

คำพูด เงิน ตำแหน่งหน้าที่การงาน การถูกยอมรับจากใครสักคน หรือการขอแค่มีชีวิตอยู่ อะไรคือสิ่งสำคัญที่เรียกว่า
‘คุณค่า’ ไปมากกว่ากัน...

Tuesday, May 27, 2008

หลงรักลิดา


แด่ ลิดา
ท่ามกลางความสับสนวุ่นวาย
เรื่องราวต่างๆ ของชีวิตคนเมือง
ผมเพิ่งเข้าใจว่า
ความบริสุทธิ์ที่สุดในโลกใบนี้
คือแววตาของเด็กน้อยที่เพิ่งลืมตาดูโลก
ขอบคุณลิดา
ที่สอนให้น้า กลับมาเป็นคนเดิม
วิภพ ล้อมเขต

Friday, April 25, 2008

กราบขออภัย


ก่อนอื่นเลยต้องขอกราบอภัยเพื่อนๆ ที่รออ่านงานเขียนชิ้นต่อไปนะครับ
ช่วงนี้ผมห่างเหินการอัพบล็อกไปนานร่วมเดือน (หรืออาจจะมากกว่านั้น)
เหตุผลก็มาจากการทำงานและการได้พักผ่อนน้อย และอีกอย่างช่วงนี้ผมเริ่มเคร่งเครียดกับการเขียนนิยาย
เรื่อง 79 อยู่ จึงทำให้งานเขียนในบล็อกนี้ไม่ได้เดินหน้าเท่าที่ควร
มีเรื่องหนึ่งจะเล่าให้ฟังครับ คือเมื่อตอนงานสัปดาห์หนังสือฯ ที่ผ่านมา
มีน้องคนหนึ่งทักผมว่า ใช่พี่วิภพ หรือเปล่า
ผมก็พยักหน้าพร้อมกับความงง พยายามนึกว่าน้องคนนี้คือใคร
พอน้องเขาเฉลยถึงได้รู้แหละครับว่าเป็นน้องที่เคยเข้ามาอ่านงานในบล็อก
กลับบ้านไปวันนั้น เลยรู้สึกอยากเขียนหนังสือขึ้นมาทันที
นี่แหละครับ กำลังใจจากนักเขียนก็มาจากคุณผู้อ่านทั้งหลายนี่แหละครับ
ขอตัวไปทำงานประจำในฐานะมนุษย์เงินเดือนก่อนนะครับ
แล้วจะกลับมาอัพบล็อกในอีกไม่นานนี้ครับ
ปล.ฝนตก แดดร้อน รักษาสุขภาพกันถ้วนหน้านะครับ
วิภพ ล้อมเขต
กลางฝนครึ้ม
ออฟฟิศ ลาดพร้าว
25 เมษายน 2551

Sunday, March 02, 2008

ไกล



ไกล/วิภพ ล้อมเขต

ครั้งหนึ่งในความเป็นจริงของคำว่า ‘ชีวิต’ ทุกครั้งที่แหงนหน้ามองท้องฟ้าแล้วเห็นเครื่องบิน ผมมักจะนึกถึงความสัมพันธ์ของคู่รักที่ถึงคราวต้องห่างไกลกัน โดยมีระยะทาง กาลเวลา และความสับสนเป็นบททดสอบอยู่เสมอ


แน่นอนคำว่า ‘เดี๋ยวก็เลิกกัน’ มักจะเป็นคำพูดที่เรามักจะได้ยินอยู่บ่อยๆ จากปากของคนใกล้ตัว ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนหรือคนรู้จัก ยิ่งในช่วงที่ใจของเราต่างเปราะบางด้วยแล้วละก็ คงมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตัดสินใจตัดช่องน้อยแต่พอตัวเพื่อเดินไปหาไออุ่นที่ใกล้กว่า ในช่วงเวลาขณะที่อีกฝ่ายยังยืนรออยู่ที่เดิมไม่เคยคิดจะแปรเปลี่ยน เพียงเพื่อท้ายที่สุดแล้ว จะต้องพบเจอแต่ความว่างเปล่าก็ตาม


รุ่นพี่คนหนึ่งที่ออฟฟิศของผมผู้เคยใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศเป็นเวลาหลายปีบอกว่า คู่รักคู่ไหนที่อยู่ไกลกัน เรื่องที่จะเลิกกันนั้นเป็นเรื่องธรรมดา ถ้าไม่เลิกกันนี่สิถือว่าเป็นเรื่องแปลก


ผมในฐานะของผู้ชายไทยที่ไม่เคยไปเหยียบผืนดินต่างแดน ฟังแล้วก็ตกใจจนต้องถามกลับไปว่า เพราะอะไรถึงทำให้คำตอบของรุ่นพี่ออกมาเป็นเช่นนี้


"คนเราไปอยู่ต่างประเทศมันก็ตัวคนเดียว อากาศที่โน่นมันก็ดีกว่าบ้านเรา ไปยืนรอรถเมล์อากาศดีๆ บรรยากาศโรแมนติก เหงาๆ หน่อย สบตากัน ก็พบรักแล้ว"


ฟังดูอาจตลก แต่เหตุผลแบบนี้ก็มีใครหลายคนใช้เป็นข้ออ้างในการหาไออุ่นครั้งใหม่มานักต่อนักแล้ว และบางคนก็อาจจะตลกไม่ออก


"ก็นี่คือการรักตัวเองแบบหนึ่งไงละ" รุ่นพี่แย้ง เมื่อผมถามว่า แล้วทำไมถึงไม่คิดถึงความรู้สึกของคนรักที่รอคอยตัวเองอยู่บ้าง


ฟังดูอาจโหดร้ายในช่วงเวลาที่ต้องไกลกัน บนโลกของความรักที่เคยเป็นสีชมพูที่ต้องกลายเป็นสีเทา และไม่เหลือร่องรอยของวันวานที่เคยเป็นสีชมพู


ผมนึกถึงตัวเองในอดีต ครั้งเมื่อไปยืนรอรับคนที่ตัวเองรอคอยที่สนามบิน โดยที่ไม่ได้บอกเธอไว้ล่วงหน้าว่าผมจะมารับเธอ


แน่นอนว่าสิ่งแรกที่ผมอยากให้เธอรู้สึกแปลกใจ และสิ่งที่ผมต้องเผชิญคือเรื่องของความเสี่ยงที่อาจจะได้เจอเธอหรือไม่ได้เจอเธอเป็นอันดับแรก ส่วนเรื่องที่สองที่ตามมาก็คือ เมื่อผมพบเธอแล้ว ผมอาจจะเห็นภาพที่ไม่อยากเจอ แม้ว่าทุกอย่างจะเป็นเรื่องของความจริงตลอดระยะเวลาที่เราสองคนต้องไกลกัน โดยมีระยะทาง กาลเวลา และความสับสนเป็นบททดสอบ


ผมยืนรอเธออยู่นานเท่านาน แต่สุดท้ายเวลาของเราสองคนก็คลาดเคลื่อน จนทำให้ไม่ได้พบกัน
เหตุการณ์ในวันนั้นผ่านมานานเท่านานจวบจนถึงปัจจุบัน ผมก็ยังไม่เคยมีโอกาสได้พบเธออีกเลย มีเพียงแค่เสียงตามสาย ที่ค่อยๆ ห่างไกลกันบนถนนของความรู้สึกเข้าไปทุกที


"เวลามองขึ้นไปบนฟ้า ฉันนั้นเห็นแต่ภาพเธอ อยู่ไกลกันสุดสายตา..."


ทุกครั้งที่ได้ฟังเพลงนี้ ผมมักจะนึกถึงช่วงเวลาที่ตัวเองเคยรอคอยใครคนหนึ่ง และยังคงเชื่ออยู่เสมอว่า


ตราบใดที่ยังรักและเชื่อใจกัน เมื่อถึงคราวที่ต้องเผชิญกับความห่างไกล โดยมีระยะทาง กาลเวลา และความสับสนเป็นบททดสอบ ถ้าข้ามผ่านมันไปได้ สิ่งเหล่าจะช่วยเติมเต็มในความรักของคนสองคนให้แข็งแรงขึ้น ไม่ใช่กลายเป็นสาเหตุให้คนสองคนนั้นต้องไกลกัน


มากกว่าเดิม...

Monday, January 21, 2008

ด้วยรัก ความตาย และหัวใจของเราทุกคน

ด้วยรัก ความตาย และหัวใจของเราทุกคน/วิภพ ล้อมเขต

ประตูไม้สีขาว ครึ่งหนึ่งมีกระจกใสกั้นกลางของร้านหนังสือเดินทางๆ ค่อยๆ ถูกเปิดออก ด้วยแรงผลักของ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา บรรณาธิการหนุ่มไฟแรงหัวก้าวหน้าของสำนักพิมพ์ open

“เอาหนังสือธรรมมะมาฝาก” เขาเริ่มประโยคแรกเป็นคำทักทายหลังจากยกมือรับไหว้ทุกคนที่นั่งอยู่ในร้าน ซึ่งก็มีผมรวมอยู่ด้วย

“พอดีพี่เข้าไปที่เคล็ดไทยมา คุยธุระเสร็จออกมารถโดนล็อคล้อ เลยแวะเข้าไปในวัดราชบพิตรสวดมนต์ไหว้พระให้ใจเย็นๆ แล้วนึกสนุกอธิฐานขอให้ตำรวจเอาที่ล็อคล้อออก พอออกมาจากวัดก็เอาที่ล็อคล้อออกไปจริงๆ” ภิญโญเล่าพร้อมเสียงหัวเราะพลางชูใบสั่งที่เพิ่งได้มา ซึ่งก็ทำให้ทุกคนหัวเราะตามไปด้วยเช่นกัน

สำหรับผม...ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไร ภิญโญยังเป็นคนเก่ง ที่เต็มไปด้วยอารมณ์ขันแบบเสียดสีได้อย่างสร้างสรรค์อยู่เสมอ และตลอดระยะทางของกาลเวลาตั้งแต่วันแรกที่ได้รู้จักจวบจนถึงปัจจุบัน เขายังเป็นหนึ่งในต้นแบบของความคิด บนถนนสายยาวที่ชื่อว่า ‘ชีวิต’ ของผมไม่แปรเปลี่ยน

“เปล่าหรอกคะพี่ จริงๆ ที่ตำรวจเอาที่ล็อคล้อออกเวลานี้ น่าจะเป็นเพราะตำรวจต้องใช้ที่ล็อคล้อจำนวนมากไปล็อคล้อแถวถนนข้าวสารมากกว่า” เสียงของใครคนหนึ่งพูดถึงหลักของเหตุและผลในความเป็นจริง ค้านกับความเชื่อของภิญโญ

“อ้าว...เหรอ พี่ก็นึกว่าเป็นเพราะคำอธิฐานของพี่ซะอีก” ภิญโญหัวเราะ ตบไหล่ผมเบาๆ ตอนที่เดินผ่านผมไป “เป็นไงบ้างวัยรุ่น ไม่เจอกันนานเลยนะเรา”

“สบายดีระดับหนึ่งครับพี่โญ”

ผมตอบแล้วยิ้มให้ นึกถึงตัวเองตอนที่นั่งอยู่ในรถ BMW สีเขียวตองคันเล็กๆ ของเขา ที่ไม่มีเครื่องปรับอากาศบนทางด่วน

“นานแล้วที่พี่ไม่ได้ขับมัน เราโชคดีนะที่ได้นั่ง”

รถ BMW สีเขียวตองคันเล็กๆ วิ่งสุดแรงกำลังขับเคลื่อนแบบเต็มแรงของเครื่องยนต์ แต่ก็ยังถูกรถคันอื่นๆ ขับแซงคันไปแล้วคันเล่า

“หลบเข้าซ้ายก่อน พี่แกมาแรงเหลือเกิน เดี๋ยวโดนด่าพ่อเอา” พูดจบ ภิญโญค่อยๆ หักพวงมาลัยเลี้ยวเข้าเลนส์ซ้าย ก่อนที่รถคันหลังจะบีบแตรไล่ได้ทันเวลา

ผมพยายามหมุนข้อมือเพื่อลดกระจกลงให้ลมภายนอกได้พัดเข้ามาภายในรถ แต่แรงเสียดทานของกระจกกับขอบยางตรงประตู ก็ดูจะไม่เต็มใจอำนวยความสะดวกให้ผมเท่าไรนัก

“กระจกหมุนลงได้ไหม เอ็งพยายามหน่อยก็แล้วกัน พี่ก็พยายามหาคลื่นวิทยุให้เอ็งได้ฟังเพลงอยู่ เฮ้ย...ไม่ต้องห่วง วันนี้พี่ส่งเอ็งถึงบ้านแน่นอน”

ผมยืนมองภาพรถ BMW สีเขียวตองคันเล็กๆ ที่ค่อยๆ ถูกกลืนหายไปในคลื่นการจราจรที่คับคั่งบนท้องถนนของกรุงเทพฯ เมื่อถึงจุดหมาย ก่อนจะเดินไปต่อรถมอเตอร์ไซด์ตรงหน้าปากซอยเพื่อเข้าบ้าน เมื่อรถ BMW สีเขียวตองคันเล็กๆ หายไปสุดสายตา

นี่คือเรื่องราวเมื่อ 3 ปี ก่อน หลังจากที่ผมได้เชิญภิญโญมาเป็นแขกรับเชิญ ในงานเสวนาประจำภาควิชาที่ผมเรียนอยู่

จากวันนั้นถึงปัจจุบัน ผมยังมีโอกาสเจอภิญโญบ้างตามงานหนังสือ หรือไม่ก็เจอด้วยความบังเอิญตามสถานที่ต่างๆ เช่นเดียวกันกับวันนี้ที่เจอเขาที่ร้านหนังสือเดินทาง

“ได้ข่าวว่าพี่เพิ่งเสียพ่อไปเมื่อสิ้นปี” ใครคนหนึ่งถามคำถามนี้ขึ้นมา เมื่อภิญโญเข้ามานั่งอยู่ในวงสนทนาของเราได้ไม่นาน

“ใช่...ดีนะแกไม่อยู่ข้ามปี ชิงเสียไปก่อน พี่ละปลงกับชีวิตเลยตอนที่ไปเก็บกระดูกพ่อ เฮ้ย! นี่หรอคนที่เคยตีเรา ด่าเรา สุดท้ายเหลือแค่นี้เองหรอวะ”

คำพูดของภิญโญทำให้ผมนึกถึงคำพูดที่ว่า สุดท้ายแล้วต่อให้รวยล้นฟ้าแค่ไหน เราต่างก็จากไปโดยเอาอะไรไปด้วยไม่ได้ มีเพียงความรู้สึกและบทเรียนบางอย่าง ที่ทิ้งไว้ให้กับคนที่ยังอยู่ภายหลัง

“ตอนพ่อตาย แม่พี่เป็นคนที่ดีใจมากที่สุด คิดดูนะว่าแกเดินไปเคาะโลงบอกพ่อเลยว่า เกิดชาติหน้า มึงไปหาเมียใหม่ละกัน” สิ้นคำพูดของตัวเองที่พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับแม่ ภิญโญหัวเราะออกมาแม้ในแววตาจะมีความเศร้าแฝงอยู่

แน่นอนว่าการเกิดมาในครอบครัวของคนจีนที่มีลูกหลานมากมายอาศัยอยู่ด้วยกันในบ้านหลังเดียวกันนั้น วิถีของความคิดและชีวิตของการเติบโตและความเป็นอยู่ จึงค่อนข้างแตกต่างไปจากครอบครัวแบบไทยๆ ที่มีเพียงพ่อแม่และลูก

“ทุกวันนี้ถ้าเกิดต้องเสียพ่อหรือแม่ไป ก็ยังรู้สึกว่าทำใจไม่ได้” ใครคนหนึ่งเปรยขึ้นมาระหว่างที่ความเงียบเริ่มปกคลุมวงสนทนาของพวกเรา
ผมนึกถึงความสัมพันธ์ของพ่อกับแม่ของตัวเองที่ไม่ค่อยลงรอยกันสักเท่าไร

แน่นอนว่ามันเป็นเหตุผลของผู้ใหญ่ที่ต่างเคยเป็นคนรักของกันและกันที่เด็กอย่างผม (ในสายตาท่านทั้งทั้งสอง) ไม่มีวันเข้าใจ แต่การเติบโตมาท่ามกลางรอยแยกของความสัมพันธ์ก็ดูจะไม่ค่อยดีนัก

ยังไม่นับพี่ชายและพี่สาวต่างแม่ ทีแม้จะมีเลือดครึ่งหนึ่งที่มีแหล่งกำเนิดจากคนเดียวกัน แต่ยิ่งนานวันความสัมพันธ์และความผูกพันของคำว่าพี่น้องก็ดูจะลางเลือนขึ้นไปทุกที

เขาว่ากันว่า เงินเปลี่ยนทุกอย่าง เปลี่ยนได้แม้กระทั่งความรักของสายเลือดที่ใครๆ ต่างนับถือว่ายิ่งใหญ่ ทุกวันนี้ข่าวฆ่าพ่อแม่หรือญาติพี่น้องของตัวเองตายเพราะเงิน จึงติดอันดับทำเนียบข่าวหน้าหนึ่งยอดฮิตของหนังสือพิมพ์หัวสีจนกลายเป็นเรื่องปกติ

พี่น้องไม่มีอยู่จริงหรอก ถ้าเราไม่เชื่อถือหรือไว้วางใจกัน – ถ้อยคำหนึ่งในงานเขียนของ วรพจน์ พันธุ์พงศ์ ยังแว่วดังอยู่ในความรู้สึกของผม

“แต่พี่ว่ามันเป็นบทเรียนที่ดีที่สุดในชีวิตเลยว่ะ” ภิญโญแย้ง พลางขยับแว่นสายตาทรงกลมของเขาให้เข้าที่ เผยให้เห็นดวงตาชั้นเดียวตามสไตล์คนไทยที่มีเชื้อสายจีนปะปนอยู่ และยังไม่ทิ้งคราบของความเศร้า

“อย่างน้อยการกลับบ้านไปงานศพพ่อครั้งนี้ ก็ทำให้พี่รู้สึกว่าเป็นการกลับบ้านไป เพื่ออยู่เป็นเพื่อนคนที่ยังอยู่มากกว่าคนที่ตายไปแล้ว เพราะมันทำให้พี่น้องของพี่ทั้งหมด 9 คนได้กลับมานั่งคุยกัน หลังจากที่ห่างเหินกันไปพักหนึ่งใหญ่ๆ ได้รู้ความเป็นอยู่ของกันและกัน และได้ช่วยเหลือกันอีกครั้งหนึ่งตามประสาพี่น้อง”

ผมนึกถึงความสัมพันธ์ของพี่น้องตัวเองและครอบครัวในช่วงเวลาปัจจุบันที่ต้องเผชิญอยู่

นั่นนะสิ…ในเรื่องราวที่ว่าแย่ หากเพียงรู้จักตั้งสติแล้วมองหาหนทางออกที่ดี แม้ความหวังจะดูริบหรี่เพียงใด หนทางที่มืดมนก็ยังคงมีทางออกอยู่เสมอ และคงไม่มีใครอยากสูญเสียคนที่ตัวเองรักไปแบบที่ยังมีลมหายใจ โดยเปลี่ยนสถานะจากคนรักกลายเป็นเพียงแค่คนอื่น

เพราะความรัก ความตาย และหัวใจของเราทุกคนนั้น ล้วนเป็นแบบทดสอบของชีวิตขั้นสูงสุด ที่เราเองนั้น ต่างก็ต้องเผชิญ

...ร่วมกัน

Wednesday, December 26, 2007

ข้ามคืนเพียงลำพัง

ข้ามคืนเพียงลำพัง-วิภพ ล้อมเขต

ค่ำคืนนี้มาเยี่ยมอีกครา โดยมีพระจันทร์เต็มดวงส่องแสงสว่างจ้า อยู่ไกลแสนไกล
ทุกครั้งที่รถไฟฟ้าจอดสนิทที่สถานีปลายทาง ผมมักจะนั่งมองผู้โดยสารคนอื่นๆ ที่ไปยืนออกันตรงประตูทางออก แล้วเดินออกมาจากตู้โบกี้เป็นคนสุดท้ายเสมอ

หลังจากนั้นผมจะเดินตามขบวนผู้โดยสารลงไปทางบันได หยิบบัตรโดยสารขึ้นมาเพื่อสอดลงไปในช่องสอดบัตรตรงประตูทางออก

พอเดินผ่านประตูทางออก ภาพการจราจรที่คลาคล่ำไปด้วยไฟสีแดงของท้ายรถ มักจะทำให้ผมนึกถึงช่วงเวลาต่อไป ซึ่งก็คือช่วงเวลาของการนั่งรถตู้กลับบ้าน และเมื่อขึ้นรถตู้ได้ ถ้าไม่หลับ ผมก็จะใช้เวลาที่เหลือตลอดระยะทาง คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย เรื่อยเปื่อยถึงขนาดที่ว่า

เรื่องบางเรื่องที่ผ่านพ้นไปนานแล้ว ผมก็ยังเก็บเอามาคิดได้อยู่บ่อยๆ จนบางครั้งแผลของความรู้สึกที่หายไปแล้ว ก็เริ่มที่จะมีความเจ็บปวดไหลซึมออกมา
ระหว่างทางกลับบ้าน เสียงใครคนหนึ่งก้องดังอยู่ในหัวของผม

“คิดมากอีกแล้วนะ เราต้องสนุกกับชีวิตสิ”
“สนุกกับชีวิตเหรอ” ผมถามเธอในตอนนั้น
“อือ…สนุกกับชีวิต”เธอตอบ

คำพูดของเธอที่ตอบกลับมา ทำให้ผมเกิดคำถามกับตัวเองว่า นี่ผมดูเป็นคนที่ชอบคิดมากขนาดนั้นเชียวเหรอ หรือว่าจริงๆ แล้วนั้น เป็นเพราะเราสองคนมีมุมมองต่อโลกใบนี้ที่ต่างกัน

ต่างกันถึงขนาดที่ว่า บางช่วงเวลา...เราก็ลืมดูแลความรู้สึกของกันและกัน จนบางครั้งคำขอโทษก็ไม่ได้มีค่าพอสำหรับการไปตามหาความรู้สึกดีๆ ที่หายไปให้กลับคืนมา

แต่เรื่องบางเรื่องผ่านไปแล้วก็ต้องปล่อยให้มันผ่านเลยพ้นไป ผมจึงไม่ได้ยึดติดอะไรมากนัก นอกจากพยายามประคองไม่ให้เกิดเรื่องราวแบบเดิมซ้ำอีกเป็นครั้งที่สอง

หลังจากลงจากรถตู้ ผมเดินไปเอาไอ้ดอกไม้ที่ร้านฝากรถร้านประจำ แล้วปั่นไอ้ดอกไม้กลับเข้าบ้าน

ระหว่างปั่นไอ้ดอกไม้แบบก้าวต่อก้าว ลมหายใจที่หอบถี่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สวนทางกับวงล้อของไอ้ดอกไม้ที่หมุนวนไปข้างหน้าอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
พอเปิดประตูบ้านได้ สิ่งแรกที่ทำ คือการล้มตัวลงนอนบนโซฟา นอนได้สักพักก็ลุกขึ้นไปอาบน้ำ ก่อนจะเดินขึ้นไปบนห้องนอนที่ผมพยายามดัดแปลงให้สามารถใช้ชีวิตอยู่ในห้องนี้ได้ทั้งวัน มากกว่าการเอาไว้นอนเพียงอย่างเดียว

ผมชอบช่วงเวลาที่อินโทรของเพลง It's On Tonight ของ Brian Culbertson เริ่มแว่วดังขึ้นมา ในช่วงเวลาที่ฟองเบียร์เม็ดเล็กๆ ผุดประกายกลมลอยขึ้นมาจากก้นแก้ว ท่ามกลางหลอดไฟนีออนในห้องที่ถูกดับลง และมีเพียงเปลวเทียนส่องแสงสว่างขยับสั่นไหวไปตามแรงลมที่พัดเข้ามาทางหน้าต่าง
เปล่า...ผมไม่ได้มีความทรงจำฝังใจใดๆ กับใครในเพลงนี้ แต่ก็เคยพูดให้เพื่อนสนิทฟังอยู่บ่อยๆ ว่า ถ้าสมมติว่าเพลง It's On Tonight เป็นหญิงสาว ผมจะคุกเข่าขอเธอแต่งงานทันที

ไม่ต้องแปลกใจไป...เธอในที่นี้ คือเธอที่เดินออกมาจากเพลง It's On Tonight ไม่ใช่เธอที่เคยเดินเข้ามาในชีวิตของผม

ดึกมากแล้ว แต่ผมยังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวเดียวที่ไม่มีพนักพิงหน้าเคาน์เตอร์บาร์เล็กๆ ในห้องนอน มองดูพระจันทร์เต็มดวงในค่ำคืนนี้เพียงลำพัง
นั่งนิ่งๆ ได้สักพักหนึ่งจึงหยิบมือถือขึ้นมากดเบอร์โทรศัพท์ ไล่ดูรายชื่อคนที่อยากคุยด้วยก็ไม่พบใคร

จากที่เคยได้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการส่งความรู้สึกไปถึงใครต่อใคร มือถือในตอนนี้จึงมีค่าไม่ต่างอะไรกับที่ทับกระดาษที่สามารถบอกเวลาได้
เพลง It's On Tonight จบลงแล้ว เช่นเดียวกันกับที่เบียร์ในแก้วนั้นหมดลง

ผมหันไปมองนาฬิกาแขวนผนังที่บ่งบอกเวลาในยามค่ำคืน เดินลงไปในห้องครัวเปิดตู้เย็น แล้วหยิบเบียร์ติดมือกลับขึ้นมาบนห้องอีก 1 ขวด

ไม่นานนัก ฟองเบียร์เม็ดเล็กๆ ก็ผุดประกายกลมลอยขึ้นมาจากก้นแก้ว ท่ามกลางหลอดไฟนีออนในห้องที่ถูกดับลง และมีเพียงเปลวเทียนส่องแสงสว่างขยับสั่นไหวไปตามแรงลมที่พัดเข้ามาทางหน้าต่างอีกครั้งหนึ่ง ต่างกันก็แค่เพียงไม่มีเสียงอินโทรของเพลง It's On Tonight แว่วดังขึ้นมา และเปลวเทียนนั้นก็เริ่มหรี่ตัวลงแต่ยังคงสั่นไหว เมื่อสายลมยามค่ำคืนพัดโชยเข้ามาทางหน้าต่าง

ผมไม่ใช่คนดื่มหนัก แต่เป็นคนดื่มได้เรื่อยๆ ส่วนเรื่องเมาแล้วโวยวายเสียงดังนั้นลืมไปได้เลย เพราะนอกจากยิ้มกับพูดน้อยลงแล้ว อาการสุดท้ายเวลาเมา คือการหลับแบบที่ตื่นขึ้นมาแล้วจะจำอะไรไม่ค่อยได้ คล้ายๆ กับการถอดปลั๊กของตัวเองออก

แต่อาการถอดปลั๊กแบบนี้ก็เกิดขึ้นกับผมน้อยมาก น้อยมากเสียจนนับครั้งได้ เวลามีใครมาว่าผมว่าเป็นพวกขี้เมา ผมจึงรู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมที่ตัดสินกันจากแค่ภายนอก

พระจันทร์เต็มดวงในค่ำคืนนี้เคลื่อนตัวสูงข้ามหน้าต่าง ทิ้งไว้เพียงดวงดาวที่ยังคงอยู่ที่เดิม ในช่วงเวลาเดียวกันกับที่เบียร์ในขวดนั้นหมดลง

ผมทิ้งตัวลงจากเก้าอี้ตัวเดียวที่ไม่มีพนักพิงลงบนที่นอน แล้วปล่อยให้ฤทธิ์เบียร์พาผมข้ามผ่านคืนนี้ไป

ในโลกอีกใบหนึ่ง...

Tuesday, December 18, 2007

ในค่ำคืนของแสงไฟ บนท้องถนน

ในค่ำคืนของแสงไฟ บนท้องถนน -วิภพ ล้อมเขต

ทันทีที่ก้าวเท้าลงจากรถเมล์ ผมหยิบมือถือขึ้นมาแล้วโทรไปหาเพื่อนคนหนึ่ง อารมณ์ประมาณว่า ‘คิดถึง’ ไม่ได้เจอกันเสียนาน เมื่อมาเหยียบถึงถิ่นขนาดนี้ ถ้าไม่โทรหากันหน่อยก็ดูจะใจดำเกินไปสำหรับคำว่า ‘เพื่อน’

‘089-700-xxxx’ -เธอจะมีใจหรือเปล่า เธอจะมองมาที่ฉันหรือเปล่า-...เสียงเพลงรอสาย ‘อยากรู้ แต่ไม่อยากถาม’ ของวง Calories Blah Blah ดังอยู่นานเท่านานก่อนจะสิ้นสุดลงด้วยการไม่รับสาย

สงสัยมันคงไม่ได้พกโทรศัพท์ติดตัว-ผมบอกกับตัวเอง แต่พอตั้งสติได้ ลองนึกดูดีๆ ถึงได้รู้ว่าผมกดเบอร์เพื่อนผิดไป 1 ตัวนี่หว่า
คราวนี้ผมลองใหม่ ‘086-700-xxxx’ ไม่มีเสียงเพลงรอสายใดๆ ดังขึ้น นอกเสียจากเสียงสัญญาณรอสายแบบธรรมดา - ผมมั่นใจ ผมกดเบอร์ไม่ผิดแน่นอน

“เออ...นึกไงโทรมาวะ” เพื่อนเป็นฝ่ายเริ่มต้นประโยคแรกในการทักทายผม

เรารู้จักกันครั้งแรกในงานอบรมเยาวชนนักเขียนแห่งหนึ่ง ในวันนั้นความฝันของเพื่อนไม่ใช่การเป็นนักเขียน แต่เป็นการแต่งเพลง เวลาผ่านมานานเท่านานจนถึงปัจจุบัน ความฝันที่จะเป็นนักแต่งเพลงของเพื่อนเริ่มออกมายืนอยู่บนโลกของความจริงแบบก้าวต่อก้าว

ผมมีโอกาสฟังเพลงที่เพื่อนแต่งบ้างเป็นครั้งคราว ส่วนความฝันของผมนั้นเป็นเรื่องตลก สิ่งเดียวที่ผมมีจึงมีเพียงเรื่องเดียว นั่นคือการดำรงชีพให้ได้ด้วยการเขียนหนังสือบนโลกของความเป็นจริง ไม่ใช่ในโลกของความฝันที่นักอยากเขียนทั้งหลายต่างคิดปั้น เติมแต่งมันให้สวยหรู

“กูคิดถึงมึง...ออกมาเจอกูหน่อย” คือคำตอบและเหตุผลที่ผมบอกเพื่อน
“กูติดงานวะ มึงอยู่แถวนี้อีกนานมั๊ยละ”
“ถ้ากูรอแล้วมึงออกมาหา กูจะอยู่” ผมบอกและรู้สึกแบบนี้จริงๆ
“เออ...งั้นไว้เดี๋ยวเย็นๆ เจอกัน”

เสียงตามสายของเพื่อนจบลงไปนานแล้ว แต่เสียงของเพื่อนยังก้องดังอยู่ในหัว
แน่นอน...ถ้าจำกัดเวลาแค่ทำธุระเสร็จ ผมคงไม่ได้อยู่รอเจอหน้าเพื่อนคนนี้แน่ๆ คิดได้ดังนี้จึงเดินเล่นฆ่าเวลาแถวถนนข้าวสาร เห็นภาพนักท่องเที่ยวเดินสะพายเป้ลูกใหญ่คราใด หัวใจก็มักจะสั่งให้ความรู้สึกโหยหาการเดินทางอยู่เสมอ

ผมนึกถึงคราวสะพายเป้เดินอยู่ในป่า นึกถึงเวลาที่ใจของตัวเองมีคนให้คอยเป็นห่วง จนไม่กล้าออกเดินทางท่องเที่ยวได้อย่างที่หวังไว้ แต่ปัจจุบันเมื่อกลายเป็นคนที่ไม่มีใครให้คอยห่วง ภาระหน้าที่ของการงานกับฉุดรั้งผมไว้ ให้ค่อยๆ ห่างเหินการเดินทางจนเกือบกลายเป็นคนแปลกหน้าซึ่งกันและกัน

หลังจากทำธุระเสร็จ ผมได้หนังสือมาจำนวนหนึ่ง พร้อมไวน์ 1 ขวดที่นอนแน่นิ่งอยู่ในกระเป๋า และความหวังบางอย่างที่เดินตามติดผมมาเป็นเงาตามตัว จากญาติน้ำหมึกผู้ใหญ่คนหนึ่งที่มีความเชื่อว่า ผมต้องทำได้

“ก็ถ้ารางวัลมันมีกรอบที่เราเห็นได้อย่างชัดเจนแล้ว ทำไมถึงไม่ตั้งใจทำตามกรอบนั้นให้ดีขึ้นกว่าเดิมละ”

เปล่า...ไม่ใช่ว่าไม่เชื่อหรือดื้อรั้น แต่กับช่วงเวลาในปัจจุบัน ผมก็ยังไม่พร้อมที่จะต้องเผชิญกับอะไรบางอย่าง

สุดท้ายผมตัดสินใจเข้าไปรอเพื่อนที่ร้านหนังสือเดินทาง ร้านหนังสือร้านประจำที่แทบจะกลายเป็นบ้านหลังที่ 2 ในกรุงเทพฯ ไปแล้ว

ระหว่างนั่งรอเพื่อนก็คงต้องบอกว่า ไม่รู้วันนี้เป็นวันอะไร พรรคพวกที่ไม่ได้เจอกันมานาน อยู่ๆ ก็มาพร้อมกันที่ร้านหนังสือเดินทางอย่างไม่ได้นัดหมาย แน่นอนว่าส่วนหนึ่งพี่หนุ่ม เจ้าของร้านเป็นคนโทรตาม เหตุผลคงไม่มีอะไรมากกว่าความต้องการเสียงหัวเราะหลังจากที่เราต่างก็ไม่ได้พบหน้ากัน

ยิ่งคิดถึงกันมากเท่าไร เราจึงหาเรื่องแกล้งกันจนมีเรื่องให้หัวเราะมากขึ้น ไวน์ 1 ขวดที่นอนแน่นิ่งอยู่ในกระเป๋า จึงถูกเปิดออกฉลองการรวมตัวกันในครั้งนี้ เล่นเอาลูกค้าที่เปิดประตูเข้ามาในร้านถึงกับตกใจ เพราะตามประวัติของร้านหนังสือเดินทางนั้น ห้ามดื่มเครื่องดื่มมึนเมาทุกชนิดในร้าน แต่กรณีนี้เพื่อน้องๆ และเสียงหัวเราะกฎที่ว่าจึงเหมือนถูกลืมเลือน

ไวน์พร่องลงไปเหลือครึ่งขวด ในขณะที่จำนวนความถี่ของเสียงหัวเราะเริ่มสวนทางเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่นานนักเพื่อนก็เปิดประตูเข้ามาพร้อมหญิงสาวคนหนึ่งที่ผมไม่รู้จัก

หลังจากทักทายกันตามประสาเพื่อนที่ไม่ได้เจอหน้ากันมาเสียนานแบบพอประมาณ แม้ทรงผมและสีผมของเพื่อนจะเปลี่ยนไปจากเดิมมาก แต่ผมก็รู้สึกได้ว่า ภายในความรู้สึกของเราสองคนกับไม่เปลี่ยนไปและยังคงเหมือนเดิมอย่างที่เคยเป็นมา

“มึงเป็นไงบ้างวะ...เออนี้ แฟนกู รู้จักกันไว้”
“สวัสดีค่ะ ได้ข่าวว่าเป็นนักเขียนเหรอค่ะ” เธอยิ้มและเริ่มทักทายผม

สาบานสิ ให้ตาย เวลาถูกถามแบบนี้ขึ้นมาทีไร ผมมักจะไม่สะดวกใจที่จะตอบว่าตัวผมเป็นนักเขียนทุกที
เปล่า...ผมไม่ได้อายที่จะบอกใครต่อใครว่าผมดำรงชีพด้วยอาชีพนี้ แต่ที่ผมไม่มั่นใจจะบอกใครต่อใครว่าผมเป็นนักเขียน เพราะรู้สึกว่าตัวเองยังไม่ถึงระดับนักเขียนที่เป็นนักเขียนจริงๆ ที่แตกต่างจากนักอยากเขียนที่เพ้อเจ้อไปวันๆ ว่า ความฝันของกูคือการเป็นนักเขียน แต่วันๆ ไม่เคยทำอะไรเลย นอกจากปรุงแต่งความเพ้อเจ้อของตัวเองบนโลกของความเป็นจริง หรือไม่ก็ถือหนังสือเล่มหนึ่งเดินไปเดินมาเป็นเดือนๆ จนหนังสือขาด

ตอนแรกผมตั้งใจว่าจะปลีกตัวออกมานั่งคุยกับเพื่อนก่อน แต่ระหว่างที่นั่งคุยกันเมื่อเพื่อนแสดงความห่วงใยด้วยการถามว่า แล้วเมื่อไรผมถึงจะเลิกไปไหนมาไหนตัวคนเดียว

เมื่อไม่รู้ว่าจะตอบเพื่อนยังไงให้ดูดี ผมจึงเผ่นออกมาจากโต๊ะเพื่อนเพื่อจัดการไวน์อีกครึ่งขวดที่เหลืออยู่

ไวน์ในขวดหมดแล้ว แต่คำถามของเพื่อนยังก้องดังอยู่ในหัว ผมนึกถึงคำพูดของรุ่นพี่คนหนึ่งที่เป็นบรรณาธิการหนังสือหนังเล่มหนึ่งที่เคยบอกผมว่า

“เมื่อเจอคนที่ใช่ หัวใจจะบอกเอง”

เก็บคำของรุ่นพี่มาคิดก็ได้แต่เกิดความสงสัย ถ้าเจอคนที่ใช่ แล้วถ้าเกิดว่าเขาต้องเดินจากเราไปอีกผมจะต้องทำอย่างไร
ผมไม่เคยถามคำถามนี้กับรุ่นพี่ เลยได้แต่ปล่อยไว้ให้กลายเป็นคำตอบของอนาคต

ลมหนาวยามค่ำคืนมาเยือนอีกครั้ง

เราเดินออกมาจากร้านหนังสือเดินทาง โดยมีปลายทางเป็นถนนข้าวสาร
ระหว่างทางที่เดินไป เพื่อนเดินกุมมือแฟนอยู่ข้างหน้า ส่วนสองมือของผมนั้นไม่ได้กุมมือใคร นอกจากกอดหนังสือไว้ในอ้อมกอด
แล้วได้แต่แหงนหน้ามองดูแสงไฟ
ในยามค่ำคืน...

Thursday, December 06, 2007

คุณสมบัติซึ่งทำให้ตาเห็น

คุณสมบัติซึ่งทำให้ตาเห็น-วิภพ ล้อมเขต

สมัยยังเด็ก หนึ่งในกิจกรรมที่ผมชอบมาก คือการระบายสีในชั่วโมงวาดเขียน

ชอบมากถึงขนาดที่ว่า หลังจากชั่วโมงวาดเขียนจบไป กลับถึงบ้านเมื่อไรกำแพงบ้านมักจะต้องเต็มไปด้วยรูปวาดฝีมือผมที่ระบายสีลงไปแบบเกินขอบเขตอยู่เสมอ และเมื่อผู้ใหญ่หลายคนในตอนนั้นเห็นเข้า ก็พากันทำนายอนาคตของผมว่า โตขึ้นผมต้องเป็นพวกศิลปินวาดรูปแน่ๆ

แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานเท่านาน จากเด็กน้อยเติบโตเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ผมกลับมีโอกาสระบายสีน้อยลง และพอเอาเข้าจริงแล้ว ผมก็ไม่ได้เป็นศิลปินวาดรูปอย่างที่ผู้ใหญ่หลายคนเคยทำนายไว้เพียงเพราะว่า เมื่อไม่ใช่สิ่งที่ตัวเองถนัด ผมก็ไม่รู้ว่าจะทำมันไปเพื่ออะไร

ตลอดระยะระหว่างทางของชีวิตที่ผ่านมา แม้จะไม่ได้ระบายสีทุกวันเหมือนวันเก่าๆ แต่ ‘สี’ ก็ไม่เคยตกหล่นหายไปจากชีวิตของผม เมื่อมีเวลาว่างหรือรู้สึกว่าใจว้าวุ่นขึ้นมาเมื่อไร ผมจะซื้อสี พู่กัน และกระดาษ มานั่งวาดรูประบายสีเพียงลำพังเสมอ

แน่นอนว่ารูปที่วาดก็ไม่ได้ตั้งใจคิดตั้งแต่แรกไว้ว่าจะเป็นรูปอะไร อยากลากเส้นตรงไหน ลงสีอะไร เรื่องราวเหล่านี้มักเกิดขึ้นหลังจากที่พู่กันจุ่มสีได้ไม่นานนัก
หลังจากวาดรูปเสร็จ ผมชอบนั่งมองรูปที่วาดนิ่งๆ เพียงลำพัง

แม้รูปที่วาดจะแตกต่างไปจากในวัยเด็กมาก แต่สิ่งเดียวที่ยังเหมือนเดิมไม่แปรเปลี่ยน คือการระบายสีลงไปแบบเกินขอบเขต จนเหลื่อมล้ำไปผสมกับอีกสีหนึ่งแล้วกลายเป็นสีอื่น ไม่ต่างอะไรกับความสัมพันธ์กับใครบางคน ที่อาจทำให้เราต้องรู้สึกเกินเลยไปกว่าที่ตั้งใจไว้ในตอนแรก

จะว่าไปแล้วตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ผมไม่เคยรู้ถึงความหมายที่แท้จริงเลยว่า ‘สี’ นั้นหมายถึงอะไร ได้แต่คิดเองเออเองว่า สีคือคำเรียกแทนบางสิ่งบางอย่าง ที่เราต่างตั้งมันขึ้นมาเพื่อไม่ให้เกิดความสับสน

หลังจากล้างพู่กันเพื่อเอาสีที่ติดอยู่ออก ผมเดินกลับขึ้นไปบนห้องนอน แล้วนั่งลงที่โต๊ะเขียนหนังสือ

ผมค่อยๆ หยิบหนังสือคลังคำเล่มเขื่องที่ตั้งอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือขึ้นมา เปิดไปหน้าดัชนีเพื่อพลิกหาความหมายของคำว่า ‘สี’ ที่มีความหมายในเชิงเปรียบเทียบที่หลากหลาย แต่ความหมายที่ดูจะสะกิดใจผมมากเป็นพิเศษ กลับเป็นความหมายที่ว่า

‘สี’ คือ ‘คุณสมบัติซึ่งทำให้ตาเห็น’

ลองนึกตามถึงความหมายก็ท่าจะจริง เพราะชีวิตนี้ถ้าเกิดไม่มีสี ก็คงทำให้มองเห็นอะไรได้ยากขึ้น โดยเฉพาะกับในแง่ของความเป็นจริงนั้น สีสามารถเป็นตัวแทนของความรู้สึกอะไรได้หลายอย่าง ที่มีทั้งจับต้องได้และจับต้องไม่ได้

ส่วนในโลกของความรู้สึกที่จับต้องไม่ได้อย่างความรักนั้น กลับมีเพียงสีไม่กี่สีที่ถูกเปรียบเทียบไว้ ในแง่ของการแทนค่าทางความรู้สึก

หลายคนเชื่อว่าโลกของคนที่มีความรักย่อมเป็นสีชมพู ต่างกันกับคนที่อกหักความรักมักเป็นสีเทา ส่วนคนที่ฝังใจกับด้านลบของความรักก็มักจะมีสีดำเป็นตัวแทนของความรักเสมอ

ผมไม่รู้ว่าใครเป็นคนกำหนดสีให้เรื่องราวเหล่านี้ ไม่เข้าใจว่าทำไมสีชมพูถึงเป็นตัวแทนของความรักที่แสนหวาน ทำไมสีเทาต้องเป็นตัวแทนของคนที่อกหัก ดูเหงาๆ เศร้าๆ ทึมๆ หรือทำไมสีดำต้องเป็นตัวแทนของความมืดมนที่หมดหวังซึ่งทุกสิ่งทุกอย่าง และพร้อมจะทำร้ายใครสักคนที่เข้ามาในชีวิตเสมอเพื่อประชดความรักที่เพิ่งผ่านพ้นไป ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงแล้ว ใครคนใหม่ที่เพิ่งเดินเข้ามาไม่ได้มีส่วนข้องเกี่ยวใดๆ เลยทั้งสิ้น และถ้าจะให้พูดถึงเหตุผลแบบมักง่าย ก็คงเป็นเพราะแค่เหงาอยู่คนเดียวไม่ได้ จนวันหนึ่งที่หายเหงาก็แค่บอกเลิกกันไป และทำเหมือนกับว่า ชีวิตนี้ไม่เคยได้ทำร้ายความรู้สึกของใครเลย

หลายครั้งผมเคยเปิดประตูความรู้สึก แล้วปล่อยให้ความรักเข้ามาเดินเล่นในจังหวะชีวิต แต่ทุกครั้งที่ต้องเดินแยกกันไปคนละทางกับความรัก ผมกลับรู้สึกว่า ผมไม่เคยรู้เลยว่า ความรักของผมนั้นเป็นสีอะไร

ไม่ใช่ว่าไม่ใส่ใจ แต่การแทนค่าความรักของตัวเองที่เพิ่งผ่านพ้นไปด้วยสีใดสีหนึ่ง นั้นดูเป็นการแทนค่าที่จะทำร้ายความรู้สึกกันไปเสียหน่อย
โดยเฉพาะกับการแทนค่าสีของความรักที่จูงมือรอยยิ้มไปจากเรา

ครั้งหนึ่งผมเคยเดินจูงมือคนตาบอดเพื่อไปรอขึ้นรถเมล์ แน่นอนว่าถ้าไม่ได้ผมเป็นผู้นำทาง มันก็อาจเกิดความลำบากกับเขาสักหน่อย แม้ว่าเขาจะเคยชินกับโลกที่มืดสนิทมานานสักเพียงใดก็ตาม

อาจจะดูเป็นเรื่องจริงที่ว่า มันเศร้าอยู่ไม่น้อยที่โลกของเขานั้นมืดสนิท แต่ในทางกลับกันบนโลกใบนี้ที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนที่ยากเกินกว่าจะบรรยาย ความมืดก็อาจสอนให้เขาได้รู้ว่า

บางครั้งภาพจากดวงตา ก็ไม่ได้บอกอะไรมากมายนัก

ผมไม่รู้ว่าถ้าเกิดคนตาบอดคนนั้นตาเป็นปกติ และมีโอกาสได้หลงใหลใน ‘คุณสมบัติซึ่งทำให้ตาเห็น’ ในแง่ของความรัก ที่ใครหลายคนต่างลุ่มหลงแล้วจะเป็นอย่างไร

เพราะในขณะที่โลกของคนตาบอดนั้นมองไม่เห็นสีอื่นใดนอกจากสีของความมืดมน ‘คุณสมบัติซึ่งทำให้ตาเห็น’ ในโลกของคนตาดีๆ อย่างเรา กลับถูกความลุ่มหลงในความรัก

สาปแช่งให้กลายเป็นคนตาบอดเสียยิ่งกว่า...

Thursday, November 29, 2007

ใบไม้ ความรัก และสายลม

ใบไม้ ความรัก และสายลม-วิภพ ล้อมเขต


ในชั่วโมงของการทำงานที่เร่งรีบ ถ้อยคำของเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งที่พิมพ์ผ่านมาทางโปรแกรม MSN ทำให้สมองซีกที่กำลังคิดเรื่องงานของผม เป็นอัมพาตไปชั่วขณะหนึ่ง

“ใครเป็นแฟนเรา ถือว่าโชคดีมากๆ”

ใครเจอข้อความแบบนี้เข้าไป ก็คงไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่าความรู้สึกที่ว่า เพื่อนผู้หญิงของผมคนนี้คงเป็นเอามาก มากเสียจนใครหลายคนอาจคิดว่า เธอกำลังหลงตัวเอง

ไหนๆ ก็หลงคิดไปตามถ้อยคำที่เธอบอกแล้ว เลยถือโอกาสนี้พักสมอง พิมพ์ถามเธอกลับไปแบบจริงจังว่า

“ทำไมถึงบอกว่าโชคดี”

เธอเงียบไปชั่วขณะ ก่อนที่จะพิมพ์ตอบกลับมา

“ก็เพราะเราเป็นยอดหญิงเข้าใจโลกนะสิ” คำตอบที่ได้กลับมา ทำให้ผมรู้สึกตกใจมากกว่าถ้อยคำประโยคแรกที่เธอบอกเสียอีก

ในฐานะผู้หญิงคนหนึ่งที่บูชาความรักคล้ายดั่งการบูชาพระเจ้า ยอดหญิงเข้าใจโลกที่เธอหมายถึง จึงเป็นเรื่องของยอดหญิงที่เข้าใจโลกของความรัก มากกว่าโลกของความเป็นจริงที่ต้องใช้ลมหายใจเป็นเชื้อเพลิง
แต่ใครคนหนึ่งเคยพูดไว้ว่า ใครที่บอกว่าเข้าใจความรัก คนๆ นั้นคือคนที่ไม่เข้าใจความรักเอาเสียเลย

ฟังดูอาจคล้าย ‘เซน’ และคงไม่ผิดหากจะมีใครคิดแบบนี้ แต่ท้ายที่สุดแล้ว จุดหมายปลายทางกลับมุ่งไปสู่ทิศทางเดียวกัน ทิศทางที่ว่านั่นคือความเข้าใจ

ผมนึกถึงประโยคหนึ่งที่เธอเคยพูดถึงแฟนเก่าให้ฟังว่า ตอนที่คบกันเธอรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังใส่หมวกที่ใช้ครอบหัวม้า ชีวิตในตอนนั้นมองเห็นแต่ด้านหน้า ไม่รู้จักคำว่า ซ้าย-ขวา จนวันหนึ่งที่เธอได้ถอดหมวกใบนั้นออกอย่างจริงจัง ด้านซ้ายด้านขวาที่เธอไม่เคยมองเห็นก็ดูจะชัดเจนขึ้น

ความรักอันแสนหวานมีด้านที่โหดร้ายเหมือนกัน

หลังจากตัดใจจากคนรักคนเก่า ผมไม่รู้ว่าช่วงเวลานั้นเธอกำลังคิดอะไรอยู่ ทั้งที่บางทีเธออาจจะไม่ได้คิดอะไรเลยก็ได้ แต่อย่างน้อยบทเรียนครั้งนั้น ก็ทำให้เธอได้เรียนรู้ที่จะเยียวยาแผลใจด้วยตัวเธอเอง และยิ้มได้ในเช้าวันใหม่

แต่สถานที่สวยงามมักไม่เคยขาดผู้มาเยี่ยมเยียน มันจึงไม่มีเวลาซ่อมแซมตัวเองหรือได้อยู่กับตัวเองเพียงลำพัง ไม่ต่างอะไรกันนักกับหญิงสาวที่สวยงาม

หลังจากเสียใจอยู่ไม่นาน...ความรักครั้งใหม่ของเธอก็ถือกำเนิด พร้อมๆ กับความเชื่อที่ว่า เขาคือฝาแฝดของเธอที่ผลัดพรากจากกันมานานแสนนาน

เมื่อต่างฝ่ายต่างชอบพอกัน ระยะเวลาความสัมพันธ์ที่เคยดูไกลเกินเอื้อม กลับย่อย่นตัวเองลงกลายเป็นดั่งเงาของกันและกัน

“ทำไมถึงคิดว่าเขาเป็นฝาแฝด”

“ก็เราชอบอะไรเหมือนกัน นิสัยคล้ายๆ กัน ใครจะเหมือนแกล่ะ ชอบยึดติดอยู่กับอดีต”

เธอมักจะว่าผมแบบนี้เสมอทุกครั้งที่เราคุยเรื่องความรัก และแน่นอนว่าผมมักจะตอบเธอว่า “เปล่า”

“เปล่าอะไร ก็เห็นเอ่ะอะอะไรก็ชอบพูดถึงแต่เขาให้ฟัง”

“ก็เพื่อนกันนี่ ตัดยังไงก็ไม่ขาดหรอก”

“ก็ให้มันจริงเหอะที่ว่าเพื่อน แกน่าจะลองเปิดใจดูบ้าง หรือชอบที่จะอยู่กับอดีตไปตลอด”

ทั้งรับรู้และเข้าใจในความห่วงใย แต่จะให้ออกตัวว่าไม่ได้ยึดติดกับอดีต เหตุผลนี้ก็คงทำหน้าที่ได้เต็มที่นั่นคือการกลายเป็นคำแก้ตัว

ทางเดียวที่พอจะให้คำถามนี้จางหายได้ จึงเป็นการปล่อยให้ความเงียบขี่ม้าขาวมาเป็นพระเอก และดูท่าว่ามันจะได้ผล

“คิดถึงเขาจังเลย”

แน่นอนเธอหมายความถึงคนรักของเธอที่ออกไปทำงานที่ต่างจังหวัด

“คิดถึงก็โทรไปหาเขาสิ” ผมบอก

“โทรไปแล้ว แต่ก็ยังคิดถึงอยู่”

“งั้นก็โทรไปบอกอีกสิ”

“ไม่เอา...ตอนนี้เขาคงทำงานอยู่”

ใบไม้บนต้นไม้ข้างหน้าต่างสั่นไหวไปตามแรงลม บางใบหลุดร่วงหล่นลงมาจากลำต้น เพราะแรงลมหนาวที่พัดโชยมาตามช่วงฤดูกาล

“หน้าหนาวแล้วนะแก ไม่เหงาหรือไง เออ...ถ้าฝากสายลมไปบอก แกว่าความคิดถึงจะเดินทางไปถึงเขามั้ย”

“ฝากสายลมเหรอ...ประสาทหรือเปล่า คุยกับสายลม”

เธอหัวเราะในคำถามของผม ในบางความหมายความรักจึงไม่ต่างอะไรจากเรือนเพาะชำ ที่เป็นบ่ออนุบาลของความรู้สึก โดยมีความคิดถึงเป็นอาหารหล่อเลี้ยงยามต้องไกลกัน

“ไม่ได้ประสาท ก็เขาบอกว่าเวลาใบไม้สั่นไหว นั่นแสดงว่าใบไม้กำลังคุยกับสายลมอยู่นะสิ”

“เขานะใคร”

“ก็ฝาแฝดฉันที่หายไปไง แล้วแกคิดว่าไงล่ะ”

“อาจจะไปถึงช้าหน่อยมั้ง เพราะคนขับรถเขาคงขับรถเร็ว”

“อีกละ...แกก็เป็นแบบนี้ทุกที”

“เป็นอะไร”

“ก็เป็นผู้ชายที่ไม่โรแมนติกเลยนะสิ”

ลมหนาวบางวูบพัดโชยผ่านหน้าต่างเข้ามาในห้องที่ผมนั่งทำงานอยู่ นั่นนะสิ ถ้าฝากความคิดถึงไปกับสายลม เขาคนนั้นจะรู้หรือเปล่า

บางที...สายลมอาจเป็นสื่อกลางของความคิดถึงได้เป็นอย่างดี หรือไม่แน่...ความคิดถึงมากมายที่สายลมบรรทุกไป ก็อาจตกหล่นหายลงระหว่างทางก็เป็นได้

ระหว่างนั่งรถตู้กลับบ้านเพียงลำพัง เบาะที่นั่งด้านข้างผมปราศจากผู้โดยสาร เงาของเสาไฟฟ้าสองข้างทางยังคงทอดผ่านตัวผมต้นแล้วต้นเล่า ในช่วงเวลาที่คำถามของเพื่อนผู้หญิงของผมที่เป็นยอดหญิงเข้าใจโลก ยังคงแว่วดังอยู่ในความรู้สึก

“ถ้าฝากสายลมไปบอก แกคิดว่าความคิดถึงจะเดินทางไปถึงเขามั้ย”

นั่นนะสิ ถ้าให้ตอบแบบจริงจังตามความรู้สึก ผมเองก็ไม่มั่นใจ และคงทำได้แต่มองดูใบไม้

ที่ปลิวล่องลอยไปตามสายลม...




Sunday, November 04, 2007

ลมหนาว





ลมหนาว/วิภพ ล้อมเขต

ไออุ่นของกาแฟในแก้วยังคงหอมกรุ่น ฤดูฝนเคลื่อนผ่านไป ฤดูหนาวเคลื่อนผ่านมา

เสียงโมบายข้างหน้าต่างส่งเสียงกรุ๊งกริ๊ง เมื่อต้องลมหนาวในยามค่ำคืน จนทำให้นึกถึงคำพูดของเพื่อนคนหนึ่งเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา

ฤดูหนาวปีนี้ไม่เห็นจะหนาวอย่างที่รอคอยเลยสักนิดเดียว

ลองมานั่งคิดทบทวนถึงคำพูดของเพื่อน สำหรับคนที่ไม่ชอบฤดูหนาวอาจจะไม่รู้สึกอะไร แต่สำหรับคนที่ชอบฤดูหนาวคงรู้สึกได้ว่า คำพูดของเพื่อนผมคนนี้ มีความหมายอะไรบางอย่างเก็บซ่อนไว้อยู่

ตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ผมมีเพื่อนและคนรู้จักหลายคนที่เอ่ยปากว่าชอบฤดูหนาวเป็นชีวิตจิตใจ ส่วนตัวผมเองก็ขอยอมรับแบบลูกผู้ชายว่าถึงแม้จะเป็นคนชอบฤดูฝน แต่เมื่อฤดูฝนจากไปจนถึงคราวที่ฤดูหนาวมาเยือน

ผมก็เคยแอบปันใจให้กับฤดูหนาวบ้างเหมือนกัน

ชีวิตของผมจะว่าไปแล้ว อาจจะไม่ค่อยมีอะไรที่ลึกซึ้งมากมายนักกับฤดูหนาว แต่ครั้งหนึ่งตอนที่ไปเดินป่าแถวสวนผึ้ง แล้วต้องเดินขึ้นไปบนยอดเขาเพื่อให้ถึงจุดหมายปลายทางสุดท้าย หลังจากผูกเปลเข้ากับต้นไม้ทั้งสองฝั่งเพื่อใช้เป็นที่หลับนอน กองไฟกองเล็กๆ ก็ค่อยๆ ลุกโชนขึ้นมาส่องแสงสว่างต้อนรับยามค่ำคืน สวนทางกับไออุ่นของกาแฟในแก้วที่ถืออยู่ในมือ

บนยอดเขา ลมหนาวยิ่งพัดแรง กองไฟยิ่งลุกโชน ไออุ่นของกาแฟในแก้วถูกพัดไปให้จางหาย

เช่นเดียวกับที่ลมหนาวได้พัดเอาเรื่องราวตลอดระยะเวลาของประสบการณ์ จังหวะชีวิตและเรื่องราวบางอย่าง ได้สอนให้ผมเข้าใจว่า

คุณค่าของลมหนาวจะเต้นตามจังหวะหัวใจของใครของมัน

ค่ำคืนนั้นบนยอดเขา เมื่อต้องเผชิญหน้ากับลมหนาวโดยมีไออุ่นของกองไฟอยู่เคียงข้าง ผมกลับนึกถึงเรื่องราวและภาพบางอย่าง

ผมไม่เคยเดินกุมมือคนรักเดินตอนฤดูหนาว แม้จะชอบมองคู่รักหลายคู่เดินกุมมือกันตอนฤดูหนาวในยามค่ำคืน

ผมไม่เคยไปเลือกซื้อเสื้อหนาวกับคนรักที่มีลายและสีเดียวกัน เพื่อที่จะได้ใส่เหมือนกันแล้วก้าวเดินไปพร้อมกัน และพอถึงฤดูหนาวทีไร ผมก็มักจะคิดเข้าข้างตัวเองว่า

การเดินเอามือกระชับกอดตัวเอง ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้ไออุ่นได้น่ารักดีไปอีกแบบ

แต่ค่ำคืนนี้ที่ลมหนาวพัดโชยเข้ามาในห้อง แม้แรงลมจะไม่เท่าลมหนาวบนยอดเขา แต่ความรู้สึกที่สัมผัสได้กับไม่ต่างกัน

โดยเฉพาะความรู้สึกที่เรียกว่า คิดถึง

แม้จะรู้ทั้งรู้ว่า อีกไม่นาน เดี๋ยวลมหนาวก็พัดโชยจากเราไปเหมือนคนที่เราคิดถึงที่ได้ลาจากเรา

แต่เราก็มักจะตั้งหน้าตั้งตารอคอยให้ลมหนาว

หวนกลับคืน…

Thursday, October 11, 2007

เราต่างมีเสียงเพลงเป็นของตัวเอง

ภาพถ่ายจากhttp://www.pantip.com/cafe/gallery/topic/G3469834/G3469834-14.jpg

เราต่างมีเสียงเพลงเป็นของตัวเอง/วิภพ ล้อมเขต

พระจันทร์เต็มดวงในยามค่ำคืนพยายามเผยตัวให้พ้นจากเมฆฝนหลงฤดู แต่เมฆฝนก็บดบังพระจันทร์จนคล้ายคืนเดือนมืด ไม่นานก็ได้ยินเสียงเม็ดฝนร่วงหล่นกระทบหลังคาเสียงดังเปาะแปะ สลับกับเสียงเพลง Voyou Voyou ของ Keiko Shibano ผมเอื้อมมือไปกดปุ่มเพิ่มเสียงแข่งกับเสียงเม็ดฝนที่เริ่มดังขึ้น แม้ว่าจะปิดไฟเพื่อเตรียมตัวเข้านอนแล้วก็ตาม

จะว่าไปแล้ว เดี๋ยวนี้ผมกลายเป็นคนชอบฟังเพลงระดับงอมแงม แต่การชอบฟังเพลงของผมก็จะเป็นไปเพื่อความรื่นรมย์ส่วนตัวเสียมากกว่า การฟังเพื่อเพิ่มรสนิยมไว้พูดคุยกับกลุ่มคนอีกเผ่าพันธุ์หนึ่ง และพอตื่นเช้าขึ้นมากิจวัตรประจำวันอย่างแรกที่ผมต้องทำเป็นประจำ นั่นก็คือการลุกขึ้นเดินไปเปิดเพลงเป็นอย่างแรก
พอกดปุ่ม play ระบบสุ่มเพลงที่ตั้งไว้ก็จะสุ่มเลือกเพลงแรกของแต่ละเช้า เป็นการสร้างความแปลกใหม่ให้กับชีวิตไปอีกแบบ หลังจากที่ช่วงหนึ่งผมเคยเปิดแต่เพลงดอกไม้ ของ ศุ บุญเลี้ยง ฟังอยู่เป็นประจำทุกเช้า จนหูแว่วได้ยินเสียงเพลงดอกไม้อยู่บ่อยๆ

ทุกครั้งที่เสียงเพลงเริ่มแว่วดังออกมาจากลำโพง ผมใช้เวลาอาบน้ำแต่งตัวออกไปทำงาน จวบจนขั้นตอนสุดท้ายคือการใส่ถุงเท้าเบ็ดเสร็จอยู่ที่ประมาณ 5-6 เพลง แต่ถ้าวันไหนที่เพลงสุดท้ายจากระบบสุ่มเพลงเลือกเพลงได้ถูกใจ หลังจากใส่ถุงเท้าเสร็จผมจะนั่งฟังเพลงนั้นจนจบแล้วค่อยใส่รองเท้า ก่อนจะปิดประตูบ้านเพื่อออกไปทำงานเสมอ

ทันทีที่ขึ้นรถไปทำงานก็จะหยิบหูฟังมาครอบหู แล้วใช้เสียงเพลงเป็นตัวช่วยในการพาตัวเองจมลงไปในอีกโลกหนึ่ง ปล่อยให้ภาพรถติดกลายเป็นภาพชินตา และบ่อยครั้งเสียงเพลงก็มักจะทำให้ผมนึกถึงเรื่องราวของความทรงจำสมัยที่หัดเล่นกีตาร์ใหม่ๆ

ลองนึกดูดีๆ นอกจากคอร์ด C ที่ผมจำได้ว่าเป็นคอร์ดแรกที่หัดเล่นแล้ว ผมก็จำไม่ได้ว่าเพลงอะไรเป็นเพลงแรกที่หัดเล่น และเมื่อค้นพบว่าตัวเองมีพรสวรรค์ด้านดนตรีแค่การตีคอร์ดเท่านั้น ผมก็หันไปหาพรสรรค์ด้านอื่นที่พอจะมีแทนโดยไม่ทิ้งเสียงเพลง นั่นก็คือการเขียนหนังสือพร้อมกับการเปิดเพลงฟังไปพร้อมกัน
สำหรับคนที่ชีวิตเงยหน้าก้มหน้าก็เจอแต่งานแบบผม การได้ฟังเพลงดีๆ ที่ตัวเองชอบ พร้อมกาแฟอุ่นๆ ในแก้วที่มีขนาดพอดีกับรสชาติของกาแฟ ก็พอจะทดแทนการเดินกุมมือคนรักภายใต้ร่มคันเดียวกันยามฝนตกได้ดีระดับหนึ่ง

ผมเชื่อว่าเพลงทุกเพลงมีความหมายและคุณค่าในตัวเอง หากว่าเพลงนั้นไม่ใช่เพลงที่แต่งขึ้นมาเพื่อหวังผลทางการตลาด เพลงบางเพลงคือสิ่งแทนค่าจากจิตใจที่กำลังจะสูญสลาย เช่น เพลง Tear in heaven ของ Eric Claptan ที่เขาแต่งให้ลูกชายที่จากไป เพลงบางเพลงแทนจุดมุ่งหมายของชีวิต เช่น เพลงนกเพลง ของวง อพาตท์เมนคุณป้า ที่เปรียบตัวเองเป็นดั่งนกที่ร้องส่งเสียงเจื้อยแจ้วให้กับคำว่า ‘ชีวิต’ ในขณะที่เพลงบางเพลงของวงดูโอขวัญใจวัยรุ่นไม่ได้มีค่าอะไรมากไปกว่าการดูดเม็ดเงินจากกระเป๋า

ช่วงหนึ่งที่เคยจมอยู่กับความเสียใจ ผมเคยเปิดเพลง Desperado ของ The Eagle ฟังบ่อยมาก จนเพื่อนในออฟฟิศล้อว่าเพลง Desperado นั้นคือเพลงชาติของผม แม้จะไม่รู้ถึงความหมายของเพลงแบบลึกซึ้งอะไรนัก แต่ความเป็นสากลของเสียงเพลงก็พาผมก้าวข้ามกำแพงภาษา พาผมไปสู่อีกโลกหนึ่งที่ห่างไกลจากรอยยิ้มอยู่พักหนึ่งใหญ่ๆ

จริงอยู่ว่าชีวิตคนเราต้องเดินไปข้างหน้า และการทำตัวให้เป็นเข็มนาฬิกาที่โดยธรรมชาติแล้วจะต้องเดินไปข้างหน้าตลอดนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็อย่าลืมว่าเข็มนาฬิกานั้นเดินเป็นวงกลม และมันก็จะหมุนวนมาซ้ำจุดเดิม ถึงแม้ว่ามันจะเดินไปข้างหน้าเสมอก็ตาม ไม่ต่างอะไรกับเรื่องราวบางเรื่องที่พยายามจะลืม เช่นเดียวกันกับเพลงบางเพลงที่มักจะสะกิดให้เราคิดถึงใครคนหนึ่งขึ้นมาเสมอ เพลงที่เราเคยชอบและคิดว่าเป็นเพลงของกันและกัน จึงแปรเปลี่ยนเป็นเพลงที่เรียกน้ำตาในยามที่ความรักต้องลาจากกันไป

ใครจะบอกว่าเพลงไม่มีอิทธิพลต่อความรู้สึกใดๆ เจอประสบการณ์แบบนี้เข้าไปกับตัวเองโดยตรง อาจจะต้องเปลี่ยนความคิดใหม่กันแน่ๆ

ครั้งหนึ่งผมมีโอกาสได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ชื่อ The song reader ของ Lisa Tucker เป็นเรื่องราวของหญิงสาวคนหนึ่งที่สามารถทำนายอนาคตใครต่อใครได้จากเพลงที่คนๆ นั้นชอบฟัง
ถึงจะรู้ว่าเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นมา แต่ก็รู้สึกว่าถ้ามีอาชีพแบบนี้อยู่จริงๆ ก็เริ่มชักอยากจะรู้อนาคตของตัวเอง แม้ว่าเอาเข้าจริงในชีวิตของคนเราจะมีเพลงเข้ามาให้ฟังกันหลากหลายก็ตาม จนไม่ต่างอะไรกับความหลากหลายของอนาคต

เรื่องราวของบทเพลงนั้นมีมากมาย จะว่าไปแล้วถ้าให้พูดกันจนหมดก็คงไม่ได้หลับได้นอน แต่ในทางกลับกันเพลงบางเพลงที่ได้ฟังก็อาจทำให้นอนหลับฝันดี

แต่ก็มีบางเช้าหรือบางค่ำคืนที่ผมไม่ฟังเพลงใดๆ เลย นอกเสียจากเสียงเพลงของความเงียบที่มีความรู้สึกของตัวเองเป็นท่วงทำนอง แล้วปล่อยให้ตัวกับหัวใจ

ต่างแยกย้ายกันไปพเนจร...

Tuesday, October 02, 2007

เราจากกันก็นาน


2/10/07
เราจากกันก็นาน

เราจากกันก็นาน
โดยมีกาลเวลา
เป็นสักขี

เข็มนาฬิกาเป็นผู้คล้อยตาม
เช่นเดียวกับ
พระอาทิตย์และพระจันทร์

ที่สลับหมุนวน
เปลี่ยนกันมาเยี่ยมเยียน

เช่นเดียวกับ
ความทรงจำของฉัน
ที่มีเธอตัดสลับปัจจุบัน
และเว้นอนาคตไว้ด้วยความว่างเปล่า

แน่นอน
ความคิดถึง
ไม่ใช่เรื่องผิด

แน่นอน
ความคิดถึง
ห้ามกันไม่ได้

เหมือนกับที่เธอห้าม
ความสัมพันธ์
จนคำว่า ‘รัก’
เป็นคำว่า ‘รก’

และฉัน
เป็นจำเลย…




Tuesday, September 11, 2007

กำลังใจ


กำลังใจ/วิภพ ล้อมเขต

สายลมเอื่อยเฉื่อยของเช้าวันเสาร์พัดโชยเข้ามาทางหน้าต่าง 2 บานที่มีโมบายดักรอคอยอยู่ ผมนึกถึงถ้อยคำจากปากช่อง

“เป็นไงบ้างละมึง เงียบหายไปนาน เรื่องสั้นที่ส่งมากูยังไม่ได้อ่านให้เลย รอหน่อยละกัน”

“แล้วเขาประกาศผลหรือยัง อ้าว…ช่างแม่งมัน หน้าที่ของเราคือเขียน ไม่ได้คอยเอาใจกรรมการ”

“ไม่เข้าใจ แม่งก็ต้องเข้าใจ ใครมันจะไปอยู่ได้ เงินแค่นั้น มึงต้องแดกข้าวนะ มึงไม่ได้อิ่มทิพย์”

“ไปทำแค่ 2 เดือนก็พอ ทำให้รู้ ทำให้เข้าใจแล้วก็ไม่ต้องไปทำแล้ว เสียเวลาเขียนหนังสือ”

“อายุมึงยังน้อย มึงมีเวลามากกว่าคนอื่น ว่างๆ ก็ส่งเรื่องสั้นไปลงกับเขาบ้าง ให้พี่ๆ เขาหายคิดถึงบ้าง ดีกว่าอยู่เฉยๆ”

“ทีนี้มึงก็เดินเป็นเส้นตรงได้แล้ว อย่าไปเสียเวลาเดินอ้อม”

“ยังไงถ้าว่างมึงก็เข้ามาบ้านบ้างละกัน”

สิ้นเสียงคำพูดที่เป็นเหมือนเข็มทิศชีวิตและกำลังใจ หลังจากวางสายผมล้มตัวลงนอนบนโซฟานั่งเล่นเพื่อคิดอะไรบางอย่าง ผมรู้สึกถึงความผ่อนคลายเหมือนคนที่พบทางออกจากเขาวงกต นึกถึงหลายค่ำคืนที่นั่งมองหน้าจอกระดาษอิเล็กทรอนิกส์ที่ว่างเปล่า แล้วหลับตาลงนอนโดยที่ไม่ได้เรียงร้อยถ้อยคำใดๆ ออกมาอย่างทุกครั้งที่เคยเป็น

ผมเชื่อว่าช่วงเวลาที่แย่ที่สุดของนักเขียน คือช่วงเวลาที่อ่านหนังสือเล่มไหนก็อ่านไม่จบ และที่แย่ไปกว่านั้นคือการเขียนอะไรไม่ออก

เมื่อเขียนได้ก็ต้องคิดได้ เมื่อคิดได้ก็ต้องมีวิธีแก้ไขปัญหา นักเขียนหลายคนเมื่อประสบกับปัญหาแบบนี้จึงมีวิธีแก้ไขปัญหาต่างกันไปคนละแบบ

หลายคนออกเดินทางเพราะเชื่อว่าการเดินทางเป็นสายตาของนักเขียน หลายคนเลือกที่จะนั่งเผชิญหน้ากับอาการเขียนไม่ออกเพื่อเอาชนะ หลายคนเลือกที่จะหันไปทำอาชีพอื่นหรืออาชีพที่ใกล้เคียงเพื่อรอช่วงเวลากลับมาเขียนอะไรได้เหมือนเดิม และหลายคนเลือกที่จะตายจากไปจากถนนนักเขียนแบบเงียบๆ อย่างไม่หวนกลับคืน

หนึ่งในวิธีแก้ปัญหาการเขียนอย่างหนึ่งของเออเนส เฮมิ่งเวย์ คือการหยุดเขียนเมื่อคิดได้ว่าจะเขียนอะไรต่อ และถ้ายังคิดอะไรไม่ออกเขาจะไม่หยุดเขียน เพื่อให้การเขียนนั้นลื่นไหลในการกลับมาเขียนอีกวันหนึ่ง และเฮมิ่งเวย์เชื่อว่า ช่วงเวลาที่นักเขียนจะเขียนหนังสือได้ดีที่สุด คือช่วงเวลาที่นักเขียนกำลังมีความรัก เพราะสำหรับเฮมิ่งเวย์ ความรักเป็นกำลังใจที่ดีที่สุดของการเขียนหนังสือ

ผมไม่รู้ว่าความรักจะมีผลต่อการเขียนหนังสือมากแบบที่เฮมิ่งเวย์เชื่อหรือเปล่า แต่ค่ำคืนหนึ่งบนรถแท็กซี่ระหว่างทางที่กลับบ้าน แสงไฟจากเสาไฟฟ้าที่พาดผ่านลงมาบนหน้ากระจกรถทอดผ่านตัวผมต้นแล้วต้นเล่า ทำให้ผมนึกถึงกำลังใจที่รุ่นพี่นักเขียนสาวคนหนึ่งกำลังต้องการ

“ตอนนี้ถ้าเขียนอะไรอยู่ก็ส่งมาให้พี่อ่านบ้างนะ ตั้งแต่พี่เขาตายไป พี่ก็เขียนอะไรไม่ได้เลย ไม่ใช่ว่าพี่ไม่พยายาม พี่พยายามแล้วแต่พี่เขียนอะไรไม่ได้เลยจริงๆ”

แน่นอนว่าการจากไปแบบไม่หวนคืนของรุ่นพี่นักเขียนหนุ่มคนนั้น คือการสูญเสียครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งของวงการวรรณกรรมไทย ในฐานะนักเขียนแน่นอนว่ารุ่นพี่นักเขียนสาวคงเสียใจไม่แพ้คนอื่นๆ แต่ในฐานะคนรักของกันและกันที่คอยอยู่เคียงข้างให้กำลังใจกันมาตลอด การจากไปแบบไม่หวนคืนของรุ่นพี่นักเขียนหนุ่มคนนั้น จึงย่อมมีความหมายมากกว่าคำว่าเสียใจจนหาถ้อยคำใดๆ มาทดแทนไม่ได้

หลังจากกลับถึงบ้าน ค่ำคืนนั้นผมนั่งลงตรงโต๊ะเขียนหนังสือ มองดูภาพถ่ายที่แปะไว้ตรงโต๊ะหนังสือของคนในอดีตบางคน ที่ส่งข้ามน้ำข้ามทะเลมาครึ่งโลกพร้อมถ้อยคำกำลังใจประโยคหนึ่ง

‘Just doing make every hour happy hour you’re smart.’

ผมนั่งมองภาพถ่ายใบนั้นอยู่นานเท่านาน แม้วันเวลาจะทำให้ภาพถ่ายซีดจางเหมือนเจ้าของภาพถ่ายที่ห่างหายกันไปจนกลายเป็นสายลมที่เคยพัดผ่าน แต่ถ้อยคำกำลังใจประโยคนั้นยังคงคมชัดอยู่เสมอ

ค่ำคืนนั้นผมตัดสินใจรวบรวมงานเขียนของตัวเองที่มีทั้งหมดส่งไปให้รุ่นพี่นักเขียนสาวอ่าน แม้ว่างานเขียนของผมจะช่วยรุ่นพี่นักเขียนสาวไม่ได้มากนัก แต่อย่างน้อยในยามที่ท้อแท้ การให้กำลังใจกันและกันผมถือว่าเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่หาซื้อขายกันไม่ได้

จริงอยู่ว่าไม่มีกำลังใจใดสำคัญเท่ากำลังใจจากตัวเอง แต่มนุษย์ไม่ได้ดำรงชีวิตอยู่บนโลกกลมๆ ใบนี้เพียงลำพัง นอกจากกำลังใจจากตัวเองแล้ว กำลังใจจากคนอื่นจึงมีความสำคัญไม่แพ้กัน

โดยเฉพาะกำลังใจจากคนที่รักเราหรือคนที่เรารัก...

หลังจากนั้น 3 เดือนต่อมา...ผมได้ยินเสียงดีใจของรุ่นพี่นักเขียนสาวที่ดังผ่านมาทางโทรศัพท์ เกี่ยวกับหนังสือเล่มใหม่ของเธอที่กำลังจะออก

เสียงโมบายที่ดักรอสายลมเอื่อยเฉื่อยของเช้าวันเสาร์ส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งๆ ผมลุกขึ้นจากโซฟานั่งเล่นเดินไปที่ชั้นหนังสือในห้องนอน หยิบหนังสือเล่มหนึ่งที่ได้มาจากเจ้าของถ้อยคำจากปากช่องผู้เป็นดั่งครูทางจิตวิญาณ หลังจากที่ผมได้ให้คำมั่นสัญญาอะไรบางอย่าง

“กูมีหนังสือเล่มนี้อยู่ 2 เล่ม เก็บไว้อ่านตอนเขียนอะไรไม่ออก กูให้มึงเล่มหนึ่ง กูเป็นกำลังใจให้บนถนนสายนี้ยังมีที่ว่างเสมอ”

ผมนั่งลงที่โต๊ะหนังสือ วางหนังสือเล่มนั้นลงข้างกาย มองดูถ้อยคำกำลังใจจากภาพถ่ายที่ซีดจาง แล้วค่อยๆ เรียงร้อยถ้อยคำลงบนแป้นคีย์บอร์ด ปรากฏออกมาเป็นทิวแถวถ้อยคำ

บนหน้าจอกระดาษอิเล็กทรอนิกส์ที่ว่างเปล่า…


Tuesday, August 21, 2007

นินทาแม่


นินทาแม่/วิภพ ล้อมเขต

อาจเป็นเพราะเป็นเด็กบ้านนอกตั้งแต่กำเนิด และต้องฝากปากท้องไว้กับชีวิตที่กรุงเทพฯ ทุกครั้งที่มีวันหยุดยาวหรือเทศกาล ผมกับพี่สาวจะซื้อตั๋วรถทัวร์เพื่อกลับบ้านที่ชุมพรมากกว่าไปเที่ยวทุกครั้ง จองทันบ้างไม่ทันบ้างก็ว่ากันไป แต่ทุกครั้งเราสองคนก็มักจะได้กลับบ้านเสมอ

ถึงบางครั้งต้องยืนเบียดกันไปหรือนั่งเก้าอี้พลาสติกจนถึงชุมพรก็ตาม แต่พอถึงบ้านได้เห็นหน้าแม่ ความอ่อนล้าจากการเดินทางก็เหมือนจะระเหยไปกับสายลม

ตั้งแต่จำความได้ครอบครัวของผมมีกันเพียง 3 คน คือ แม่ พี่สาวและตัวผม ส่วนพ่อนั้นอย่าถามผมเลยว่าอยู่ไหน ผมเพียงได้แต่คิดให้ตัวเองดูเป็นลูกที่กตัญญูได้เพียงว่า พ่อคงมีเหตุผลของพ่อ ที่ทิ้งพวกเราไปแบบไม่สนใจจะเหลียวแล แล้วปล่อยให้แม่ต้องทำหน้าที่แทนพ่อ โดยที่พ่อไปทำหน้าที่พ่อที่ดีให้กับคนอื่น

แต่ถึงครอบครัวของเราจะขาดพ่อที่ต้องทำหน้าที่ผู้นำ แต่แม่ก็ไม่เคยอายที่จะก้าวเข้ามาทำหน้าที่แทนพ่อ และทอดทิ้งผมกับพี่สาว ปล่อยให้เราสองคนอดๆ อยากๆ เลยสักครั้งเดียว

แม่เป็นต้นแบบของการเสียสละ เวลานั่งกินข้าวด้วยกัน 3 คนแม่ลูก แม่มักจะตักน้ำแกงมากกว่าเนื้อ และกินข้าวน้อยกว่าผมกับพี่สาว ทั้งๆ ที่แม่เองก็ทำงานหนักมาทั้งวัน เรื่องเรียนก็เหมือนกัน แม่ไม่เคยบังคับว่าจะต้องเรียนอะไร ไม่เคยมานั่งสอนการบ้านจ้ำจี้จ้ำไช ว่าทำไมโจทย์แค่นี้ ลูกถึงคิดไม่ได้

เหตุผลไม่ใช่เพราะแม่เรียนจบแค่ ป.4 แต่เป็นเพราะแม่คิดว่า เรื่องราวนอกห้องเรียนนั้นสำคัญกว่าเรื่องราวของโจทย์บนหน้ากระดาษ ตอนที่เอ็นทรานซ์วินาทีที่ผมบอกแม่ว่า ผมตัดสินใจเลือกเรียนคณะนิเทศศาสตร์ เอกวารสารศาสตร์ เพียงเพราะผมอยากรู้ว่าเขาเข้าสันหนังสือกันอย่างไร แม่ก็บอกผมกลับมาว่า

แล้วอย่าลืมเอาหนังสือที่ลูกทำ หรือไม่ก็งานเขียนของลูกมาให้แม่อ่านบ้างละ...

แต่ถ้าจะถามว่าถ้าต้องให้แม่สอนขึ้นมาแล้วแม่จะสอนอะไร ผมคิดว่าการอ่านหนังสือให้ลูกฟังตั้งแต่ผมกับพี่สาวยังอยู่ในท้องแม่จนถึงช่วงเวลาปัจจุบัน และนิสัยชอบฟังเพลงของแม่ 2 สิ่งนี้คือคำสอนที่เป็นมรดกที่แม่มอบให้ผมกับพี่สาว ที่เราสองคนดูจะรักและหวงมากเป็นพิเศษ

ปี 2545 ผมเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ด้วยเหตุผลของหน้าที่ทางการศึกษา ตามรอยเท้าของพี่สาวที่เข้ามาแสวงหาอนาคตอยู่ก่อนแล้ว จากที่เคยอยู่พร้อมหน้ากัน 3 คนแม่ลูก หลังจากพี่สาวต้องออกจากบ้านเพื่อเติบโต และตามด้วยผมที่ต้องเติบโตด้วยเช่นกัน ทุกเช้าในแต่ละวันของแม่จึงเปลี่ยนไปจากวันเก่าๆ

ผมรู้ว่าเวลาลืมตาตื่นขึ้นมา แม่ไม่รู้จะนั่งกินข้าวกับใคร ยังดีที่มี ‘ถุงเงิน’ อยู่เป็นเพื่อนแม่ ช่วยคลายความเหงาของแม่ได้บ้าง แต่พอวันหนึ่งที่ถุงเงินต้องจากไป เสียงที่สั่นเครือของแม่ที่ส่งผ่านมาทางคลื่นไร้สาย กลับทำให้ผมรับรู้ถึงความเหงาของแม่ที่กำลังจะเพิ่มขึ้นในเช้าวันใหม่ที่แม่ลืมตาตื่น

น้ำตาของผมไหลเมื่อรับรู้ว่าแม่กำลังร้องไห้ แต่แม่ก็ชิงตัดสายโทรศัพท์ เพียงเพราะไม่อยากให้ผมได้ยินเสียงร้องไห้ และคงลืมไปว่าที่จริงแล้ว ตัวเองก็คือผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่มีสิทธิ์ร้องไห้ และในฐานะที่แม่ต้องทำหน้าที่พ่อไปด้วย แม่จึงกลายเป็นคนที่ชอบรักษาฟอร์มของตัวเองอยู่เสมอ

ยิ่งเรื่องอะไรที่ดูจะเสียหน้าให้ลูก แม่ยิ่งรักษาฟอร์มมากเป็นพิเศษ วันเกิดของแม่ปีที่แล้ว ผมเคยลองใจแม่ด้วยการไม่โทรหาแม่เลยเป็นเวลาเกือบ 1 เดือน แล้วนั่งรถกลับบ้านที่ชุมพรเพื่อถือเค้กวันเกิดไปให้แม่

วินาทีที่แม่เห็นผมเดินถือเค้กวันเกิดเข้ามาหา แม่โวยวายตามประสาคนฟอร์มเยอะ ถามผมว่าจะนั่งรถมาทำไมให้เปลืองค่ารถเดี๋ยวก็ต้องกลับแล้ว แต่ตอนที่แม่พูดแม่ได้มองหน้าผม พูดจบแม่ก็เดินหายเข้าไปในครัว แอบยืนเช็ดน้ำตาไม่ให้ผมเห็น

วันเกิดของแม่ปีนี้เวียนมาอีกครั้งเป็นรอบที่ 62 แต่รอยยิ้มของแม่ยังเหมือนเดิมทุกครั้งที่เห็นหน้าผมกับพี่สาว การได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันกับลูกๆ และได้ลุกขึ้นมาเพื่อทำกับข้าวให้ผมกับพี่สาวกินตั้งแต่เช้า จึงนับเป็นของขวัญที่แม่ต้องการและมีความหมายกับแม่มากเป็นพิเศษ และแน่นอนว่าผมกับพี่สาวก็กินกับข้าวฝีมือแม่เหมือนตายอดตายอยากมาเป็นปีๆ

หนึ่งในพรสวรรค์ของแม่ที่นอกจากจะเป็นคนอารมณ์ดีขี้อำแล้ว คือการเป็นคนมือเขียว ที่ปลูกต้นอะไรก็ขึ้น ออกดอกงอกงาม จนกลายเป็นความภาคภูมิใจของแม่อยู่เสมอ จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ ถ้าสวนหย่อมที่แม่จัดจะกลายสภาพเป็นป่ามากกว่าสวนหย่อมเพียงในระยะเวลาไม่กี่เดือน

แม่เป็นคนชอบปลูกต้นไม้ระดับถ้าติดยาคงต้องส่งไปเลิกที่ถ้ำกระบอก ตอนที่ต้นโป๊ยเซียนกำลังเป็นที่นิยม แม่เองก็ไม่พลาดที่จะมีต้นโป๊ยเซียนเป็นร้อยๆ ต้น กระจุกอัดกันอยู่ในพื้นที่สวนหย่อมเล็กๆ ของแม่ จนเซียนโป๊ยเซียนแถวบ้านทั้งหลาย ยังต้องมาขอดูต้นโป๊ยเซียนของแม่อยู่บ่อยๆ แต่ผมกับพี่สาวกลับไม่ได้กลายเป็นคนมือเขียวเหมือนกับแม่ จะปลูกอะไรทีก็ตายมากกว่ารอดเกือบทุกครั้ง

ตอนที่แม่ขึ้นมาหาผมกับพี่สาวที่กรุงเทพฯ แม่ทนไม่ได้ที่บ้านเช่าไม้สีเขียวที่สะพานใหม่ของผมกับพี่สาวไม่มีต้นไม้วางอยู่เลยสักต้นเดียว แม่จึงไปซื้อต้นไม้ชื่อเดียวกับตัวแม่มาไว้ให้ผมกับพี่สาว 1 ต้น จัดการย้ายต้นไม้จากกระถางเล็กไปกระถางใหญ่ แล้ววางไว้ตรงหน้าบ้านให้ผมกับพี่สาวได้คอยรดน้ำ

ความเป็นคนมือเขียวของแม่ ทำให้ผมกับพี่สาวมั่นใจว่า เปอร์เซ็นรอดของต้นไม้ต้นนี้ต้องมีมากกว่าเปอร์เซ็นไม่รอดแน่นอน และทุกครั้งที่รดน้ำไม่ผมหรือพี่สาวก็จะโทรศัพท์ไปหาแม่ทุกครั้ง

พี่สาวของผมบอกว่านี่อาจเป็นกลยุทธ์รักษาฟอร์มของแม่ ที่ช่วยสะกิดให้เราคิดถึงแม่อยู่บ่อยๆ มากกว่าการให้แม่โทรศัพท์มาหาก็เป็นไปได้ แต่ผมกลับกลัวว่าหากรู้สึกคิดถึงแม่ขึ้นมามากๆ ในช่วงเวลาที่ชีวิตเหนื่อยล้าจากการฝากปากท้องและอนาคตไว้กับกรุงเทพฯ น้ำตาของลูกแม่อาจจะไหลเอาง่ายๆ และอาจทำให้แม่รู้สึกเป็นห่วงจนนอนไม่หลับ

ครั้งหนึ่งพี่สาวนักเขียนที่เป็นพี่เลี้ยงชีวิตของผมตลอดชีวิตเคยบอกกับแม่ว่า ผมชอบเขียนอะไรถึงแม่อยู่บ่อยๆ แต่แม่เองคงไม่เคยได้อ่าน

ถูกต้องอย่างที่พี่สาวนักเขียนที่เป็นพี่เลี้ยงชีวิตผมพูดทุกประการ หลายคนอาจสงสัยว่าทำไม ผมบอกให้ก็ได้ว่า เพราะในฐานะที่เป็นลูกของแม่

ผมเองก็ต้องรักษาฟอร์มไว้เช่นเดียวกัน…